ตะวันทองที่หนองหาน

February 3, 2010

ตะวันรอนที่หนองหาน ณ จุดชมวิวบ้านท่าแร่

 แดดอัสดงค่ำลงที่ฝั่งหนองหาน 
 เฮาสองเคยเที่ยวด้วยกัน มนต์ฮักสายัณห์สวาทวาบหวาม 
 สายลมโชยชิ้วทิวสนลิ่วโอนสอดเสียงกังวาน 
 เหมือนเสียงใจเฮาสาบาน ให้หนองหานได้เป็นสักขี 
 
 
 เพลง : ตะวันรอนที่หนองหาน(ท่อน 2) 
 
 ตะวันรอนที่หนองหาน 
 
 ตะวันรอนที่หนองหาน ชื่อนี้หลายคนคงคุ้นหูเป็นอย่างดี เพราะในอดีตตะวันรอนที่หนองหานโด่งดังทั้งที่เป็นเพลงลูกทุ่ง(มีหลายคนคนนำมาร้อง)และเป็นภาพยนตร์(นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี,อรัญญา นามวงศ์) ในขณะที่หนองหานของจริงแห่งสกลนคร ยามตะวันรอนสวยใช่ย่อย โดยเฉพาะในวันที่ฟ้าเป็นใจอาทิตย์อัสดงกลางน้ำที่นี่สวยไม่เป็นรองใคร 
 

รุ่งอรุณที่หนองหาน ณ จุดชมวิวบ้านท่าวัด

 สำหรับจุดชมตะวันรอนที่สวยงามเหมาะสมนั้น ตะลอนเที่ยวได้รับคำแนะนำจากกูรูชาวสกลว่าให้ไปดูที่บ้านท่าแร่ อ.เมือง ซึ่งเมื่อเราไปถึงในช่วงโพล้เพล้ แสงแดดช่วงปลายของวันค่อยๆลดดีกรีความร้อนแรง ทอแสงกระทบผืนแผ่นน้ำเป็นสีส้มเรื่อเรือง ก่อนที่พระอาทิตย์ดวงกลมแดงจะค่อยๆเคลื่อนคล้อยลอยต่ำหายลับไปในเทือกเขาภูพาน ไว้ลายความงามยามตะวันรอนที่หนองหานสมดังคำร่ำลือ 
 
 ตะวันทองที่หนองหาน 
 
 พระอาทิตย์เมื่อมีตกย่อมมีขึ้น สำหรับหนองหาน ด้วยความที่มีพื้นที่กว้างขวางทำให้สามารถชื่นชมได้ทั้งยามตะวันรอนและตะวันขึ้น ซึ่งกูรูชาวสกลคนเดิมขันอาสาพาตะลอนเที่ยวไปยลเสน่ห์พระอาทิตย์ขึ้นริมหนองหานกันที่ท่าน้ำชุมชนบ้านท่าวัด ต.เหล่าปอแดง อ.เมือง ในช่วงเช้ามืดของวันถัดไป 
 

บรรยากาศยามเช้าที่ วัดเหนือ

 หลังมาถึงจุดชมวิวบ้านท่าวัดได้สักพัก แสงแห่งความมืดค่อยๆเลือนหายไปพร้อมๆกับการมาแทนที่ของแสงแรกแห่งวันที่เริ่มทอทาบ จนหนองหานยามนี้ดูมลังเมลืองไปด้วยแสงสีทองที่ฉาบฉายโลมไล้ จากนั้นไม่นานพระอาทิตย์ดวงกลมโตสีเหลืองทองก็ค่อยๆเคลื่อนดวงโผล่จากแนวป่าที่เห็นลิบๆขึ้นมาโชนแสง โชว์สวยกลางหนองหาน โดยมีฉากหน้าเป็นโค้งแนวแผ่นดินที่ยืนเข้าไปในแผ่นน้ำเคียงคู่ไปกับเรือประมงของชาวบ้านที่ทยอยออกเรือหาปลาและหมู่นกที่โบยบินรับอรุณรุ่งในบางช่วง ท่ามกลางผืนแผ่นน้ำอันสงบนิ่งเรียบเกิดเป็นภาพตะวันทองที่หนองหานอันชวนประทับใจไม่แพ้กับตะวันรอนที่หนองหาน 
 
 ตะวันฉายที่หนองหาน 
 
 ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่พระอาทิตย์สุกแดงเป็นดวงกลมโตจะมาไวไปไวไม่น้อย เพราะหลังจากนี้แสงยามเช้าเริ่มจัดจ้ามากขึ้น ระหว่างนี้กูรูชาวสกลชวนเราไปไหว้พระในวัดมหาพรหมโพธิราชหรือวัดเหนือที่อยู่ติดกับท่าน้ำเอาฤกษ์เอาชัย 
 

โครงกระดูกมนุษย์โบราณในพิพิธภัณฑ์วัดเหนือ

 วัดเหนือเป็นวัดเก่าแก่ยุคทวาราวดี มีพระธาตุมหาพรหมและศาลหลวงปู่สอนเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัดที่ภายในมีสิ่งน่าสนใจ อาทิ ถ้วยโถโอชาม ไหปลาร้าอายุ 100 กว่าปี เครื่องมือประมงพื้นบ้าน และโครงกระดูกโบราณก่อนประวัติศาสตร์ พร้อมข้าวของเครื่องใช้ ที่จัดใส่อยู่ในตู้เดียวกัน 
 
 สิ่งต่างๆเหล่านี้นับเป็นความร่วมแรงร่วมใจระหว่างวัดกับชุมชนในพื้นที่หนองหานที่จะอนุรักษ์โบราณวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตวัฒนธรรมไว้ให้อยู่คู่หนองหานผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนที่ชื่นชอบในแนวทางแบบนี้ 
 

น้ำใสสงบนิ่งจนบางคนอดใจไม่ไหว ต้องบันทึกภาพไว้ในความทรงจำ

 ตะวันส่องที่หนองหาน 
 
 เสร็จสรรพจากการเที่ยววัดเหนือ ตะวันส่องแสงแรงมากขึ้น ตะลอนเที่ยวเดินกลับไปยังริมท่าน้ำบ้านท่าวัดอีกครั้ง เพื่อทำการล่องเรือลอยลำสัมผัสชื่นชมในความงามหนองหานกันอย่างใกล้ชิด 
 
 สำหรับหนองหาน จัดเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน เป็นแหล่งรับน้ำจากน้ำตก ลำห้วย แม่น้ำ จากเทือกเขาภูพาน และเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ 123 ตารางกิโลเมตร มีหลักฐานว่ามีชุมชนโบราณอยู่อาศัยรอบๆบริเวณหนองหานมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะหลักฐานยุคทวาราวดีมีค่อนข้างเด่นชัดมาก 
 

ใบเสมาคู่ 8 ทิศยุคทวาราวดี หนึ่งในจุดเด่นแห่งวัดใต้

 หลังจากเรือแล่นพาเราและคณะไปประมาณ 10 นาที ก็ไปจอดเทียบท่ายังวัดใต้ หรือวัดกลางศรีเชียงใหม่ ซึ่งมัคคุเทศน์ประจำวัดเล่าว่า วัดใต้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1200 ต่อจากนั้นในปี พ.ศ.1275 พระธรรมมิกราชได้มาขยายวัดเพิ่มเติม โดยของดีที่วัดแห่งนี้ นอกจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ ศิลปวัตถุต่างๆ ดังเช่นที่วัดเหนือแล้ว ที่วัดใต้ยังมีศิลาจารึกเก่าแก่พร้อมคำแปลจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ และกลุ่มใบเสมาหินเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของวัด 
 
 กลุ่มใบเสมาหินตั้งอยู่บริเวณลานกลางแจ้ง เป็นใบเสมา 8 ทิศ ยุคทวารวดีที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน มีลักษณะเป็นใบเสมาคู่แบบเรียบง่าย(รุ่น 1) มีเส้นแกนเสมานูนเด่นขึ้นมา ถือเป็นกลุ่มเสมาที่หาชมได้ยากยิ่งในเมืองไทย 
 

ชาวบ้านคนนี้ฉายเดี่ยวใช้มือตีปลา ใช้เท้าขับเรือ

 ตะวันร้อนที่หนองหาน 
  
 สายแล้ว แสงตะวันร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ แต่นั่นหาได้เป็นอุปสรรคต่อการนั่งเรือเที่ยวของเราไม่ โดยหลังจากขึ้นฝั่งเที่ยวชมวัดใต้แล้ว เรากลับมาล่องเรืออีกครั้ง ทีนี้เป็นการล่องยาวชมวิวทิวทัศน์ใน 2 ฟากฝั่ง สำหรับสายน้ำช่วงนี้นอกจากจะใสแจ๋วแล้วยังสงบนิ่งราบเรียบ มองเห็นเงาสะท้อนชัดเจน ดูราวกระจกแผ่นยักษ์ 
 
 ต่อจากนั้นเรือล่องพาไปยังแหล่งหาปลาสำคัญของชาวบ้าน เรามองเห็นเรือประมงพื้นบ้านลอยลำลงข่ายดักปลาอยู่หลายลำด้วยกัน ส่วนใหญ่จะมากันเป็นคู่ แต่ก็มีบางลำที่ฉายเดี่ยวโชว์ลูกเก๋าด้วยการใช้เท้าข้างหนึ่งบังคับหางเสือเรือ ส่วนมือนั้นคอยตีปลาให้ตกใจแล้วว่ายเข้าไปในตาข่ายที่วางดักไว้ นับเป็นความชำนาญของชาวบ้านที่แม้แต่แก๊ง 3 ช่าก็ยากที่จะทำตามได้ 
 

หมูป่าที่ชาวบ้านนำมาเลี้ยงบนเกาะหมูป่า

 ระหว่างที่ดูชาวบ้านหาปลาอยู่นี้ คนขับเรือดับเครื่องพร้อมเล่าเรื่องเกี่ยวกับปลาให้ฟังว่า ปลาส่วนใหญ่ในหนองหานจะเป็นปลาเกล็ด เคยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่จับปลาน้ำจืดได้มากที่สุดในเมืองไทย ในอดีตเคยพบปลาหายากอย่าง ปลาลาด(ปลาเสือตอ) ปลาผาไล(กระเบนน้ำจืด) 
 
 ชาวบ้านที่นี่เขามีกฎ กติกา ร่วมกันในการจับปลา คือจะไม่จับปลาช่วงฤดูวางไข่ เพราะต้องการให้ปลาขยายแพร่พันธุ์ตามฤดูกาลได้มากขึ้น ถ้าเราจับกันไม่เว้นแม่แต่ฤดูวางไข่ อีกไม่นานเราคงไม่มีปลากินคนเรือบอกอย่างนั้น 
 
 สำหรับความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของหนองหานก็คือ เป็นทะเลสาบที่ประกอบด้วยเกาะมากกว่า 30 เกาะ มีเกาะเด่นๆ อาทิ เกาะแก้ว เกาะดอนสะคาม เกาะดอนสะพุงที่ช่วงกลางวันแสงแดดส่องมองเห็นสาหร่ายใต้น้ำเป็นสีเหลืองทองได้อย่างชัดเจน ส่วนเกาะหมูป่านี่ก็น่าสนใจไม่น้อย บนเกาะมีชาวบ้านนำหมูป่ามาเลี้ยงอยู่กับธรรมชาติราว 3-4 ร้อยตัว พอถึงเวลาให้อาหารหมู ชาวบ้านจะตีเกาะเคาะไม้เรียกหมูของตนด้วยสัญญาณเคาะที่เป็นเอกลักษณ์ ชนิดที่คนต่างถิ่นอย่างเราอดประหลาดใจไม่ได้ว่า หมูป่ามันจำสัญญาณเรียกของเจ้าของได้อย่างไร 
 

โบสถ์วัดดอนสวรรค์

 ตะวันจ้าที่หนองหาน 
 
 ใกล้เที่ยงแล้ว ตะวันบนฟ้าลอยเด่นเกือบกึ่งกลางศีรษะส่องแสงแผดจ้ากระทบแผ่นน้ำเป็นประกาย คนขับเรือค่อยๆบังคับเรือให้มาจอดเทียบท่ายัง เกาะดอนสวรรค์” แหล่งท่องเที่ยวลำดับสุดท้ายในทริป ก่อนพาชาวคณะขึ้นไปเดินทอดน่องชมสิ่งน่าสนใจบนนั้น 
 
 ดอนสวรรค์เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหนองหาน ดูร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย บนเกาะมีวัดดอนสวรรค์อันเก่าแก่ตั้งอยู่ ในวัดมีพระพุทธรูปรอยพระพุทธบาทให้สักการะบูชา 
 

เรือนำเที่ยวมุ่งหน้าสู่ดอนสวรรค์ เกาะใหญ่ที่สุดในหนองหาน

 ส่วนบริเวณหน้าวัดที่เป็นท่าเทียบเรือ พี่คนขับเรือได้เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนยามหน้าแล้งน้ำลด จะมองเห็นหาดทรายโผล่เป็นแนวสวยงาม แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีภาพอย่างนั้นแล้ว เพราะมีการสร้างฝายกักเก็บน้ำในหนองหาน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ 
 
 ข้อดีของการสร้างฝายคือช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่มีการไหลเวียนของน้ำน้อยลง ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลงลง พันธุ์ปลาบางชนิดในหนองหานที่เคยพบจึงหายไป พี่คนขับเรือเล่า 
 

ล่องเรือชมหนองหาน กิจกรรมท่องเที่ยวที่ชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้น

 นอกจากปลาบางพันธุ์แล้วสิ่งที่หายไปมากจากหนองหานก็คือนก เพราะถูกคนล่าจับไปกินไปขายเป็นจำนวนมากทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ 
 
 นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ธรรมชาติสอนให้รู้ว่า การทำลายทรัพยากรธรรมชาติแบบเกินตัวนั้นไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด ซึ่งถ้ามนุษย์ทุกวันนี้ยังคงไม่บันยะบันยังต่อการทำร้าย ทำลายธรรมชาติ ผลร้ายที่มนุษย์ก่อนั้นจะคืนสนองกลับมาสู่มวลหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง อย่างไม่สามารถที่จะโทษใครได้ 
 

กลุ่มชาวบ้านออกเรือหาปลาในหนองหาน

 ***************************************** 
 
 หนองหาน ตั้งอยู่ในตัวเมืองสกลนคร มีขนาดกว้างใหญ่ครอบคลุมในหลายพื้นที่ สำหรับชื่อหนองหานนั้นมี การเขียนอีกแบบหนึ่งหนองหาร แต่จากการสอบถามผู้รู้หลายคนในภาคอีสาน ให้ข้อมูลว่า หนองหานน่าจะมาจากคำว่าห้วยละหานอันกว้างใหญ่ จึงควรสะกดด้วย ตัว น. มากกว่าตัว ร. นอกจากสถานที่ที่กล่าวมาแล้ว ริมหนองหาน(ต.ธาตุเชิงชุม) ยังมีสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อน อันน่าสนใจ 
 
 สำหรับผู้ต้องการเที่ยวหนองหานในรูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ บ้านท่าวัดเหนือ โทร.087-221-2501, 087-972-9633 บ้านท่าวัดใต้ โทร.087-244-2501,089-186-6514 และสามารถสอบถามข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับหนองหานใน จ.สกลนครได้ที่ ททท.นครพนม(สกลนคร มุกดาหาร) โทร.0-42 51-3490-1 
 

นราธิวาส…ที่วาดหวัง/ปิ่น บุตรี

February 3, 2010

 โดย : ปิ่น บุตรี 
 

นรายามราตรี

 แรกที่ผมบอกใครต่อใครว่า จะลงใต้ไปนราธิวาส 
 
 ส่วนใหญ่ถามมาคล้ายคลึงกันว่า 1.ไม่กลัวหรือ? 2.ปลอดภัยหรือเปล่า? 3.ไปทำไม? 
 
 เรื่องนี้ผมไม่รู้จะตอบยังไง รู้แต่ว่าเคยไปนรามาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไม่เจออะไรน่ากลัว เจอแต่บ้านเมืองที่เงียบเหงา ชาวบ้านอยู่กันตามอัตภาพ ส่วนนักท่องเที่ยวหาแทบไม่เจอ 
 
 มาวันนี้แม้เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังกรุ่นอยู่ แต่สถานการณ์ในนราธิวาสดูจะดีขึ้นตามลำดับ จนสายการบินวันทูโกเล็งเห็นในศักยภาพ ทำการเปิดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-นราธิวาสขึ้นเมื่อเร็วๆนี้(ในราคาที่สมเหตุสมผล) 
 
 นั่นทำให้ผมสามารถย่นระยะทางจากเมืองกรุงไปยังสุดด้ามขวานทองของไทยได้เพียงแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น 
 
 1… 
 
 นราธิวาส แปลว่าที่อยู่ของคนดีแต่นราธิวาสโชคไม่ดีเพราะมีคนไม่ดีกลุ่มหนึ่งทำไม่ดี คือก่อความไม่สงบ ทำให้นราในความรับรู้ของคนภายนอกดูค่อนข้างน่ากลัว 
 
 แต่นั่นเป็นมายาคติเพียงด้านเดียว ซึ่งเรามักคล้อยตามตามการนำเสนอของสื่อกระแสหลักที่นิยมขายข่าวแบบเน้นความรุนแรง จนกลบข่าวดีๆมุมดีๆในนรา(และยะลา ปัตตานี)ไปเสียสิ้น 
 
 อย่างไรก็ตามเมื่อความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ความจริงด้านดีของนราย่อมไม่ตายเช่นกัน และผมก็โชคดีที่การไปนราหนล่าสุดมีโอกาสได้สัมผัสกับมุมดีๆของเมืองนี้อยู่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะการได้พบกับบังเลาะห์(อับดุลเลาะห์)อันเป็นที่รักใคร่ของชาวนราอย่างคาดไม่ถึง 
 
 สำหรับเรื่องเข็มขัดสั้น(คาดไม่ถึง)เรื่องนี้มันเกิดจากความเป็นคนมีหน้าตากลมกลืนกับพื้นที่ ผสมกับการเป็นคนเนียน(มั่วนิ่ม)โดยธรรมชาติ ทำให้บังเลาะห์เข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นคนนรา จึงเดินเข้ามาทักทายระหว่างที่ผมยืนคุยกับเพื่อนอยู่หน้าล็อบบี้โรงแรม แต่พอคุยกันรู้ว่าผมมาจากกรุงเทพฯ บังเลาะห์กลับไม่ท่าทีผิดหวัง แต่กลับดูดีใจมากยิ่งขึ้นไปอีก 
 
 นรามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่สื่อบางสำนักเสนอ เพราะถ้ามันรุนแรงน่ากลัวถึงขนาดนั้น(ขั้นมิคสัญญี)พวกผมกับชาวบ้านที่นี่อยู่กันไม่ได้หรอก 
 
 แต่บังเลาะห์ก็ไม่วายเล่ากึ่งตัดพ้อว่า ตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนขึ้น นราธิวาสเสียโอกาสไปเยอะ ทั้งภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว 
 
 ไม่มีใครเขาอยากมาเที่ยว อยากมาลงทุน แม้แต่ทีมฟุตบอล(ไทยลีก)จังหวัดอื่นเขายังไม่กล้ามาเตะ(ทีมเยือน)ที่นี่เลย 
 

โรตีมีขายหลายร้านในนรา

 2… 
 
 
 ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป 
 
 บ้านเราแสนสุขใจ แม้จะไม่ปลอดภัย แต่ไม่ว่าที่ไหนไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา 
 
 สำหรับผู้คนในนรา(และยะลา ปัตตานี) การอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบมากว่า 5 ปี ทำให้พวกเขาชาชิน และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในหลายด้าน อย่างเช่น การกรีดยางที่เดิมเคยตื่นแต่มืดไปสวนยางเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เปลี่ยนมากรีดยางกลางวัน แม้จะได้น้ำยางน้อยกว่าแต่มันปลอดภัยกว่า หรืออย่างการจอดมอเตอร์ไซค์ตามที่สาธารณะก็จะเปิดท้ายเบาะให้เห็นเพื่อใครหลายๆคนอุ่นใจ หรือการยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำถูกต้องอย่างเต็มใจ(ส่วนพวกทำไม่ถูกต้องไม่มีใครเขาให้ความร่วมมืออยู่แล้ว) 
 
 ในขณะที่การดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ พวกเขาจึงดำเนินชีวิตไปตามปกติ ตามอัตภาพ ชนิดที่หลายคนแสดงออกชัดว่าปลงกับการแก้ปัญหาของภาครัฐ 
 
 แต่ถึงกระนั้นชาวนรายังยิ้มได้ เป็นยิ้มสู้ที่ทำให้ผมอุ่นใจไม่น้อย ยิ่งปัจจุบันสถานการณ์ในนราดีขึ้นตามลำดับ ยิ้มนราก็ยิ่งดูสุขใจมากขึ้น 
 
 และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่านราไม่น่ากลัวอย่างเป็นข่าว บังเลาะห์ถือโอกาสพาผมสำรวจตัวเมืองนราในช่วงค่ำของวันที่เจอกัน 
 
 คนข้างนอกกลัวกันว่านราตอนกลางคืนชาวบ้านปิดเมืองเป็นเมืองร้าง แต่จริงๆคนที่นี่ใช้ชีวิต กิน เที่ยวกันเหมือนเมืองอื่น 
 
 บังเลาะห์บอกขณะที่พาไปดูร้านอาหารกลางคืนแถวตลาด ชาวบ้านบางคนเมื่อเห็นคนหน้าแปลกแปลกหน้าอย่างผมเดินผ่านต่างก็ยิ้มทักทาย บางคนใจดีถึงขนาดชวนกินข้าว กินน้ำ กินขนม และกินโรตี 
 
 มานราต้องกินโรตี 
 
 บังเลาะห์พูดสั้นๆก่อนพาผมไปนั่งกินโรตีที่ร้านลูกสาวสวย แกสั่งโรตี ชา กาแฟ มาเพียบเต็มโต๊ะ พร้อมกับแนะนำให้ผมรู้จักกับคนโน้นคนนี้ที่นั่งอยู่ในร้านรวมถึงวิถีการทักทายแบบมุสลิม 
 
 ชาวบ้านที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม พูดภาษามลายูท้องถิ่นเป็นหลัก แต่เวลาคุยกับคนต่างถิ่นอย่างผมเขาจะพูดภาษาไทยกลางชัดเจน(คนที่นี่ไม่พูดภาษาใต้) 
 
 หลังกินโรตีอิ่มแปล้ บังเลาะห์โบกมือห้ามผมควักเงินพร้อมบอกเน้นๆว่า เงินกรุงเทพฯใช้ที่นราไม่ได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าคนนราใช้เงินสกุลอื่นไม่ใช้เงินบาทหรอกนะ หากแต่เป็นการเปรียบเปรยว่า เมื่อมานราธิวาสคนนราต้องเป็นเจ้าภาพเลี้ยงดูปูเสื่ออาคันตุกะเพราะฉะนั้นเงินของคนต่างถิ่นหมดสิทธิ์จ่าย ผมจึงสบายแฮไปแบบอิ่มจังตังค์อยู่ครบ 
 

บรรยากาศตลาดเช้ากับวิถีชาวนราฯที่ดำเนินไปตามปกติ

 จบจากโรตีมื้ออร่อยบังเลาะห์พานั่งรถชมเมือง ชมหอนาฬิกา อนุสาวรีย์นกกระดาษ แล้วพาไปชม(เธคท้องถิ่น)เพียงแห่งเดียวใต้โรงแรมแห่งหนึ่ง ด้านหน้าเห็นมอเตอร์ไซค์จอดกันเพียบ ที่นี่เปิดทั้งเพลงไทย เพลงมลายู เพลงวัยรุ่น เพลงลูกทุ่ง เพลงเก่า เรียกว่าเอาใจคนหลายวัยเลย 
 
 คืนนั้นบังเลาะห์พาตระเวนชมเมืองจนเกือบเที่ยงคืนก่อนล่ำลากลับบ้าน ในขณะที่ผมยังไม่กลับโรงแรม แต่มานั่งดริงก์กับเพื่อนต่อที่ร้านวัยรุ่นหน้าโรงแรม 
 
 เด็กที่ร้านคนหนึ่งถามผมว่าคนกรุงเทพฯ(มาจากกรุงเทพฯ)มาเที่ยวยังนี้ไม่กลัวหรือ? ผมย้อนถามน้องเขาไปว่า แล้วน้องล่ะอยู่ทุกวันไม่กลัวหรือ? เธอบอก ว่าชินแล้วพี่ พร้อมทิ้งช่วงถอนหายใจก่อนพูดต่อว่า 
 
 กลางคืนในตัวเมืองไม่น่ากลัว เพราะมีตำรวจ ทหารดูแลอยู่ ใครที่ออกมาทำพิรุธเขาสังเกตง่าย แต่กลางวันสิ มีคนเยอะแยะ ใครจะแปลกปลอมเข้ามาก่อเหตุร้ายก็ได้ แต่ว่าที่นี่ไม่มีอะไรหรอก ปลอดภัย ไม่เชื่อตอนเช้าพี่ลองไปเดินตลาดดูสิ จะเห็นชาวบ้านเขาใช้ชีวิตตามปกติ 
 
 จริงดังเธอว่า เพราะตอนเช้าผมไปเดินตลาด เห็นบรรยากาศซื้อขายคึกคักเหมือนตลาดทั่วไป แต่ว่าก็มีทหารยืนคุมอยู่ตามจุดต่างๆ ส่วนมอเตอร์ไซต์ต้องเปิดเบาะให้ตรวจตรา เรียกว่าต้องช่วยกันทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เพื่อความอุ่นใจของส่วนรวม 
 

พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล

 3… 
 
 ไหนๆมานราธิวาสทั้งที ช่วงสายของวันนั้น ผมจึงถืออาสาไปไหว้พระพุทธทักษิณมิ่งมงคลองค์โตสวยงามที่วัดเขากง ไปเที่ยวทะเลสวยและสงบที่อ่าวมะนาว ไปชมความงามของวัดชลธาราสิงเหที่ตากใบ ก่อนเดินทางกลับมาขึ้นเครื่องที่สนามบิน มันช่างบังเอิญอย่างร้ายกาจที่ผมได้เจอกลับบังเลาะห์อีกครั้ง 
 
 ครั้งนี้บังเลาะห์เลี้ยงกาแฟ พร้อมกำชับว่า อย่าลืมนรานะ มีโอกาสลงมาเที่ยวอีก 
 
 มาคราวหน้าจะพาไปเที่ยวป่าพรุ(โต๊ะแดง) ป่าบารา-ฮาลา และพาไปนอนบ้านผม 
 
 ผมรับปากบังเลาะห์ว่าจะหาโอกาสล่องใต้ลงไปนราอีกครั้งหรือหลายๆครั้ง พร้อมกับว่าหวังว่าขอให้เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยุติในเร็ววัน 
 

โรตีมีขายหลายร้านในนรา

 4… 
 
 
 แรกที่ผมบอกใครต่อใครว่า เพิ่งกลับมาจากนราธิวาส 
 
 ส่วนใหญ่ถามมาคล้ายคลึงกันว่า 1.น่ากลัวหรือเปล่า? 2.ปลอดภัยหรือเปล่า? 
 
 ผมตอบสั้นๆว่า ไม่ พร้อมกับนึกในใจดังๆว่า 
 
 …ไปบางจังหวัดถิ่นเสื้อแดงยังน่ากลัวกว่าอีก เพราะที่นั่นใครแค่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หากไม่ระวังอาจถูกคนบางกลุ่มที่แอบอ้างประชาธิปไตยแต่แท้จริงบูชาเงินของนช.แม้วคุกคามเอาได้ง่ายๆ ก็ขนาดนายกฯยังไปไม่ได้เลย… 
 

สปัน แกลเลอรี่ เพริศแพร้วอาภรณ์

February 2, 2010

 โดย : หนุ่มลูกทุ่ง 
  
 

ศูนย์สปันจัดแสดงเครื่องแต่งกายของชาวไทยและนานาชาติ

 มีเพื่อนฝูงรุ่นน้องมาเล่าให้ฟังว่า คุณแม่ทักเขาว่าเสื้อลูกไม้ที่ใส่เหมือนของคุณยายเลย บางก็ว่าชุดสมัยนี้คล้ายกับย้อนยุคกลับไปสู่สมัยอดีต เช่น เสื้อลูกไม้แขนพอง เสื้อไม่มีแขนไม่มีคอคล้ายเสื้อคอกระเช้า ชุดเดรสหรือกางเกงยกเอวสูง ฉันเห็นแล้วก็ทำให้ฉันนึกอยากที่จะย้อนกลับไปดูว่าผู้หญิงในสมัยก่อนเขาแต่งกายกับแบบใด 
 
 ความอยากรู้ทำให้ฉันเดินทางมายัง ศูนย์สปันอารยวัฒนศิลป์ หรือ สปัน แกลเลอรี่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงเรียนนานาชาติชาร์เตอร์ ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซึ่งศูนย์สปันนี้เกิดจากความชอบ ใจรัก และฝีมือในด้านศิลปวัฒนธรรมและการตับเย็บเสื้อผ้าของ สปัน เธียรประสิทธิ์ ที่มีความสนใจในเรื่องของเสื้อผ้า และการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสมัยโบราณทั้งของชาวไทยและประเทศตะวันตกเรื่อยมาจนปัจจุบัน ภายในศูนย์สปันจึงได้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามยุคสมัยต่างๆทั้งของไทยและนานาประเทศ 
 

ชุดของประเทศฝรั่งเศสในสมัยต่างๆ

 เมื่อเข้าไปถึงศูนย์สปันฉันได้รู้จักกับคุณสปันจากภาพถ่ายและข่าวมากมายทางด้านหน้าศูนย์ฯ เมื่อรู้จักคุณสปันแล้วก็ได้ก้าวเข้าไปยังส่วนของการจัดแสดง การแต่งกายของไทยในอดีต เริ่มตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังเป็นอาณาจักรต่างๆ เช่น ทวาราวดี สมัยนั้นผู้คนจะนุ่งผ้าซิ่นจีบ ย้อมสีกลัก ใช้ผ้าฝ้ายเนื้อบางเป็นสะไบเฉียงเป็นจีบตามยาว 
 
 การแต่งกายของผู้หญิงในสมัยลพบุรีจะนิยมประดับศีรษะด้วยเทริด ไม่สวมเสื้อ กรองคอมีลวดลายเป็นแผ่นใหญ่ ตุ้มหูทำเป็นเบ็ดคว่ำซ้อนเหลื่อมเรียวลงมาหลายชั้น สวมกำไลต้นแขนและที่มือทั้ง 2 ข้าง นุ่งผ้าให้ชายซ้อนกันตรงหน้า แล้วปล่อยชายออก 2 ข้างปลี คาดเข็มขัดขนาดใหญ่มีลวดลายวิจิตร 
 
 ส่วนของสมัยสุโขทัยการแต่งกายได้รับอิทธิพลของขอม และมีการสู้รบกันบ่อยครั้ง ผู้หญิงในสมัยจึงนุ่งผ้าหยักรั้งไปให้สูงเพื่อความทะมัดทะแมง ต่อมาในสมัยอยุธยา หญิงสมัยนั้นนาฏศิลป์รุ่งเรืองมาก สตรีไทยหันมานุ่งซิ่นยก จีบหน้า ห่มตาด และชุดในงานพิธีจะเป็นเสื้อริ้วทองทำจากไหมสลับเส้นทองแล่น แล้วห่มสะไบทับ 
 

ชุดไทยในช่วงสมัยต่างๆ

 จากสมัยอยุธยาก็มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้หญิงในช่วงรัชกาลที่ 1 3 จะนุ่งผ้าจีบห่มสะไบเฉียงนุ่งโจงกระเบนดอกหรือผ้านุ่งจีบเหมือนสมัยอยุธยา ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 จะนุ่งผ้าลายโจงกระเบน ใส่เสื้อคอปิดแขนยาว ห่มสะไบเฉียงทับตัวเสื้ออีกทีหนึ่ง 
 
 มาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ พ.ศ.2411-2453 ผู้หญิงส่วนมากหันมานิยมเสื้อแบบตะวันตก คอตั้งแขนยาว ต้นคอพอง มีผ้าห่มหรือแพรสะไบเฉียงทับเสื้ออีกทีหนึ่ง ทรงผมจะนิยมไว้ยาวเสมอต้นคอ เครื่องประดับที่เด่นชัดได้แก่ สร้อยสังวาลย์ เข็มขัดทอง และในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้หญิงหันมานุ่งโจงกระเบน นิยมใช้ผ้าแพร ไหม ผ้าลูกไม้ และตัดแบบชาวตะวันตก คือ คอตั้งสูง แขนยาวฟูฟ่อง เอวเสือจีบเข้ารูป คาดเข็มขัด แต่ก็ยังคงห่มสะไบแพรอยู่ เครื่องประดับจะนิยมเป็นสร้อยไข่มุกซ้อนกันหลายๆสาย และในช่วงนี้เองที่ผู้หญิงจะสวมถุงเท้าที่มีลวดลายปักสี และเริ่มสวมรองเท้าส้นสูง 
 

ตู้จัดแสดงเครื่องแต่งกายของชาวฝรั่งเศสและอิตาเลียน

 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 จะนุ่งผ้าซิ่นตามพระราชนิยม สวมเสื้อตัวยาวหลวมๆทับซิ่นอีกทีหนึ่ง ส่วนมากเป็นผ้าลูกไม้ฝรั่งปักลวดลายด้วยลูกปัดและไข่มุก ทรงผมจะปล่อยสบายๆแล้วใช้ผ้าคาดศีรษะ บางก็เกล้ามวยแบบฝรั่ง ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 7- รัชกาลที่8 การแต่งกายเปลี่ยนแปลงเป็นแบบตะวันตก โดยในช่วงที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองวิกฤตอย่างรุนแรงทั้งในยุโรปและเอเชียจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประเพณี และวัฒนธรรมของไทยหลายประการ ได้มีการยกเลิกการใช้ผ้าโจงกระเบน ไม่ใช้ผ้าคาดอกผืนเดียวปกปิดท่อนบน ให้เปลี่ยนมาเป็นนุ่งผ้าถุงและใส่เสื้อแทน และต่อมาก็ได้มีการขอความร่วมมือให้สตรีไทยสวมหมวก นุ่งกระโปรง สวมรองเท้า 
 

ชุดของชาวอังกฤษในสมัยพระนางเจ้าอิลิซาเบธ

 ในส่วนจัดแสดงถัดมาคือ การแต่งกายชุดประจำชาติ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ซึ่งก็คือ ชุดไทยแบบลำลอง เป็นลักษณะเสื้อเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม แขนกระบอกสามส่วนกว้างพอสบาย ผ่าอก กระดุม 5 เม็ด คอกลมตื้นไม่มีขอบตั้ง นุ่งกับผ้าซิ่นยาวจรดข้อเท้าป้ายหน้า ใช้ในโอกาสไปวัด ทำบุญ หรืองานมงคลต่างๆ ในตอนเช้า 
 
 ต่อไปเป็นชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยที่มักใส่ในพิธีตอนกลางวัน ใช้ผ้าไหมตัดเป็นเสื้อแขนกระบอกแขนยาว ผ่าอก คอกลม มีขอบตั้งเล็กน้อย นุ่งกับผ้าซิ่นยาวป้ายหน้าอย่างแบบไทยเรือนต้น ใช้ในงานที่ผู้ชายแต่งเต็มยศ เช่น รับประมุขที่มาเยือนอย่างเป็นทางการ และในงานมงคลต่างๆ 
 

การแห่ขันหมากหนึ่งในประเพณีของไทย

 มาถึงชุดในพิธีตอนค่ำ หรือชุดไทยอมรินทร์ เสื้อจะเป็นแขนยาว คอกลมตั้งติดคอ นุ่งกับผ้าซิ่นป้าย ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้า มักจะใส่ในงานพิธี เช่น งานเลี้ยงรับรอง ไปดูละครในตอนค่ำ และเฉพาะในงานพระราชพิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระชนมพรรษาจะประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย 
 
 ชุดต่อไปก็เป็นชุดที่ใส่ในพิธีตอนค่ำเช่นกันคือ ชุดไทยบรมพิมาน เสื้อจะเป็นลักษณะเข้ารูป แขนกระบอก คอตั้งติดคอ ผ่าหลัง ตัวซิ่นเป็นซิ่นไหมยกดิ้นทองตัดแบบหน้านางมีชายพกยาวจรดข้อเท้า ซึ่งตัวเสื้อและซิ่นจะตัดติดกันหรือแยกกันก็ได้ มักคาดเข็มขัด และใช่ในงานเต้มยศ เช่น งานอุทยานสโมสร หรืองานพระราชทานเลี้ยงอาหารอย่างเป็นทางการ งานฉลองสมรส เป็นต้น 
 

ปั้นจิ๋วเรื่องสังข์ทอง

 หุ่นถัดไปคือ ชุดไทยจักรี เป็นชุดที่เสื้อตัวในไม่มีแขนไม่มีคอ ห่มทับด้วยสะไบแบบมีชายเดียว ปักดิ้นทอง นุ่งกับซิ่นไหมยกดิ้นทองตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด ใส่เครื่องประดับต่างๆ นิยมใส่ในงานเลี้ยงฉลองสมรส หรือราตรีสโมสรที่ไม่เป็นทางการ ต่อไปคือ ชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งเป็นชุดห่มสะไบคล้ายไทยจักรี แต่เป็นพีธีรีตรองมากกว่า โดยท่อนบนมีสะไบจีบรองสะไบทึบ ปักเต็มยศบนสะไบชั้นนอก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างสวยงาม ใช้ในงานกลางคืนที่หรูหรา หรือเป็นชุดเจ้าสาว 
 
 ส่วนชุดไทยดุสิต เป็นชุดเข้ารูปที่คอกว้าง ไม่มีแขน ปักแต่งลายไทยด้วยลูกปัด นุ่งกับผ้าซิ่นไหมยกดิ้นทอง ใช้ในงานกลางคืนแทนราตรีแบบตะวันตก หรือในงานราตรีสโมสร และสุดท้ายคือ ชุดไทยศิวาลัย คล้ายชุดไทยบรมพิมาย แต่เสื้อตัวในจะไม่มีคอ ไม่มีแขน ห่มทับด้วยสะไบปักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง มักใช้ในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส งานพระราชพิธี หรืองานเต็มยศ 
 
 ต่อไปเป็นส่วนของการจัดแสดงชุด เครื่องแต่งกายนานาชาติ โดยเริ่มที่ประเทศอียิปต์ ที่ใส่ชุดคลุมมิดชิดสวมหมวกประดับด้วยงู ชาวบาบิโลเนียน จะสวมชุดทูนิค เป็นเสื้อตัวตรงๆมีครุยตามชายเสื้อและใช้ผ้าคลุมไหล่ประดับชายด้วยครุยเช่นกัน ชุดของชาวกรีก และชาวโรมัน ที่มีลักษณะคล้ายกันคือสวมชุดทูนิคที่มีลักษณะทรงตรงและหลวมข้างใน ชาวเปอร์เซียส่วมเครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับชาวกรีกและโรมัน และได้มีการนำความคิดของชาวบาบิโลเนียนมาด้วยเช่นตกแต่งครุยและขนนก แต่ชาวเปอร์เซียได้มีการริเริ่มเย็บเสื้อคลุมที่มีแขนกว้างและมีเสื้อที่ต่อแขนเป็นชาติแรก 
 

ตู้แสดงการจำลองห้องอาหารแบบจีน

 ถัดไปเป็นชุดของคุณผู้หญิงชาวอิตาเลียนในสมัยกลางมีการใช้เสื้อรัดทรงเป็นครั้งแรก และสวมกระโปรงติดกันแทนชุดทูนิค โดยตัวกระโปรงเริ่มเห็นเป็นพองกลมเปิดด้านหน้าสองข้างและติดลูกไม้ และนิยมใช้ผ้าคลุมศีรษะด้วย ส่วนในประเทศฝรั่งเศสสมัยกลางช่วงศตวรรษที่ 15 นิยมเสื้อที่เรียกว่าลาโรป มีลักษณะเข้ารูปตรงเอว แขนคับ กระโปรงยาวกางออกคล้ายรูประฆัง 
 
 และในช่วงที่ฝรั่งเศสฟื้นฟูในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 ตัวเสื้อของคุณผู้หญิงจะมีจีบที่คอหลังให้บานเหมือนพัด โดยที่ปกใช้โครงลวดตรึงติดกับผ้าที่จีบ รัดทรงตรงเอว บริเวณสะโพกหนุนด้วยหมอน กระโปรงจะกางออกจากช่วงเอวเป็นวงกลมโดยใช้โครงเหล็ก จนมาในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสื้อผ้าสตรีก็ยังคงนิยมใช้เครื่องรัดทรงอยู่ รูปทรงของเสื้อมีลักษณะรัดอก คอกว้างตกแต่งด้วยลูกไม้ เอวเล็ก แขนจีบพองรัดเป็นปล้องติดลูกไม้ กระโปรงจีบพอง 2 ชั้น 
 

ชุดในช่วงสมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 สำหรับในส่วนของประเทศอังกฤษ ในสมัยของพระนางเจ้าเอลิซาเบธ ตัวเสื้อคอต่ำมีปกและพองรอบคอ มีเสื้อคลุมตกแต่งด้วยลูกไม้ลักษณะคล้ายปีก กระโปรงมีชั้นใน 2 ชั้น ส่วนชั้นนอกจะเปิดแยกตรงกลางเผยให้เห็นกระโปรงตัวในซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีชุดของหลากหลายประเทศในแต่ละช่วงสมัย และยังมีการจัดแสดงชุดแต่งงานหลากแบบของครอบครัวตระกูลเธียรประสิทธิ์อีกด้วย 
 
 และในส่วนแสดงต่อมาเป็นการจัดแสดงผลงานการปั้นจิ๋วของคุณสปัน โดยจำลองแบบเมืองตุ๊กตา วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม ของคนไทยในอดีต เช่น การแห่ขันหมาก การรดน้ำสังข์ การทำบุญเลี้ยงพระ งานประเพณีทั้ง 12 เดือน และวรรณคดีไทย เช่น สังข์ทอง รามเกียรติ์ พระอภัยมณี เงาะป่า เวนิสวานิช เป็นต้น 
 
 ชมสารพัดชุดในหลากหลายประเทศแล้ว ก็ต้องขอยกนิ้วให้กับคุณผู้หญิงเลยทีเดียวโดยเฉพาะในต่างประเทศ เพราะกว่าจะแต่งตัวได้มีหลายขั้นตอนจริงๆ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบพวกเสื้อผ้าอาภรณ์ล่ะก็มาที่ศูนย์สปันแห่งนี้ไม่ผิดหวังเป็นแน่ 
 
 รายงานสดจากพื้นที่ข่าวเดินทางไปที่นี่Latitude: 13.711242 Longitude: 100.693959 
 

ชุดแต่งงานหลากแบบของครอบครัวตระกูลเธียรประสิทธิ์

 *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  * 
 
 ศูนย์สปันอารยวัฒนศิลป์ ตั้งอยู่ในโรงเรียนนานาชาติชาร์เตอร์ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตประเวศ กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30-15.00 น. โดยในทุกวันพุธเข้าชมฟรี ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมกรุณาติดต่อล่วงหน้าที่เบอร์ 0-2726-8283-4 นอกจากนี้ในเวลาเย็นๆยังสามารถเดินเล่นชมวิวอันเขียวขจีพร้อมลมพัดโชยอ่อยๆในบริเวณสวนหลวง ร.9 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับศูนย์สปันฯได้อีกด้วย 
 

สารอาหารบำรุงเส้นผม

February 2, 2010

 สำหรับสาวๆ แทบทุกคนแล้ว นอกจากหน้าตาต้องสดใส เสื้อผ้าต้องสวย เรื่องของเส้นผมและหนังศีรษะก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความงามที่หลายๆคนให้ความสำคัญ เพราะเส้นผมที่ดูมีสุขภาพดีก็จะทำให้บุคลิกภาพดูดีขึ้นไปด้วย 
 
 ”108 เคล็ดกิน” มีสารอาหารที่เส้นผมต้องการมาฝากกัน โดยแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับเส้นผมนั้นก็คือซิลิคอน ไอโอดีน กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส โดยในเมล็ดฟักทองและถั่วต่างๆ นั้นเป็นแหล่งรวมของสังกะสี ส่วนแตงกวาและข้าวโอ๊ต ก็มีซิลิกาที่เส้นผมต้องการ สาหร่ายทะเลแห้ง เต้าหู้ งา และเมล็ดทานตะวัน ก็มีธาตุเหล็กอยู่มาก ต้องไม่ลืมกินปลาซึ่งเป็นแหล่งรวมโปรตีนและกรดโอเมก้า 3 ส่วนข้าวกล้องและธัญพืช ก็มีทั้งวิตามินบี ส่วนผักใบเขียวก็มีกรดโฟลิกที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้สวยงาม 
 
 นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาผมร่วงก็เป็นปัญหาที่หลายคนกังวล ใครที่มีปัญหาผมร่วงจะลองใช้น้ำกะทิช่วยดูก็ได้ เพราะน้ำกะทินั้นอุดมไปด้วยสารอาหารโปรตีนที่ช่วยบำรุงรากผมให้ผมงอกและยาวเร็ว ทั้งป้องกันผมร่วงและผมบาง แถมยังช่วยแก้ปัญหาผมแตกปลายได้ด้วย แค่ใช้หัวกะทิมาโชลมเส้นผมและหนังศีรษะให้ทั่ว นวดเบาๆแล้วทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วสระผมตามปกติ 
 

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ / วินิจ รังผึ้ง

February 2, 2010

 โดย : วินิจ รังผึ้ง 
 

 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสเดินทางไปภูเก็ต เที่ยวนี้ไม่ได้ไปดำน้ำ ไม่ได้ไปเดินชายหาดหรือไปสัมผัสน้ำทะเลเหมือนครั้งก่อนๆ เพราะมีเวลาอยู่ภูเก็ตไม่มากนักเนื่องจากเดินทางมากับคณะดูงานของนักศึกษาหลักสูตรจิตวิทยาฝ่ายอำนวยการรุ่นที่ 106 ของสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นการดูงานศึกษาภูมิประเทศและสังคมในเส้นทางภาคใต้ไล่กันมาตั้งแต่จังหวัดตรัง ภูเก็ต พังงา ระนอง โดยมีพลตรีดุษฎี รามสมภพ ผู้อำนวยการสถาบันฯทำหน้าที่ผู้อำนวยการเดินทาง มาภูเก็ตเที่ยวนี้ผมประทับใจกับพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอกะทู้ แม้นจะเป็นพิพิธภัณฑ์สร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ได้น่าสนใจยิ่ง และน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางปัญญาที่ทรงคุณค่ายิ่งอีกแห่งของภูเก็ต 
 
 การเดินทางมาศึกษาดูงานที่ภูเก็ตครั้งนี้นอกจากจะศึกษาภูมิประเทศ สภาพสังคม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภูเก็ตแล้ว ทางสถาบันจิตวิทยาความมั่นคงยังเน้นการศึกษาเกี่ยวกับความเข้มแข็งของการบริหารงานในท้องถิ่น ซึ่งองค์กรท้องถิ่นที่เราเข้าไปศึกษาก็คือเทศบาลเมืองกะทู้ซึ่งมีนายกเทศมนตรีชัยอนันต์ สุทธิกุล คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นผู้นำ พร้อมทั้งทีมงานที่เข้มแข็งกับนโยบายการบริหารงานที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อันเฉียบคม โดยมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งของชุมชนและท้องถิ่นด้วยการสร้างฐานทางการศึกษาให้แข็งแกร่ง 
 
 คุณชัยอนันต์เล่าว่าชาวกะทู้และชาวภูเก็ตนั้นจะต้องแสวงหาความรู้เสริมปัญญาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเองและชุมชน เพื่อแข่งขันกับการพัฒนาและการเติบโตไปอย่างรวดเร็วของภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันไม่ได้แข่งกันเองระหว่างธุรกิจท้องถิ่น หรือธุรกิจในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในภูเก็ตอีกด้วย หากชาวภูเก็ตอ่อนด้อยในเรื่องความรู้และปัญญา ก็จะไม่สามารถรักษาทรัพยากรและจิตวิญญาณของท้องถิ่นเอาไว้ได้ ในอดีตเคยมีลูกนายหัวที่รุ่นพ่อรุ่นแม่ทิ้งกิจการและทรัพย์สินไว้ให้นับพันล้าน แต่ก็ไม่สามารถจะดูแลรักษาไว้ได้ ในที่สุดก็หมดเนื้อหมดตัว ซึ่งนั่นเป็นตัวอย่างอันน่าเจ็บปวดที่พวกเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก 
 

 การพัฒนาของเทศบาลเมืองกะทู้ในปัจจุบัน จึงได้มุ่งเน้นนโยบายพัฒนาด้านการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาก่อนวัยเรียนซึ่งจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในทุกชุมชน พร้อมทั้งเร่งยกระดับการศึกษาด้วยการถ่ายโอนโรงเรียนในพื้นที่เข้ามาสังกัดเทศบาล เพื่อที่จะทุ่มเทงบประมาณ ยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ทันสมัย มีการส่งเสริมเพิ่มทักษะการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพของนักเรียนในอนาคต โดยวางเป้าหมายที่จะเป็นโรงเรียนตัวอย่างของการถ่ายโอนด้านการศึกษาสู่องค์กรท้องถิ่นเลยทีเดียว 
 
 นอกจากนี้เทศบาลเมืองกะทู้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน ให้มีสิ่งสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์ มีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน มีการเร่งติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดทั่วจุดสำคัญของชุมชน ที่สำคัญเทศบาลเมืองกะทู้ยังเน้นส่งเสริมด้านกีฬาและการออกกำลังกายให้กับชุมชนด้วยการสร้างลานกีฬา สนามกีฬา และสถานที่ออกกำลังกายให้กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆของชุมชน ได้รับฟังการบรรยายสรุปแล้วก็อยากจะมาเป็นชาวกะทู้ด้วยจริงๆครับ 
 
 ด้านการพัฒนาท่องเที่ยวนั้นเทศบาลกะทู้เขาก็เน้นการพัฒนาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ซึ่งเทศบาลกะทู้นั้นเขาไม่ได้มีพื้นที่ติดทะเลอย่างเทศบาลป่าตองหรือกมลา จึงเน้นส่งเสริมด้านประเพณีวัฒนธรรม เพราะกะทู้เป็นชุมชนดั้งเดิมที่เป็นต้นตำรับของประเพณีกินผักหรือประเพณีกินเจอันโด่งดังของภูเก็ต ด้วยกะทู้เป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของการทำเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ต เป็นแหล่งเหมืองแร่ดีบุกในยุคแรกๆ จึงมีนายเหมืองและกรรมกรชาวจีน ที่อพยพมาจากสิงคโปร์ ปีนัง มาตั้งหลักแหล่งกันมากมาย และได้นำเอาประเพณีกินเจเข้ามาถือปฏิบัติสืบต่อกันมาด้วย ซึ่งทุกวันนี้ในช่วงเทศกาลกินเจหรือเทศกาลกินผักของภูเก็ตในเดือนตุลาคมเทศบาลเมืองกะทู้จึงจัดงานและจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ 
 
 ภูเก็ตนั้นมีชื่อเสียงในด้านเป็นแหล่งแร่ดีบุกมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในยุคแรกเริ่มนั้นชาวเกาะขุดหาแร่ดีบุกที่เรียกกันว่า “ตะกั่วดำ” ไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ล่องมาทางเรือ ภูเก็ตเริ่มมีชุมชนใหม่ๆเกิดขึ้นตามแหล่งแร่ เช่นชุมชนกะทู้ที่เริ่มมีการทำเหมืองขนาดใหญ่ ซึ่งระยะแรกๆก็จะใช้แรงงานคนขุดและหาบแร่เป็นหลัก กระทั่งเข้าสู่ยุคที่โลกมีความต้องการแร่ดีบุกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีการค้นพบว่าเมื่อนำดีบุกมาเคลือบเหล็กก็จะช่วยป้องกันสนิมในเหล็กได้เป็นอย่างดีเรียกว่า “เหล็กวิลาศ” ทำให้ดีบุกมีราคาสูง กิจการเหมืองแร่ดีบุกของภูเก็ตเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้งาน มีการอพยพแรงงานชาวจีนเข้ามาทำเหมืองกันอย่างมากมาย และมีการทำเหมือนในรูปแบบต่างๆอย่างเหมืองแล่น เหมืองรู เหมืองหาบ เหมืองฉีด และเหมืองแบบเรือขุดในทะเล 
 

 ภูเก็ตเป็นดินแดนที่มีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์มากถึงขนาดเล่ากันเล่นๆว่า ถนนสายแรกๆบนเกาะภูเก็ตนั้น ดินหินที่นำมาถมทำถนนก็ยังมีแร่ดีบุกผสมอยู่เป็นจำนวนมาก นับเป็นถนนสายที่มีราคาแพงที่สุดในเมืองไทยเลยทีเดียว แต่ทุกสิ่งในโลกก็ไม่จีรังยั่งยืน เมื่อโลกพัฒนาค้นพบโลหะผสมชนิดใหม่ๆ ที่หาได้ง่ายกว่าและมีคุณสมบัติที่ดีกว่า รวมทั้งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า แร่ดีบุกก็ลดคุณค่าลง ราคาดีบุกตกต่ำจนไม่คุ้มค่ากับการทำเหมือง ซึ่งก็เหมือนเป็นโชคดีของภูเก็ต เพราะหลังจากดีบุกซบเซา ภูเก็ตก็ก้าวเข้าสู่ยุคเกาะสวรรค์แห่งการท่องเที่ยว ก็ลองหลับตานึกดูซิครับ หากดีบุกยังราคาดี และยังทำเหมืองกันทั้งเกาะใครจะมาเที่ยว เกาะทั้งเกาะก็คงถูกขุดเจาะกันจนพรุน น้ำทะเลใสๆหาดทรายขาวๆก็คงถูกเรือขุดแร่ขุดก่นเอาโคลนเลนจากก้นทะเลขึ้นมาละเลงให้ขุ่นคลุ้งเป็นโคลนตมไปหมด 
 
 ทุกวันนี้แม้นจะไม่มีเหมืองแร่ดีบุกให้เห็น และคนรุ่นใหม่ของภูเก็จอาจจะนึกภาพขุมเหมืองไม่ออก แต่ก็ยังโชคดีครับที่เทศบาลเมืองกะทู้ได้เล็งเห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์หน้านี้ของภูเก็ต และได้ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ตแห่งนี้ขึ้น โดยสร้างขึ้นมาบนพื้นที่ขุมเหมืองเก่าที่ภายนอกยังมีร่องรอยของการทำเหมือง มีลำรางลำเรียงแร่ และทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกขุดดินนำแร่ขึ้นมา รวมทั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีสอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต ซึ่งภายในมีการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ สภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตไว้ได้อย่างน่าสนใจ เป็นพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่ สามารถจะถ่ายภาพได้ ชม สัมผัสได้อย่างใกล้ชิด และที่นี่ยังมีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือและสื่อสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบที่จะให้ความรู้และเป็นแหล่งค้นคว้าศึกษาวิจัยของนักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้อย่างดียิ่ง 
 
 หากมีโอกาสเดินทางไปภูเก็ตก็อย่างพลาดที่จะแวะเข้าไปเที่ยวชมกันนะครับ แล้วท่านจะรู้จักอำเภอกะทู้ รู้จักภูเก็ต รู้จักเหมืองแร่ดีบุก ได้อย่างแจ่มชัดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น  
 

ชมชมพูภูคา บานแห่งเดียวในโลกที่น่าน

February 1, 2010

ดอกชมพูภูคาบานรับเดือนแห่งความรัก

 ททท.ชวนชมดอกชมพูภูคาบานแห่งเดียวในโลก ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน ตั้งแต่เดือน ก.พ.ไปจนถึง เดือน มี.ค. พร้อมชวนเที่ยวงานเทศกาลชมพูภูคา สืบสานตำนานไตลื้อ ในช่วงดอกชมพูภูคาบานที่ อำเภอปัวอีกด้วย 
 
 
 นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานแพร่(ดูแลพื้นที่จังหวัด แพร่ น่าน อุตรดิตถ์)กล่าวว่า ในเดือนกุมภาพันธ์อันเป็นเดือนแห่งความรักไปจนถึงเดือนมีนาคม 2553 นักท่องเที่ยวต่างรอคอยที่จะมาสัมผัสความงามของดอกไม้ นามว่า ชมพูภูคา ที่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน 
 
 ต้นชมพูภูคาได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระเทพพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพืชหายากชนิดหนึ่งของโลก มีดอกสีชมพูอมขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bretschneidera sinensis Hemsl ชื่อวงศ์ BRETSCHNEIDERACEAE พบแห่งเดียวที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน เคยค้นพบในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศจีนและตอนเหนือของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีการค้นพบอีกเลยและอาจจะสูญพันธ์จากโลกไปแล้ว จนในปี 2552 ได้มีการค้นพบอีกครั้งโดย ดร. ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคาแห่งนี้ 
 
 ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดอกชมพูภูคา ในปีนี้คาดว่าจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์และจะบานงดงามให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม 2553 นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2553 อำเภอปัว ได้จัดงาน เทศกาลชมพูภูคา สืบสานตำนานไตลื้อ ในช่วงดอกชมพูภูคาบานอีกด้วย 
 
 และเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเมืองน่านเมืองแห่งอารยธรรมล้านนาตะวันออกไปพร้อมกับการชมดอกชมพูภูคา ททท.สำนักงานแพร่ แนะนำนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเมืองน่านด้วยตนเองหรือนั่งรถราง โดยเฉพาะในพื้นที่เรียกว่า หัวแหวนเมืองเก่าน่านมีโบราณสถานสวยงามและเก่าแก่ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ งาช้างดำที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน วัดมิ่งเมือง วัดสวนตาล และ วัดพระธาตุแช่แห้ง (พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีเถาะ) ซึ่งนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานแพร่ โทร. 0-5452-1118,0-5452-1127, อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทร. 0-5470-1000,0-5473-1362,08-1881-6785 เทศบาลตำบลปัว โทร. 0-5479 -1400,08-7786-7743,08-9701-0350 
 
 อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง 
  “ชมพูภูคา”อันซีนเมืองน่าน บานรับรักแห่งเดียวในโลก  
 

เที่ยวคุ้มค่า 555 สระแก้ว

February 1, 2010

คู่มือ”ท่องเที่ยวคุ้มค่าสระแก้ว555″

  
 
 555
 
 
 นี่ไม่ใช่จำนวนนับ(ห้าร้อยห้าสิบห้า) ไม่ใช่การใบ้หวย(เลขท้าย 3 ตัว) ไม่ใช่เสียงหัวเราะ(ฮ่าฮ่าฮ่า) หากแต่เป็นจุดขายใหม่ทางการท่องเที่ยวของจังหวัดสระแก้วในปี 2553 ในโครงการ “ท่องเที่ยวคุ้มค่าสระแก้ว555″ 
 
 นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า จังหวัดสระแก้วได้ประกาศ “วาระการท่องเที่ยว” เป็นวาระสำคัญของจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยนำเสนอผ่านมุมมองใหม่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสระแก้วเป็นหนึ่งเป้าหมายของการเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อน 
 

หลวงพ่อขาว

 สำหรับตัวเลข 555 ได้แก่ไฮไลท์สถานที่ท่องเที่ยว 15 แห่ง (แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก) คือ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5 ที่ ชมของดี 5 อย่าง เที่ยวแหล่งธรรมชาติ 5 สถาน ซึ่งตัวเลข 5 ของแต่ละแห่งจะน่าสนใจแค่ไหน ขอเชิญทัศนากันได้ 
 
 สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5 ที่ 
 
 
 สระแก้วมี 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอันโดดเด่นที่ทางจังหวัดคัดมา ได้แก่ 
 
 หลวงพ่อขาว วัดนครธรรม(วัดสระลพ) อ.วัฒนาคร พระพุทธรูปโบราณปางสมาธิ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง มีเพียงคำบอกเล่าว่า ถูกอัญเชิญมาจากประเทศลาว ด้วยความที่สร้างจากทองคำขาวจึงมีการพอกปูนปั้นครอบเพื่อป้องกันอันตราย ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงเรียกหลวงพ่อขาวว่า “หลวงพ่อปูน” เพราะเข้าใจว่าสร้างด้วยปูน 
 

ปราสาทสด๊กก๊อกธม

 หลวงพ่อทอง (พระครูรัตนสราธิคุณ) วัดสระแก้ว อ.เมือง พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสระแก้ว มีเมตตาธรรมสูง หลังการมรณภาพในปี พ.ศ. 2523 ประชาชนจึงพร้อมใจสร้างรูปเคารพของหลวงพ่อขึ้นภายในวิหารวัด โดยจะมีงานปิดทองนมัสการหลวงพ่อทองในทุกๆวันที่ 19 มิ.ย. ของทุกปี 
 
 พระสยามเทวาธิราชจำลององค์แรก หน้าสถานีตำรวจภูธร อ.อรัญประเทศ เป็นประติมากรรมรูปคล้ายพระอินทร์ ทรงเครื่องอย่างนักรบ ทรงช้างเอราวัณ สร้างขึ้นในวันที่ 6 เม.ย.(วันจักรี) 2529 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวอรัญประเทศเมื่อครั้งเกิดสถานการณ์การสู้รบในกัมพูชา 
 
 ศาลหลักเมือง อ.เมือง สร้างจากต้นชัยพฤกษ์ที่มีคุณลักษณะต้องตามโบราณประเพณี สูง 30 เมตรเมื่อครั้งจังหวัดสระแก้วได้รับการสถาปนาให้เป็นจังหวัดที่ 74 ของประเทศไทยในวันที่ 1 ธ.ค.2536 
 

ละลุ

 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.วัฒนานคร มีลักษณะเป็นพระนเรศวรประทับยืนชูดาบเหนือพระเศียร สูง 2.8 เมตร ชาวสระแก้วพร้อมใจกันสร้างขึ้นมาด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพราะในช่วงปีพ.ศ.2124-2125สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงยกทัพมาปราบอริราชศัตรูที่ค่ายพระทำนบ(อ.วัฒนานครในปัจจุบัน) 
 
 ของดี 5 อย่าง 
 
 สระแก้วเป็นจังหวัดชายแดน มีของดี 5 อย่างที่ทางจังหวัดนำเสนอให้เลือกชม ช็อป ชิม ดังนี้ 
 
 ปราสาทสด๊กก๊อกธม บ้านหนองเสม็ด ต.โคกสูง ปราสาทขอมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 14 ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เป็นองค์ปราสาท 3 หลัง มีคูน้ำล้อมรอบ ช่วงวันมาฆบูชา(ขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ) ของทุกปี จะมีพุทธศาสนิกชนมาเวียนเทียนรอบปราสาท และมีการแสดง แสง เสียง ยามค่ำคืน 
 

ตลาดโรงเกลือ

 เขาฉกรรจ์ อ.เขาฉกรรจ์ เป็นภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ 3 ลูกต่อเนื่องกัน ภายในเขามีถ้ำอยู่ 12 ถ้ำ เป็นที่อาศัยของค้างคาวจำนวนมาก มีถ้ำทะลุเป็นถ้ำยอดนิยม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปให้สักการะบูชา บนถ้ำเป็นจุดชมวิวชั้นดี นอกจากนี้เขาฉกรรจ์ยังมีถนนให้ขับนถชมวิว ชมค้างคาวจำนวนมหาศาลที่จะบินออกจากถ้ำในยามเย็น 
 
 ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ ตลาดการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยตลาดย่อย 5 ตลาด มีร้านค้าไม่ต่ำกว่า 3,000 ห้อง มีสินค้าขึ้นชื่อคือสินค้ามือสองมากมาย อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นอกจากนี้ยังมีสินค้าใหม่และสินค้าที่เลียนแบบต่างประเทศส่วนใหญ่นำมาจากจีนเป็นหลัก 
 
 สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น อ.วังสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตน้ำนมใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมอันหลากหลาย รวมถึงมีกิจกรรมท่องเที่ยวภายในฟาร์ม อาทิ ชมการผลิต ฝึกรีดนมวัว เป็นต้น 
 

เขาฉกรรจ์

 อาหารอร่อย 5 ชนเผ่า อ.อรัญประเทศ ได้แก่ อาหารของ เวียดนาม ลาว เขมร จีน และย้อ มีอาหารเด่นๆ อาทิ อาหารเวียดนามอย่างบั๊นหอยหรือ(หมี่หน้าหมู) แหนมเนือง หว๋อนก๊วน(เปาะเปี๊ยะสด) อาหารจำพวกผักของเผ่าย้อ เช่น แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง แกงผำ ลาบเหลว และอาหารลาวยอดนิยมอย่าง ส้มตำ ซุปหน่อไม้ 
 
 เที่ยวแหล่งธรรมชาติ 5 สถาน 
 
 
 สระแก้วเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เป็นส่วนของหนึ่งของพื้นที่มรดกโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ 5 แห่งที่ทางจังหวัดชวนเที่ยว คือ 
 
 อุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติตาพระยา 2 อุทยานแห่งชาติแห่งสระแก้ว อช.ปางสีดา เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีน้ำตกมากมาย โดยมีน้ำตกปางสีดาเป็นไฮไลท์ รวมถึงเป็นเมืองผีเสื้อแห่งผืนป่าตะวันออกที่ทุกๆปีจะมีการจัดเทศกาลดูผีเสื้อขึ้นที่นี่ ส่วนอช.ตาพระยาเป็นป่าที่เชื่อมต่อจากปางสีดา มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติทำไว้รองรับนักท่องเที่ยวหลายเส้นทาง มีสถานที่น่าสนใจอย่าง จุดชมวิวผาแดง เขายักษ์ ป่าสลัดได เป็นต้น 
 

นกงู อ่างเก็บน้ำพระปรง

 ละลุ อ.ตาพระยา ปรากฏการณ์ธรรมชาติมหัศจรรย์ที่เกิดจากการยุบตัวและพังทลายของดิน ร่วมด้วยการถูกฝนชะลมพัดปะทะผ่านกาลเวลาอันยาวนาน เกิดเป็นประติมากรรมธรรมชาติรูปร่างแปลกตา จนได้รับการยกย่องให้เป็น อันซีนไทยแลนด์ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมนั่งรถอีแต๊กชมละลุขึ้น 
 
 อ่างเก็บน้ำพระปรง อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หนึ่งในโครงการพระราชดำริ มีเสน่ห์อยู่ที่การล่องแพชมทิวทัศน์ ตกปลา ดูนกป่า นกทุ่ง และนกน้ำนานาชนิด โดยเฉพาะ’นกอ้ายงั่ว” หรือ ‘นกงู” ที่จัดว่าเป็นแหล่งนกงูที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย 
 
 ถ้ำเพชรโพธิ์ทอง บริเวณเชิงเขาเลื่อม อ.คลองหาด เป็นถ้ำที่มีอากาศถ่ายเทเย็นสลาย มีหินงอกหินย้อยสวยๆงามมากมาย อีกทั้งยังมีห้องเด่นๆ อาทิ ห้องเขียวมรกต ห้องมุขประดับเพชร ห้องพระปู่ฤาษี ห้องชุมนุมเทวดา เป็นต้น 
 

ถ้ำเพชรโพธิ์ทอง

 น้ำตกเขาตะกรุบ อ.วังน้ำเย็น เป็นน้ำตกขนาดใหญ่กลางป่าสูงประมาณ 50 เมตร มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน สายน้ำจะไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันเกือบ 90 องศา ท่ามกลางบรรยากาศป่าใหญ่อันร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่หนาแน่นและเฟินหลายชนิดขึ้นแทรกตามหลืบหิน 
 
 และนั่นก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันน่าสนใจของสระแก้วจำนวน 15 แห่งในโครงการ “ท่องเที่ยวคุ้มค่าสระแก้ว555″ ซึ่งแต่ละแห่งจะน่าสนใจแค่ไหน การพิสูจน์ที่ดีที่สุดก็คือไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นนั่นเอง 
 
 *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *   
 
 โครงการ”ท่องเที่ยวคุ้มค่าสระแก้ว555″ มีหนังสือคู่มือแจกสำหรับผู้สนใจ โดยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดสระแก้ว โทร.0-3742-5124 หรือที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก(ดูแลพื้นสระแก้วด้วย)โทร. 0-3731-2282,0-3731-2284  
 

สเต็กอร่อย…อร่อย ร้านกาแฟ “แม่ช้อย ดอยหลวง” ซอยเรวดี นนทบุรี / แม่ช้อย นางรำ

February 1, 2010

 โดย : แม่ช้อย นางรำ 
 

ร้านกาแฟ “แม่ช้อย ดอยหลวง” ในซอยเรวดี นนทบุรี (ตรงข้ามแยกเรวดี 62) โทรศัพท์ 0-2969-0028, 08-1553-8475

 “กาแฟ…ก็ปลูกแล้ว คั่วแล้ว ชงขายแล้ว 
 อาหารไทย-จีน มื้อกลางวัน-เย็นก็มีแล้ว 
 เริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ เพิ่มเมนู “สเต็กโคขุน” 
 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน”
 
 
 สามสิบกว่าปี ที่ขึ้นไปทำการเกษตรอยู่ที่เชียงราย 
 
 สิบกว่าปีที่ปลูกไร่กาแฟ อยู่ที่อำเภอดอยหลวง บนภูเขาที่มีความสูง 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล 
 
 และสามปีที่เริ่มนำผลผลิตเมล็ดกาแฟจากไร่ “แม่ช้อย ดอยหลวง” เอามาคั่วเอง ชงเอง แล้วในที่สุดอีชั้นก็เปิดร้านกาแฟเอง ชื่อ “ร้านกาแฟแม่ช้อย ดอยหลวง” อยู่ในสวนทุเรียน ซอยเรวดี นนทบุรี 
 
 เปิดขายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 ก็ราวสาม…สี่เดือนที่ผ่านมา 
 
 เริ่มจากขายกาแฟและเครื่องดื่ม แล้วก็ค่อย…ค่อยเป็นอาหารพิเศษ ฝีมือปรุงของอีชั้น เฉพาะวันเสาร์วันอาทิตย์ สองวันในหนึ่งสัปดาห์ 
 
 ในที่สุดก็ต้องขยับขยายมาเป็นขายอาหารกลางวันและอาหารเย็นทุกวัน ตามคำขอร้องของลูกค้า แล้วในที่สุด 
 

สเต็กมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว ฝีมือ “เชฟไสว ใจดี” จาก “นอร์มังดี กริลล์”

 ร้านกาแฟ “แม่ช้อย ดอยหลวง” ในซอยเรวดี นนทบุรี ซึ่งเป็นสวนทุเรียนเก่าของครอบครัวอีชั้น ก็เริ่มขายสเต็กอาหารคู่กับกาแฟแล้วเจ้าค่ะ 
 
 ขอกราบเรียนพระเดชพระคุณว่า 
 
 เมนูสเต็กเริ่มขายตั้งแต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะถึงเทศกาลคริสต์มาสสักสอง…สามสัปดาห์ เพื่อบริการลูกค้าที่จะมาฉลองดินเนอร์แบบฝรั่ง ในร้านอาหารร้านกาแฟแบบกลางสวน 
 
 แล้วก็เป็นเมนูที่ต้องเชิญชวนให้แควน…แควนมาเปิดสเต็กคู่กับการดื่มกาแฟ ซึ่งเป็นพันธุ์อาราบีก้าแท้ 100 เปอร์เซ็นต์กับกินสเต็กย่างไฟร้อนจากหินภูเขาไฟลาว่า ด้วยสูตรเดียวกับร้าน “นอร์มังดี กริลล์” ของ “เชฟไสว ใจดี” ที่เคยเป็นพ่อครัวอยู่ที่ “โรงแรมโอเรียลเต็ล” ระดับ 5 ดาวมา 
 
 ขอแนะนำสเต็กเนื้อ ที่อีชั้นเลือกสรรมาจากฟาร์มโคเนื้อของ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน” นครปฐม ซึ่งได้รับการการันตีจากพ่อค้าเนื้อทั่วโลกว่า 
 

 เป็นเนื้อออร์แกนิค คือเป็นวัวกินหญ้าที่ปลอดจากสารพิษ มีคุณภาพมาตรฐานสูงกว่าเนื้อโคขุนทั่วไป 
 
 เรื่องนี้อีชั้นอธิบาย เพื่อให้เห็นความจริงใจและความรับผิดชอบในการค้าขายของอีชั้น ที่เลือกสรรแต่สิ่งดีให้กับลูกค้า 
 
 เพราะนอกจากอีชั้นจะเป็น “นักกินเนื้อ” ที่ฝรั่งเรียกว่า “บีฟ อีทเตอร์” (Beef Eater) เลือกกินเนื้อดีมาทั่วโลก 
 
 ไม่ว่าจะเป็นเนื้อโกเบ มัสซึซากะ วากิวจากประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่เนื้อแองกัสของฝรั่ง รวมทั้งเนื้อชาร์โลเล่ส์ อีชั้นกินมาทั้งนั้น 
 
 ความสำคัญในการปรุงสเต็ก นอกจากจะต้องใช้เนื้อดีแล้ว ยังจะต้องใช้สีมือการย่างของเชฟที่รู้วิธีการทำสเต็กเป็นด้วย 
 
 “โคขุน” กำแพงแสน 
 
 เนื้อโคขุนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน นครปฐม เป็นเนื้อวัวพันธุ์ “ชาร์โลเล่ส์” จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นวัวพันธุ์ดีของโลก และที่สำคัญมหาวิทยาลัยเกษตรเลี้ยงแบบ “ออร์แกนิค” คือใช้ผักหญ้าอาหารธรรมชาติ ไม่มีอาหารวิทยาศาสตร์ และขุนด้วยหลักวิชาการถูกต้อง เพื่อให้ได้เนื้อเกรดดี มีคุณภาพสูง รวมทั้งมีห้องทำเนื้อแบบทันสมัยปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับโรงแรมทั่วโลก  
 

“สเต็กเนื้อโคขุน” จากฟาร์มโคขุน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

 เริ่มตั้งแต่ปลายปีก่อน ตอนขึ้นปีใหม่ ร้านกาแฟ แม่ช้อย ดอยหลวง เริ่มบริการสเต็กเนื้อจากฟาร์มโคขุนเกษตรศาสตร์ทุกชิ้น ด้วยมาตรฐานเช่นเดียวกับโรงแรม คือเสต็กเนื้อใช้เนื้อเฉพาะ เช่น ริบอายส์ ทีโบน เทนเดอร์ลอยด์ สเตอร์ลอยด์หรือเบอร์เกอร์ มีให้ท่านเลือกตามชอบ 
 
 ท่านที่ไม่รับประทานเนื้อ ก็มีหมู ไก่ และปลาบริการเช่นกัน 
 
 ส่วนอาหารพิเศษของอีชั้น ชนิด “เปิบพิสดาร” ก็มีบริการเหมือนเดิม เลือกเปิบตามสบาย 
 
 ที่นี่ใครก็มีปัญญากินได้ แต่ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่ว่ากัน เชิญตามสบาย 
 
 …อีชั้นกำลังต้องการเด็กเสิร์ฟ คนล้างจานอยู่แล้ว มาช่วยกันหน่อยก็ดีนะเจ้าค่ะ… 
 

หลงรัก”โรม”

February 1, 2010

 โดย : แมวลาย 
 

โคลอสเซียม สนามกีฬาเก่าแก่ของชาวโรมัน

  
 
 ทำไม…ถนนทุกสายจึงมุ่งสู่กรุงโรม?
 
 
 ประโยคนี้ได้ยินผ่านหูบ่อยๆ แต่พอนึกๆไปแล้วก็ยังไม่เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง ในแง่หนึ่ง ประโยคนี้เป็นสำนวนของฝรั่งที่ว่า “All roads lead to Rome” หมายถึงการทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีหลายวิธีที่จะช่วยให้ไปถึงจุดมุ่งหมายเดียวกัน 
 
 แต่อีกแง่หนึ่ง ก็แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน และชาวโรมันซึ่งเป็นชาตินักรบโดยกำเนิด ทุกแห่งที่กองทัพโรมันไปถึงก็มักจะได้รับชัยชนะในการสู้รบ และเมื่อรบไปถึงดินแดนใดก็มักสร้างถนนเชื่อมต่อกับกรุงโรมเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงพล เสบียงอาหาร และควบคุมดินแดนเหล่านั้น 
 

ซากของโรมันฟอรัมที่ยังหลงเหลืออยู่

 แต่อย่างไรก็ตาม “โรม” เมืองหลวงของประเทศอิตาลีแห่งนี้ก็ถือเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันหา เพราะความเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งศิลปะ มีโบราณสถานเก่าแก่ที่แสดงถึงอารยธรรมอันยาวนานนับพันปี ไม่ว่าจะเป็น “โคลอสเซียม” (Colosseum) สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ในยุคโรมันใจกลางกรุงโรม ก่อสร้างด้วยหินทรายภูเขาไฟเป็นอัฒจันทร์รูปวงกลม จุผู้ชมได้กว่า 50,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตมากในสมัย ค.ศ.80 และยังคงสภาพความอลังการมาจนถึงปัจจุบัน แม้ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์แต่ก็ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว 
 
 ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง “Gladiator” ก็คงจะทราบว่า กีฬาที่เล่นกันในโคลอสเซียมแห่งนี้เป็นกีฬาดิบเถื่อน อย่างการนำเชลยศึก นักโทษ ทาส มาต่อสู้กันเอง หรือต่อสู้กับสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหย หรือแม้แต่นำสัตว์มาสู้กับสัตว์กันเองก็มี ทั้งคนทั้งสัตว์ที่เสียชีวิตจากกีฬาป่าเถื่อนซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงของผู้ชมที่โคลอสเซียมแห่งนี้นับหลายแสนชีวิต 
 
 แต่เมื่อโรมันเสื่อมอำนาจลง โคลอสเซียมก็กลายเป็นแหล่งหินที่ถูกรื้อไปสร้างโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทเสียจนเหลือสภาพไม่สมบูรณ์อย่างที่เห็น ต่อมาได้มีคำสั่งห้ามเคลื่อนย้ายหินไปจากโคลอสเซียมอีก ไม่อย่างนั้นสงสัยว่าคงไม่เหลือสนามกีฬาอันยิ่งใหญ่ให้เราดูกันในวันนี้ 
 

ประตูชัยคอนสแตนติน

 ที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็เป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งในเขตเมืองเก่ายุคโรมันที่ไม่ควรพลาดชม นั่นก็คือ “โรมัน ฟอรัม” (Roman Forum) พื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมันโบราณ ไม่ว่าจะเป็นวิหารสำหรับบูชาเทพเจ้าของชาวโรมัน ศูนย์ประชุมทางการเมืองการปกครอง ตลาด และอาคารสำคัญๆ ต่างๆ จึงเป็นที่รวมของเหล่านักปราชญ์ ปัญญาชน บุคคลสำคัญๆ ในยุคนั้น แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง เสาและฐานรากของสิ่งก่อสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตเท่านั้น 
 
 “ประตูชัยคอนสแตนติน” (Arch of Constantine) เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ประตูชัยแห่งนี้มีขนาดใหญ่และสภาพสมบูรณ์ที่สุดในกรุงโรม สร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ที่มีชัยชนะเหนือ Maxentius ในสงคราม Battle of Milvian Bridge 
 

วิหารแพนธีออน

 อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมในสมัยโรมันโบราณที่เก่าแก่พอๆ กัน แต่ยังคงสภาพดีมาจนปัจจุบัน นั้นก็คือ “วิหารแพนธีออน” (Pantheon) วิหารขนาดใหญ่อายุ 2,000 กว่าปีมาแล้ว และยังถือเป็นอาคารในยุคโรมันที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันอีกด้วย แต่เดิมวิหารแพนธีออนสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าของชาวโรมัน แต่ในช่วงที่คริสตจักรเรืองอำนาจ วิหารแห่งนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโบสถ์ในคริสต์ศาสนาจนถึงทุกวันนี้ 
 
 สถาปัตยกรรมของตัววิหารด้านหน้ามีลักษณะเป็นเสาสูงต้นใหญ่ รับกับหลังคาหน้าจั่วสามเหลี่ยม ส่วนอาคารด้านหลังมีหลังคาทรงโดมครอบอาคารทรงกลม ส่วนบนสุดของโดมมีช่องแสงรูปวงกลมขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “โอคูลัส” ช่องแสงนี้เชื่อว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เมื่อแสงแดดส่องกระทบลงมาก็ทำให้เกิดภาพที่งดงาม อีกทั้งอาคารแห่งนี้ยังมีความน่าทึ่งตรงที่ไม่ต้องมีเสาค้ำกลางทั้งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร 
 

เสาโอเบลิสก์และน้ำพุจตุมหานทีในจัตุรัสนาโวนา

 ภายในวิหารแห่งนี้ยังได้ใช้เป็นสถานที่ฝังศพกษัตริย์ บุคคลในราชวงศ์และบุคคลสำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ราฟาเอล จิตรกรชื่อดังผู้สร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นงามเอาไว้ที่โรมจำนวนมาก 
 
 อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมอันงดงามที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดนั่นก็คือ “จตุรัสนาโวนา” (Piazza Navona) จตุรัสที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโรม ที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้าง ทั้งโบสถ์ น้ำพุ และอาคารโดยรอบที่ล้วนส่งเสริมความงดงามให้แก่กัน จัตุรัสแห่งนี้ในยุคโรมันโบราณเคยใช้เป็นสนามกีฬาที่ไว้ใช้แข่งม้า แต่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน โดยบริเวณกลางจัตุรัสเป็นที่ตั้งของเสาโอเบลิสก์จากอียิปต์ ตั้งอยู่เบื้องหน้าโบสถ์เซนต์แอกเนสอินอะโกนี 
 
 อีกทั้งยังมี “น้ำพุจตุมหานที” (Fountain of the Four Rivers) ซึ่งแต่ละมุมจะมีรูปปั้นซึ่งแทนแม่น้ำสายสำคัญจาก 4 ทวีป ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำดานูป แม่น้ำไนล์ และ แม่น้ำพลาต้า (Rio de la Plata ในทวีปอเมริกาใต้) ซึ่งน้ำพุแห่งนี้ จานโลเรนโซ เเบร์นินี ศิลปินฝีมือเยี่ยมอีกคนหนึ่งของอิตาลีเป็นผู้ออกแบบ 
 

หากได้ไปโยนเหรียญในน้ำพุเทรวี่เชื่อว่าจะได้กลับมาที่โรมอีก

 น้ำพุอันเลื่องชื่ออีกแห่งหนึ่งของกรุงโรม “น้ำพุเทรวี่” (Trevi Fountain) ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่พลาดไม่ได้ น้ำพุแห่งนี้งดงามไปด้วยรูปปั้นหินอ่อนของเนปจูนที่ทรงนั่งอยู่บนรถม้าติดปีก เนปจูนเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำของชาวโรมันโบราณ ที่น้ำพุแห่งนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาโยนเหรียญกัน โดยจะยืนหันหลังให้น้ำพุ แล้วกลั้นหายใจโยนเหรียญข้ามหัวใหล่ลงไปในบ่อน้ำพุ เชื่อกันว่าคนที่ทำอย่างนี้แล้วจะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง 
 
 และที่บริเวณน้ำพุนี้งดงามทั้งกลางวันกลางคืน ช่วงกลางวันจะมีบรรยากาศแจ่มใส ส่วนช่วงกลางคืนเมื่อเปิดแสงไฟส่องก็จะมีความงดงามไปอีกแบบหนึ่ง 
 

บันไดสเปนที่นักท่องเที่ยวและชาวโรมนิยมมานั่งเล่นกัน

 สถานที่ท่องเที่ยวแหล่งสุดท้ายที่จะพาไปชมกันในวันนี้ก็คือ บันไดสเปน (Spanish Steps) บันไดสูงที่ทอดยาวอยู่ระหว่างจัตุรัสสองแห่งคือ Piazza di Spagna และ Piazza Trinita dei Monti บันไดแห่งนี้ถือเป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป มีทั้งหมด 138 ขั้นด้วยกัน 
 
 เหตุที่เรียกว่าบันไดสเปนนั่นก็เพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าสถานทูตสเปนตั้งอยู่บริเวณบันไดนี้นั่นเอง ที่นี่มักจะมีนักท่องเที่ยว รวมถึงหนุ่มสาวชาวโรมมานั่งพักผ่อนพูดคุยกัน และบริเวณถนนที่อยู่ตรงกับบันไดนั้นก็ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าหรูๆ จำพวกเสื้อผ้ามียี่ห้อและเครื่องประดับราคาแพง หากใครมีสตางค์อยากจะซื้อหากันก็ตามสบาย หรือจะเพียงใช้วิธีวินโดว์ ช้อปปิ้งเอาก็ได้รับความสุขเหมือนๆ กัน 
 

วิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งนครรัฐวาติกัน ในกรุงโรม

 ในกรุงโรมยังเป็นที่ตั้งของ “นครรัฐวาติกัน” ซึ่งถือเป็นนครแห่งคริสต์ศาสนา เพราะเป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ประมุขของชาวคริสต์ทั่วโลก มีวิหารเซนต์ปีเตอร์อันอลังการ อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์วาติกัน และโบสถ์ซิสทีนอันมีภาพจิตรกรรมการพิพากษาครั้งสุดท้าย The Last Judgment อันลือชื่อของมิเกลันเจโล จิตรกรผู้โด่งดังให้ชม ซึ่งคอลัมน์ “เที่ยวต่างแดน” ได้เคยพาชมนครรัฐวาติกันไปแล้วครั้งหนึ่ง 
 
 เสน่ห์ของกรุงโรมที่ทำให้ทุกคนหลงรักไม่ได้มีอยู่เพียงแค่ตามแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้เท่านั้น แต่แฝงอยู่แทบทุกตรอกซอกซอยในโรม เสน่ห์และความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมทำให้ผู้ที่ได้มาสัมผัสซาบซึ้งกับประโยคที่ว่า “โรมมิได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว” เพราะทั้งหมดทั้งมวลที่รวมกันเป็นโรมนี้ เป็นความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมมนุษย์ที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว 
 
 *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  * 
 
 อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง 
 
 “วาติกัน” จิ๋วแต่แจ๋ว…นครแห่งคริสต์ศาสนา 
 

สืบสานวัฒนธรรมจีนที่งาน “ไชน่าทาวน์ราชบุรี”

January 31, 2010

 ในอดีตจังหวัดราชบุรีได้รับการขนานนามว่า เป็นเมืองแหล่งรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ ที่สำคัญทางประวัติศาตร์ โดยได้มีวัฒนธรรมของชาวขอมเข้ามาในช่วง พุทธศตวรรษที่ 19-20 วัฒนธรรมของชาวมอญ ลาว เข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 1 วัฒนธรรมของชาวเผ่ากระเหรี่ยงต่างๆที่อาศัยตามชายแดนไทย-พม่าก็เข้ามาทางเขตอำเภอสวนผึ้ง 
 
 วัฒนธรรมของจีนก็เช่นกัน ได้หลั่งไหลเข้ามาในราชบุรีในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งชาวจีนในขณะนั้นอพยพเข้ามาใช้แรงงาน รับจ้างขุดคลองดำเนินสะดวก และได้พากันตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ในเขตอำเภอเมืองราชบุรี เป็นจำนวนมาก และชนเผ่าชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดราชบุรีนี้ได้สร้างวัฒนธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าแก่จังหวัดราชบุรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการปั้นโอ่งมังกร การค้าขายบริเวณริมน้ำแม่กลอง 
 

 ถึงแม้ว่าจังหวัดราชบุรีจะมีความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธ์ แต่วัฒนธรรมชาวจีนก็เป็นเอกลักษณ์ที่มีความเข้มข้น ทั้งการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และบรรพบุรุษ และความรักความสามัคคี ความขยันขันแข็งในการทำมาหากิน ซึ่งจะสังเกตได้จากการสื่อความหมายของสัญญลักษณ์ต่างๆ เช่น พลุ ม่านน้ำ จะพบเห็นความสวยงามของสีแดงในรูปต่าง ๆ เช่น โคม ,อักษรจีน , สิงโต ฯลฯ 
 
 แต่ในปัจุบันวัฒนธรรมชนเผ่าไทยเชื้อสายจีนของจังหวัดราชบุรีค่อย ๆ เลือนหายไป ชาวจังหวัดราชบุรีจึงได้ร่วมกัน สืบสานวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนสิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกรู้จักคือการจัดงานเทศกาลตรุษจีน ทางเทศบาลเมืองราชบุรีจึงได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดราชบุรี จัดงาน “ราชบุรีไชน่าทาวน์ 2553″ หรือ “The China Town Ratchaburi 2010″ ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในระหว่างวันที่ 14-22กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อเป็นการส่งเสริมและสืบสาน ประเพณีและวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนให้สืบทอดสร้างความถาวรและต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดราชบุรี และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาคีของชาวไทยเชื้อสายจีนอีกด้วย 
 

 ภายในงานนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชมพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ ณ เวทีกลางลำน้ำแม่กลองแล้ว ยังจะได้ชมขบวนแห่ราชบุรีไชน่าทาวน์จากสนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี ซึ่งได้มีการประดับขบวนแห่อย่างงดงาม ประกอบกับขบวนแห่งของชนเผ่าต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ภายในบริเวณงานตลอด 9 วัน 9 คืน ระหว่างวันที่ 14-22 กุมภาพันธ์ 2553 นักท่องเที่ยวยังได้ชม ศิลปะการแสดง ซึ่งหาชมได้ยาก จากมองโกเลีย จากมณฑลเสฉวน ของประเทศจีนอีกด้วย 
 
 นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติบนเสาดอกเหมย กลางลำน้ำแม่กลอง ซึ่งถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกของจังหวัดราชบุรี และอาจจะเป็นครั้งแรกในโลกเลยก็ว่าได้ มีขบวนแห่มังกร สิงโตเอ็งกอ-พะบู๊ อันยิ่งใหญ่อลังการ การแสดงประกอบแสง สี เสียง และม่านดนตรี สุดตระการตา การประกวดแดนเซ่อร์ไซด์ การประกวดตี๋น้อย หมวยน้อย ไชน่าทาวน์ 2010 การแสดงวัฒนธรรมจีนถึง 3 ยุค คือ ยุคเก่า กลาง ใหม่ มีการสร้างกำแพงเมืองจีนจำลอง ความยาว 100 เมตร เป็นต้น 
 

ภูฏานตระการตา (8) / ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

January 31, 2010

 โดย : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ 
 

 ผมพาคุณมาทิมปู เมืองหลวงของภูฏาน เมืองนี้จะว่าให้ตรงใจ ไม่ใช่เมืองที่ผมชอบสุด จัดอยู่อันดับ 4 ด้วยซ้ำ คงเพราะทิมปูเป็นเมืองใหม่ทันสมัยไปนิดหนึ่ง เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในประเทศนี้ ทิมปูยังไม่ค่อยมีโบราณสถานเก่าแก่หรือแหล่งท่องเที่ยวระดับเห็นแล้วว้าว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้เฉพาะที่ทิมปู จะไปเมืองอื่นคงไม่มีหวังเจอ เจ้านั่นคือตัวทาคิน 
 
 อะไรคือทาคิน? Takin เป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏาน เคียงคู่กันมากับนก Raken หรือนกดุเหว่า ต้นสน Cypress ไม้ประจำชาติ และดอก Blue Poppy ดอกไม้ประจำชาติ ในจำนวนนี้ ผมเห็นทุกอย่างยกเว้นดอกป๊อบปี้ที่เจอตามยอดเขาสูงเกิน 3,000 เมตร แต่ดันออกดอกช่วงหน้าฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม แต่ผมก็ไม่เดือดร้อน เพราะใจชอบสิงสาราสัตว์มากกว่าต้นไม้ดอกไม้อยู่แล้ว แถมเจ้าทาคินยังไม่ใช่สัตว์ธรรมดา เป็นระดับป๋าเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นทั่วโลก เฉพาะแค่เรื่องราวความเป็นมาก็มหัศจรรย์พิลึกแล้วครับ 
 
 ตำนานเล่าว่า ลามะผู้มีฉายาว่า Divine Madman เดินทางเข้ามาในภูฏานในศตวรรษที่ 15 เพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายาน นิกายนี้จะเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์สักนิด เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสในหมู่ผู้คนที่นับถือพ่อมดหมอผี ท่านลามะมาตั้งหลักอยู่ริมหมู่บ้าน ก่อนขออาหารเป็นแพะ 1 ตัว วัวอีก 1 ตัว ชาวบ้านเห็นว่าท่านเดินทางมาไกล จึงนำทั้งแพะทั้งวัวมาให้ ย่างมาเรียบร้อย ท่านลามะจัดการโชว์พลัง กินวัวหันแพะย่างคนเดียวหมดเหี้ยน ชาวบ้านต่างฮือฮา กินเข้าไปได้ยังไงเนี่ย ? ท่านลามะจึงรีบยกมือ นี่ไม่ใช่พลังเวทมนต์ แต่ข้าหิวน่ะ มนตราของจริงมันต้องต่อจากนี้ เสร็จแล้วท่านก็หยิบหัวแพะมา เขี่ยหัววัวออกไป วางหัวแพะลงไปแทนที่หัววัว ก่อนดีดนิ้วหนึ่งป๊อก ความอัศจรรย์พลันบังเกิด… 
 
 กระดูกวัวที่กองเรียงรายเป็นรูปตัววัวพลันมีเลือดเนื้อขึ้นมา หัวก็เช่นกัน แต่หัวของวัวดันเป็นแพะ สัตว์ที่ปรากฏมาจึงพิลึกพิลั่น เจ้าตัวประหลาดหันมายิ้มให้ผู้คนที่พากันตกตะลึงหนึ่งวูบ ก่อนจะควบปุเลงเข้าป่าไป และนั่นคือที่มาของ dong gyem tsey หรือเจ้าตัวทาคิน (ไหงเป็นชื่อนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ) 
 
 หากดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทาคินเป็นสัตว์จำพวกแอนทีโลป เป็นญาติใกล้ชิดกับวัว musk ox (วัวขนยาวแถวขั้วโลกเหนือ อยากเห็นต้องไปแคนาดา) ยังเป็นญาติห่าง ๆ ของแกะ ทาคินตัวเต็มวัยสูง 1.3 เมตร หนัก 650 กิโลกรัม เล็กกว่าวัวนิด ใหญ่กว่าแกะหน่อย ทาคินชั้นดีมีขนฟูคล้ายแกะ แต่เป็นสีทอง จนบางคนบอกว่า นี่แหละที่มาของขนแกะทองคำในนิยายกรีก ทาคินพบเฉพาะแถวหิมาลัย (ขนทาคินเมื่อถูกนำไปถึงกรีก จึงกลายเป็นของหายากสุดแสน จนกลายเป็นนิยายปรัมปราไงครับ) 
 
 ปัจจุบัน จำนวนทาคินในภูฏาน แฮ่ม เกริ่นมาอย่างนี้ ไม่ว่าในประเทศไหน คุณก็คงคิดว่า คำต่อไปคือ ลดลง เผอิญที่นี่คือภูฏาน ประเทศอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว จำนวนทาคินในป่าจึงไม่ลด มีอยู่เท่าเดิม เพราะป่าที่ทาคินอาศัยก็เท่าเดิม นักล่าสัตว์ก็ไม่มี แล้วทาคินจะลดลงได้ยังไง? ปัญหาคือทาคินในเขตสงวนใกล้เมืองทิมปู กลับมีจำนวนน้อยลง เพราะผสมพันธุ์กันมั่ว เนื่องจากประชากรน้อยไปนิด เค้าเลยมีแนวคิดจะหาทาคินในธรรมชาติมาเพิ่ม ปัญหาคือทาคินเป็นสัตว์ที่อาศัยตามภูเขาสูง ไม่ต่ำกว่า 2,500-4,000 เมตร ยังชอบอยู่ตามที่ลาดชัน รัฐบาลภูฏานก็ไม่ค่อยมีเงิน จะไปลงทุนจับทาคินแล้วขนส่งมาถึงเขตสงวน ไม่ใช่ง่ายเลยครับ เท่าที่ผมทราบ ในภูฏานไม่มีเฮลิคอปเตอร์สักลำ แล้วจะขนยังไงเนี่ย 
 
 ปัญหานั้นคงมีทางแก้ไขต่อไป แต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าขอไปดูทาคินก่อนล่ะ หากคุณมาภูฏาน โอกาสจะไปดูทาคินตามธรรมชาติ ยากนะจ๊ะ โอกาสเดียวอยู่ที่เมืองทิมปู ที่นี่มีเขตสงวนทาคิน ลักษณะคล้ายสวนสัตว์เปิดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บน Motithang ภูเขาใกล้เมืองที่ถือเป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีตังค์ แต่ไม่ใช่มีแต่บ้านเรียงเป็นพืด คนภูฏานเค้าไม่อยู่กันเบียดเสียดยัดเยียด บ้านจะแอบอยู่ใต้ดงสนภูเขา มีทางแยกเล็ก ๆ ไปจากถนนใหญ่ ชนิดไม่บอก เราก็คงไม่รู้หรอกว่ามีบ้าน 
 
 นอกจากตัวทาคินและบ้านคนรวย บนเขายังมีโรงแรมมอติธัง เป็นโรงแรมเก่าที่สร้างขึ้นเพื่อเชิญแขกต่างประเทศมาพักในงานเถลิงราชสมบัติของกษัตริย์องค์ก่อน (องค์ที่ 4 พระราชบิดาของเจ้าชายจิกมี) ในค.ศ.1975 ยังเป็นที่ตั้งของวัด Changangkha หรือวัดชันกังคา วัดเก่าแก่ของทิมปู สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นทั้งวัดเป็นทั้งป้อมคอยป้องกันเมือง เรียกว่าเขามอติธังสำคัญไม่น้อยเลยนะ (บางคนเรียกว่าเนิน แต่ดูจากสภาพสูงชันแล้ว ผมเรียกว่าภูเขา เพื่อให้คุณเข้าใจง่ายขึ้นครับ) 
 
 จะมีวัดจะมีโรงแรม ข้าพเจ้าก็ไม่สน เราจะดูทาคิน คุณรูตาเห็นความคลั่งสัตว์ปานนั้น จึงรีบบอกคุณนพให้พาเราไปยอดเขา ทางขึ้นอยู่ริมเมืองครับ เหมือนดอยสุเทพอยู่ริมเชียงใหม่ ขึ้นไปสักหน่อย ถนนลัดเลาะลอดใต้ป่าสนหนาทึบ อากาศเย็นเฉียบบริสุทธิ์ชื่นใจสไตล์อะโรมาเทอราปี สูดดมแล้วอิจฉาคนภูฏานเป็นยิ่งนัก ขนาดเป็นเมืองหลวง ยังมีป่าสมบูรณ์ปานนี้ แล้วในป่าของจริง จะสวยปานไหนล่ะเนี่ย 
 
 เราขึ้นมาจนถึงระดับความสูงกว่า 2,600 เมตร มีลานจอดรถเล็ก ๆ ตรงหน้า พร้อมกับป้ายบรรยายความเป็นมาของทาคิน ถึงตอนนี้ เราต้องออกแรงเดินแล้วครับ หนูดาวเดินฉับ ๆ ไปข้างหน้า แต่ไม่ถึงห้านาที เธอหอบแฮ่ก ระวังสังขารไว้บ้างก็ดีอีหนูเอ๊ย อยู่ที่ซอยเอกมัยในความสูงเฉียดระดับน้ำทะเล น้องก็เอาแต่นอนนิ่ง พอมาที่สูงกว่าภูกระดึงสองภูซ้อนกัน น้องดันเดินฉับ น้องไม่เป็นลมตายกลายเป็นดาวคินก็บุญแล้ว (ดาวคิน หัวเหมือนหนูดาว ลำตัวเหมือนสาววัยสิบเจ็ด หรือเปลี่ยนทั้งหัวทั้งตัวเลยดีกว่า ? วุ้ย…คิดแล้วกลุ้ม) 
 
 ทางเดินพาเราไปตามหมู่สนภูเขา ขึ้นบ้างลงบ้างสักห้านาที เราเจอสัตว์มีเขารายแรก ผมผู้กำลังหอบแฮ่ก ด้วยต้องแบกทั้งกล้องทั้งวิดีโอ รู้สึกดีใจไชโย ปรากฏว่า ไชโยเก้อ เจ้านี่ไม่ใช่ทาคิน เป็นกวางธรรมดา เมืองไทยก็มี จึงจำใจต้องแบกกล้องต่อไป จนหอบได้สองแฮ่ก ผมเริ่มเห็นวี่แววของตัวทาคิน 
 
 มองลอดจากซี่ลูกกรงตรงหน้า ผมเห็นสัตว์ตัวสีน้ำตาลอยู่รำไร จึงรีบชักเลนส์ยาวหนึ่งศอกขึ้นมาถ่าย ได้ทาคินตัวใหญ่กว่าแมลงวันหน่อยนึง รูตาเห็นแล้วยิ้ม ยูเดินตามไอต่อมาเถิด เดี๋ยวจะมีจุดที่รั้วต่ำ ทาคินเข้ามาใกล้ ยูสามารถถ่ายภาพได้สบายกว่านี้ สิ่งที่รูตาบอกเป็นจริง หากใครตามผมไปดูทาคิน ขอให้เดินจนรอบกรง (ยักษ์) คุณจะเจอบริเวณดังกล่าว จากมุมนี้ เราเห็นทาคินเสรีภายใต้ดงสน ดูแล้วให้อารมณ์คล้ายไปซาฟารีดูทาคินในธรรมชาติ 
 
 แม้สวนสัตว์เปิดจะมีแค่กวางกับทาคิน แต่บรรยากาศรื่นรมย์นัก นักท่องเที่ยวมีน้อยมากถึงไม่มีเลย สนภูเขาก็ต้นใหญ่ต้นโต ลูกสนใหญ่กว่าของบ้านเราตั้งเยอะ บางลูกยาวเกือบศอก หนูดาวหยิบขึ้นมา มองซ้ายมองขวา กะจิ๊กลูกสนเป็นของฝาก คุณรูตาเห็นเข้าก็หัวเราะ อดใจรอก่อนเถอะนะยู รอให้ไปถึงบุมตัง ยูจะเจอลูกสนใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้ ค่อยไปเก็บตอนนั้นก็ได้ (แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เก็บ แถมผมยังเกลียดลูกสนเข้าไส้ อยากรู้ว่าทำไม อดใจอ่านต่อไปครับ) 
 
 เสร็จสิ้นจากการชมทาคิน เรานั่งรถลงจากเขา คุณนพเลี้ยวซ้ายป่ายขวา พาเราไปหามุมชมเมืองชั้นดีจากที่สูง บางทัวร์จะไปดูวิวจากวัดชันกังคา แต่วิวจากถนนเห็นชัดกว่า โดยเฉพาะทิมปูซอง หรือเรียกตามชื่อจริง ตาชิโซซอง (Tashicho Dzong) 
  
 ซอง
คืออะไร ? อธิบายแบบเอาง่ายเข้าว่า ซองเป็นทั้งวัดทั้งสถานที่ราชการ เป็นป้อมปราการด้วยครับ ศาสนาพุทธ นิกายลามะ ต่างจากพุทธแบบไทย ลามะเป็นผู้นำศาสนา และบางครั้งเป็นผู้นำในเรื่องอื่น ๆ เช่น ท่านซับดรุง ผู้รวบรวมภูฏาน ซองจึงเป็นทุกอย่างของเมือง วัดสำคัญก็อยู่ในซอง กระทรวงและที่ทำการเมืองก็อยู่ในซอง ไม่ว่าเราไปเมืองไหน สถานที่สำคัญสุดที่ต้องไปเยี่ยมชมก็คือซองครับ 
 

“ก๋วยเตี๋ยวแคะ” ไร้ชื่อ รสมือภัตตาคาร

January 31, 2010

บรรยากาศโต๊ะนั่งร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ

 หลังจากผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่มาได้สักพัก “ผ่านมาแวะกิน” เพิ่งจะมีโอกาสได้เดินทางไปทำบุญฉลองปีใหม่เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตัวเองมา โดยเราได้ไปทำบุญไหว้พระที่วัดหัวลำโพง ตรงสามย่าน แล้วก็เลยไปทำบุญบริจาคโลงศพที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน พอได้ทำบุญแล้วก็ช่างรู้สึกดีแก่จิตใจ และอิ่มเอิบบุญเอามากๆ แต่ว่าหลังจากที่อิ่มบุญอิ่มใจแล้ว แต่ว่าท้องมันไม่อิ่มไปด้วยน่ะสิ เพราะว่ากระเพาะน้อยๆ มันดันร้องจ๊อกๆ หิวโหย อยากหาของกินมาดับความหิวให้อิ่มท้องไปด้วย 
 
 งานเข้าแบบนี้จะไม่ตามใจปากท้องก็ไม่ได้ เราเลยรีบเดินออกมาจากที่ทำบุญ ซอกแซกหาของกินแถวๆ นั้นมาสนองความหิวกันดีกว่า และหลังจากที่ได้เดินลัดเลาะเข้ามาตรงซอยหลังวัดลำโพง ติดกับโรงเรียนวัดหัวลำโพง เราก็มาเจอะเจอเข้ากับร้านก๋วยเตี๋ยวร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งเข้า เห็นมีผู้คนนั่งกินมากมาย ครั้นเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวแคะ ที่ดูชวนกินไม่น้อยเลย เราเลยตกลงใจขอฝากท้องกับก๋วยเตี๋ยวแคะร้านนี้ก็แล้วกัน 
 

คุณพรรณี ชอบนิทัศน์ เจ้าของร้าน

 ร้านก๋วยเตี๋ยวแคะร้านนี้ นั้นเป็นร้านเล็กๆ ไม่มีชื่อร้าน แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่แถวนี้ก็มักเรียกกันติดปากว่าร้าน“ก๋วยเตี๋ยวแคะ” นี่แหละ โดยมีคุณพรรณี ชอบนิทัศน์ เป็นเจ้าของร้าน หลังจากที่ได้พูดคุยกัน ก็ทำให้รู้ว่าร้านนี้เปิดขายก๋วยเตี๋ยวแคะมานานร่วม 20 ปีแล้ว 
 
 ก๋วยเตี๋ยวแคะของที่นี่ต้องบอกว่าเป็นแบบสูตรของคนจีนแคะแท้ๆ ที่คุณพรรณีสืบทอดสูตรเด็ดนี้มาจากคุณยาย และความโดดเด่นของก๋วยเตี๋ยวแคะของร้านนี้ก็อยู่ตรงที่ลูกชิ้นแคะนี่แหละที่มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งลูกชิ้นแคะของที่นี่คุณพรรณีลงมือทำเองแบบสดใหม่ทุกวัน และทำในปริมาณที่ไม่มาก เรียกว่าหมดแล้วหมดเลย ไม่มีเพิ่มและไม่มีเก็บเป็นของเหลือค้างคืน 
 

ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นหมี่น้ำ

 สำหรับลูกชิ้นแคะที่ทางร้านทำเองและใส่มาในก๋วยเตี๋ยวก็มี ลูกชิ้นเต้าหู้ยัดไส้ ที่ถือว่าเป็นลูกชิ้นตัวเอกของก๋วยเตี๋ยวแคะเลย ทำมาจากหมูสับ เนื้อกุ้งแห้ง เนื้อหมึกแห้ง เนื้อปลากราย ที่ผสมคลุกเคล้าปรุงรสเข้าด้วยกัน แล้วนำมายัดเป็นไส้ใส่มาในเต้าหู้ขาว และนำไปนึ่งจนสุก ชิมรสชาติแล้วต้องบอกว่าหอมกลิ่นเต้าหู้อ่อนๆ ขึ้นจมูก ตัวเต้าหู้นุ่มนิ่มเข้ากับไส้เนื้อนุ่มที่ออกรสกลมกล่อมถูกปากดี 
 

ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นใหญ่แห้ง

 ลูกชิ้นตัวต่อมาคือ ลูกชิ้นทอด เป็นลูกชิ้นลูกกลมทำมาจากหมูสับ กุ้งแห้ง หมึกแห้ง และเนื้อปลากราย ที่ผสมปรุงรสคลุกเคล้าให้เข้ากัน และปั้นด้วยมือเป็นลูกกลมนำไปลวก แล้วก็นำมาทอดอีกที กินแล้วได้รสชาติของลูกชิ้นรสดีที่เคี้ยวแบบเต็มปากเต็มคำ 
 
 อีกหนึ่งลูกชิ้นที่ทางร้านทำเองคือ ลูกชิ้นหมู เป็นลูกชิ้นที่ทำมาจากหมูสับ ผสมกับเนื้อปลากราย กุ้งแห้ง และหมึกแห้ง ที่นวดเคล้าปรุงรสให้เข้มข้น เน้นใส่พริกไทยด้วย ปั้นเป็นลูกด้วยมือเช่นกันแล้วนำมานึ่ง กินแล้วลูกชิ้นเนื้อนุ่มเคี้ยวเด้งหนึบออกรสเข้มข้นพริกไทย และก็ยังมีลูกชิ้นอีก 2 อย่างที่ใส่มาในก่วยเตี๋ยว คือ ลูกชิ้นปลา และฮือก้วย ที่ถึงแม้ว่าทางร้านจะไม่ได้ทำเอง แต่ก็เลือกมาจากร้านที่ทำลูกชิ้นอย่างดี กินแล้วไม่คาว 
 

เกาเหลาลูกชิ้น

 และนั่นคือเครื่องลูกชิ้นที่ใส่มาในก๋วยเตี๋ยวแคะของที่นี่ ขอบอกว่าจะสั่งก๋วยเตี๋ยวแคะมากินแบบน้ำก็อร่อยเข้าท่าดี เพราะจะได้ซดน้ำซุปกระดูกหมูร้อนๆ ที่รสชาติกลมกล่อมหวานน้ำต้มกระดูก หรือถ้าจะสั่งแห้งมากินก็เลิศลิ้นไม่แพ้กัน ซึ่งเส้นก๋วยเตี๋ยวของที่นี่ก็มีให้เลือกอยู่หลายอย่างมีทั้ง เส้นเล็ก เส้นหมี่ เส้นใหญ่ บะหมี่เหลือง และเกี๊ยมอี๋ แต่ถ้าใครไม่ชอบกินเส้นก็สั่งเป็นเกาเหลาลูกชิ้นล้วนๆ มากินกันไปเลย และราคาก๋วยเตี๋ยวแคะของที่นี่ขายอยู่ที่ธรรมดา ชามละ 30 บาท พิเศษ 35 บาท เรียกได้ว่าหากได้มาลองลิ้มแล้วเป็นได้อิ่มแบบสบายท้องในราคาย่อมเยา 
 
 รายงานสดจากพื้นที่ข่าวเดินทางไปที่นี่Latitude: 13.732277 Longitude: 100.528468 
 
 * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 
 
 ร้าน ก๋วยเตี๋ยวแคะ ตั้งอยู่ที่ 39 ถ.สี่พระยา เขตบางรัก กทม. การเดินทางจากวัดหัวลำโพง เดินมาที่ซอยหลังวัดหัวลำโพง เข้าซอยมาแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงมาอีกนิดก็จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวแคะตั้งอยู่ขวามือ เป็นร้านเล็กๆ หรือถ้าจะเดินเข้าทางด้านร้านดอกไม้ ฟลาวเวอรี่ก็ได้ สามารถเดินทะลุออกมาทางหลังร้านก็จะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-14.30 น. โทร. 0-2267-0906, 0-2233-0471 
 
 คลิก!! อ่านรายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “ก๋วยเตี๋ยวแคะ” 
 

รายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “ก๋วยเตี๋ยวแคะ”

January 31, 2010

 ชื่อร้าน : ก๋วยเตี๋ยวแคะ 
 
 
 ประเภทอาหาร : ก๋วยเตี๋ยวแคะ 
 
 เมนูจานเด่น : ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นหมี่น้ำ, ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นใหญ่แห้ง, เกาเหลาลูกชิ้น 
 
 บรรยากาศร้าน : ร้านเล็กๆ มีโต๊ะให้นั่งสบาย 
 
 ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 39 ถ.สี่พระยา เขตบางรัก กทม. การเดินทางจากวัดหัวลำโพง เดินมาที่ซอยหลังวัดหัวลำโพง เข้าซอยมาแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงมาอีกนิดก็จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวแคะตั้งอยู่ขวามือ เป็นร้านเล็กๆ หรือถ้าจะเดินเข้าทางด้านร้านดอกไม้ ฟลาวเวอรี่ก็ได้ สามารถเดินทะลุออกมาทางหลังร้านก็จะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ 
 
 เวลาเปิด-ปิด : เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-14.30 น. 
 
 เบอร์โทรศัพท์ : 0-2267-0906, 0-2233-0471 
 

ททท. ชวนร่วมงาน เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน

January 28, 2010

 ททท. ร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรี จัดงาน เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ขึ้นในวันที่ 21 ก.พ. 1 มี.ค. 2553 ณ วัดสระมรกต อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เพื่อสืบสานเรื่องราวในพุทธกาลเกี่ยวกับวันมาฆบูชา ส่งเสริมกิจกรรมทางพุทธศาสนา ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องทางพุทธศาสนาและโบราณสถานของจังหวัดปราจีนบุรีให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ แต่งชุดขาวร่วมปฏิบัติธรรมและฝึกสมาธิ ณ วัดสระมรกต ร่วมตักบาตรและถวายภัตตาหารเพลกับพระภิกษุสงฆ์ระหว่างเดินธุดงค์ผ่านอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี เที่ยวโบราณสถานเมืองศรีมโหสถต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์-หลวงพ่อทวารวดี ชมการแสดงแสง สี เสียง เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาและวิถีชีวิต 
 
 
 ศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เผยว่า จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยคณะสงฆ์จังหวัดปราจีนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปราจีนบุรี และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก กำหนดจัดงาน เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2553 ณ วัดสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เชิญแต่งชุดขาวร่วมปฏิบัติธรรมและฝึกสมาธิ ณ วัดสระมรกต (27 กุมภาพันธ์1 มีนาคม 2553) 
 
 ร่วมอนุโมทนาบุญตักบาตรและถวายภัตตาหารเพลกับพระภิกษุสงฆ์ระหว่างเดินธุดงค์ผ่านอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี เส้นทางเดินธุดงค์เริ่มต้นที่อำเภอบ้านสร้าง ณ วัดบางแตน วัดบางเตย วัดบางกระเบา วัดพิกุล อำเภอเมืองปราจีนบุรี ณ วัดโบสถ์ วัดเลียบ วัดหาดยาง อำเภอศรีมหาโพธิ ณ วัดใหม่กรงทอง-สถานที่ปฏิบัติธรรมป่าช้าเกาะสมอ อำเภอศรีมโหสถ – วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ – วัดสระมรกต รวมระยะทางทั้งสิ้น 91 กิโลเมตร (21- 27 กุมภาพันธ์ 2553) 
 
 เที่ยวโบราณสถานเมืองศรีมโหสถต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์-หลวงพ่อทวารวดี ด้วยบริการรถพ่วง นำชมโดยมัคคุเทศก์น้อยเล่าเรื่องเมืองเก่า ศรีมโหสถ เมืองซ้อนเมืองในกลุ่มโบราณสถานสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี (21 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2553) 
 
 ชมการแสดงแสง สี เสียง เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาและวิถีชีวิต (26-27 กุมภาพันธ์ 2553) และรับประทานอาหารแบบพาแลงชิมอาหารพื้นบ้าน (26 กุมภาพันธ์ 2553) 
 
 ชมขบวนแห่โคมประทีป ฟังเทศน์โอวาทปาฏิโมกข์ จุดเทียนธูปถือดอกไม้งาม ทำใจให้ผ่องแผ้วร่วมพิธีเวียนเทียนรอบรอยพระพุทธบาทคู่ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จุดตะคันตามประทีปและปล่อยโคมสวรรค์เพื่อเป็นพุทธบูชา (28 กุมภาพันธ์ 2553) และเลือกซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์และสินค้าพื้นเมืองของปราจีนบุรี (21 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2553 ณ วัดสระมรกต) 
 
 ด้านบังอร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพุทธศาสนา เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ให้เป็นงานเทศกาลงานประเพณีประจำจังหวัดโดยจะมุ่งเน้นให้ชาวพุทธศาสนิกชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้มีโอกาสเดินทางมาร่วมงาน ซึ่งสถานที่จัดงานถือว่ามีความสำคัญต่อการเผยแผ่ศาสนาพุทธดินแดนแถบนี้ 
 
 โบราณสถานสระมรกต เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่จัดงาน ประกอบด้วย กลุ่มอาคารโบราณสถาน และรอยพระพุทธบาทคู่ที่แกะสลักลงไปบนพื้นศิลาแลงธรรมชาติ จากการศึกษา รอยพระพุทธบาทสร้างขึ้นตามความเชื่อในการสร้างอุทเทสิกเจดีย์ เพื่ออุทิศแก่พระพุทธองค์ตามคติของอินเดียโบราณก่อนที่จะมีการสร้างพระพุทธรูป หรือเพื่อเป็นบริโภคทรัพย์ โดยถือเสมือนว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังที่นี้ หรือเป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ศาสนาของพระพุทธองค์ได้เผยแผ่มายังที่นี้ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่การจัดงาน บรรยากาศยามค่ำคืนที่โบราณสถานสระมรกตและความสำคัญของวันสำคัญทางพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนที่ร่วมทำบุญ บำเพ็ญศีล ร่วมงานเทศกาลมาฆบูชาด้วยจิตใจที่สงบ จะได้รับความเจริญ ความสุขให้กับชีวิตเพื่อเป็นแรงและกำลังใจให้ต่อสู้กับชีวิตการงานต่อไป บังอร กล่าว 
 
 ส่วนอธิชา โรจนสุวรรณ ผู้อำวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานนครนายก กล่าวเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาพักผ่อนในช่วงนี้สามารถจัดสรรเวลามาเที่ยวพักผ่อนและร่วมทำบุญในช่วงวันมาฆะบูชา สามารถเริ่มต้นการเดินทางออกจากบ้านแต่เช้า ชม ศูนย์ไม้ดอกไม้ประดับใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่คลอง 15 องครักษ์ ชมเขตทหารน่าเที่ยวที่ โรงเรียนนายร้อย จปร. หรือ โรงเรียนเตรียมทหาร จากนั้นเดินทางเข้าตัวเมืองนครนายก ใช้ถนนหมายเลข 3049 เพื่อสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ เขื่อนขุนด่านปราการชล พักผ่อนนอนเต็นท์บนมรดกโลกเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หรือพักผ่อนใน รีสอร์ท / โรงแรมหลายแบบหลากบรรยากาศ 
 
 เช้าวันใหม่ของวันที่สอง ฟังเรื่องเล่าความรักและภักดีของท่านเจ้าของตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยนวดแผนไทย และชมความตั้งใจของคนปราจีนบุรีที่มีใจรักษ์ในของเก่า และฟังเรื่องเล่าเรื่องเก่าเมืองปราจีน ณ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ศูนย์รวมของเก่าและตะเกียงเจ้าพายุนับหมื่นดวง 
 
 ช่วงบ่าย เดินทางกลับทางจังหวัดฉะเชิงเทรา ผ่านกลุ่มโบราณสถานสระมรกต ชมรอยพระพุทธบาทคู่ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่งรถพ่วงชมกลุ่มเมืองซ้อนเมือง เมืองศรีมโหสถ สักการะต้นโพธิศรีมหาโพธิ์ ขอพรหลวงพ่อทวาราวดี เลือกซื้อของฝากสินค้าพื้นเมืองภายในงานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2553 ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 
 
 นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี โทร.0-3745-2125-6 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก โทร.0-3731-2282, 0-3731-2284 หรือ www.tat8.com 
 

ออกลายอร่อยที่ เสือนอนกิน

January 28, 2010

บรรยากาศชวนนั่งสบายๆ ของร้าน เสือนอนกิน

 ปีนี้เป็น ปีเสือ หลายๆ คนมักเกรงกลัวว่าจะเป็นปีเสือดุ ตระเวนกิน ว่าปีนี้เสือจะดุหรือไม่ดุ จะเป็นปีที่ดีมีความสุขมากน้อยแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของตัวเราเองมากกว่า ที่จะต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีสติ และใช้จ่ายแบบพอเพียง เพียงเท่านี้ก็จะมีแต่สิ่งที่ดีและมีความสุขกันแล้ว 
 
 และเพื่อเป็นการเพิ่มความสุขให้กับชีวิตมากยิ่งขึ้น บวกกับเพิ่มความอิ่มให้กับท้องไปในตัวด้วย ในมื้อนี้เราจะขอพามิตรรรักนักกินไปตระเวนกินอาหารอร่อยๆ กันยังร้านอาหารน่ารักๆ ตั้งแต่ชื่อร้านที่มีชื่อเก๋ๆ ว่า เสือนอนกิน ซึ่งที่นี้มีทั้งอาหารดีรสเด็ด และบรรยากาศสบายๆ ราวกับเหมือนมานั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านเพื่อน 
 

โต๊ะเก้าอี้โซฟาเก๋ๆ มีให้เลือกนั่ง

 ร้าน เสือนอนกิน แห่งนี้เกิดขึ้นมาจากกลุ่มเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนทุกคนต่างเกิดปีเสือเหมือนกันหมด จึงได้นำเอามาตั้งเป็นชื่อร้าน และต่างมีความต้องการให้เป็นร้านอาหารที่มีบรรยากาศสบายๆ จึงได้นำเอาบ้านสีขาวหลังงามมาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ที่มีบรรยากาศให้เลือกนั่งถึง 2 โซนด้วยกัน คือด้านในตัวบ้านเป็นห้องแอร์นั่งเย็นสบาย ภายในมีโต๊ะเก้าอี้โซฟาแบบหลายหลากรูปแบบให้เลือนั่งตามใจชอบ แต่ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบชิลล์ ชิลล์ รับลมธรรมชาติเย็นๆ แนะนำว่าเป็นโซนเทอเรซด้านนอก และมุมสวนเล็กๆ ที่จัดตกแต่งอย่างน่ารัก มีโต๊ะเก้าอี้โซฟาดีไซน์เก๋ๆ ให้เลือกนั่งแบบหลากหลายมุม แถมยังมีเพลงเพราะๆ เปิดให้ฟังด้วย และถ้าเป็นวันพุธ-วันเสาร์ ตั้งแต่ 21.00 น. เป็นต้นไป จะมีนักดนตรีมาเล่นเพลงสไตล์อะคูสติกให้ฟังแบบเพลินเพลินจำเริญใจ 
 
 เมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ดี ดนตรีที่ไพเราะแล้ว ก็ย่อมจะขาดอาหารที่เลิศรสไม่ได้ อาหารของที่นี่เน้นเป็นอาหารไทย ที่ทางเจ้าของร้านได้คัดสรรเอาแต่ของอร่อยๆ จากหลากหลายที่มารวมไว้เป็นเมนูจานเด็ดแบบมากมาย แถมยังปรุงอาหารแบบไม่ใส่ผงชูรสด้วย 
 

เกี๊ยวปลาท่าฉลอม

 สำหรับเมนูจานเด่นที่เราได้ลองลิ้มแล้วโดนใจปาก และอยากแนะนำให้ลองชิมกันก็มีอยู่หลายเมนูด้วยกัน เมนูแรกเป็นของกินเล่นเบาๆ ท้องขายดีประจำร้าน นั่นคือ เกี๊ยวปลาท่าฉลอม (60 บาท) เป็นเกี๊ยวปลาชื่อดังจากท่าฉลอง ที่ใช้เนื้อปลามาบดทำเหมือนแผ่นเกี๊ยว และทางร้านนำมาทอดจนเหลืองกรอบชวนกิน หยิบชิ้นเกี๊ยวปลาส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วมกรุบกรอบถูกปากดี มาพร้อมกับน้ำจิ้มหวานๆ เผ็ดๆ สูตรเด็ดของทางร้าน 
 

หมึกย่างน้ำจิ้มถั่วตัด

 จานถัดมาใครที่ชอบกินหมึกเป็นต้องถูกใจ หมึกย่างน้ำจิ้มถั่วตัด (180 บาท) หมึกศอกสดๆ ที่สั่งตรงจากอ่าวประจวบฯ นำมาย่างบนเตาถ่านจนหมึกสุกได้ที่ แล้วหั่นมาเป็นชิ้นๆ เสิร์ฟพร้อมน้ำซีฟู้ดผสมกับถั่วตัดเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานขึ้น กินหมึกย่างเนื้อนุ่มแน่นเคี้ยวหนึบปาก หวานสดไม่คาว กินเข้ากันกับน้ำจิ้มรสเด็ดออกหวานๆ เผ็ดนิดหน่อย 
 

ปลาทูโป๊ะทอดราดพริกตำ

 จากนั้นมากินปลากันบ้างดีกว่า ชื่อเมนูว่า ปลาทูโป๊ะทอดราดพริกตำ (140 บาท) เป็นปลาทูสดจากแม่กลองนำมาทอด แล้วทางร้านก็นำพริกขี้หนู กระเทียม ผักชีมาโขลกรวมกันปรุงรสและนำมาราดบนตัวปลาทู ลิ้มรสชาติปลาทูทอดเนื้อแน่นมันๆ เข้ากันดีกับเครื่องพริกที่ราดมาออกรสเผ็ดลิ้นถูกปากดีแท้ 
 

ไก่บ้านตะนาวศรีรวนสมุนไพร

 ต่อมาขอนำเสนอเมนู ไก่บ้านตะนาวศรีรวนสมุนไพร (140 บาท) ทางร้านเลือกใช้ไก่บ้านตะนาวศรี นำมาสับและรวนกับสมุนไพรไทยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ข่า ตระไคร้ หอมแดง ใบมะกรูด และปรุงรสตามสูตรเด็ดเฉพาะของทางร้าน ชิมไก่ได้กลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อนๆ ขึ้นจมูก พร้อมกับได้รสชาติของเครื่องสมุนไพรที่ปรุงได้กลมกล่อมเข้ากับเนื้อไก่นุ่มๆ 
 

พริกยำไข่ยางมะตูม

 เมนูของอร่อยยังถูกเสิร์ฟมาอย่างต่อเนื่อง มากันที่เมนูนี้ พริกยำไข่ยางมะตูม(80บาท) เป็นไข่ต้มยางมะตูมที่ราดมาด้วยพริกยำสูตรเด็ดที่ทำมาจากพริกหนุ่มเผา แล้วปรุงกับน้ำยำสูตรเฉพาะของทางร้าน และใส่หมูสับกับกุ้งลวกด้วย กินไข่ต้มยางมะตูมเข้ากับรสชาติของพริกยำที่ออกรสกลมกล่อมถูกปากโดนใจนักเชียว 
 

แฮมซี่โครงอ่อนทอดพร้อมสลัดและมันบด

 แฮมซี่โครงอ่อนทอดพร้อมสลัดและมันบด (250บาท) เมนูนี้ก็ชวนกินไม่แพ้กัน เป็นแฮมซี่โครงอ่อนรสเด็ดที่ทางร้านเลือกสรรมาอย่างดีนำมาทอดให้สุก แล้วหั่นมาเป็นชิ้นๆ เสิร์ฟพร้อมกับมันบด และสลัดผัก ชิมแฮมซี่โครงอ่อนได้กลิ่นรมควันหอมๆ เนื้อแฮมนุ่มออกรสเค็มนิดๆ 
 

ต้มส้มปลากระบอก

 มาส่งท้ายด้วยเมนูน้ำๆ ซดล่องคอ อย่างต้มส้มปลากระบอก (160 บาท) ทางร้านนำปลากะบอกเนื้อแน่นเอามาต้มส้มปรุงรสใส่กระเทียมเจียว ขิง น้ำมะขามเปียก น้ำตาลมะพร้าว ซดน้ำแกงต้มส้มร้อนๆ รสชาติเข้มข้นออกเปรี้ยวๆ หวานๆ เนื้อปลากระบอกก็นุ่มและไม่เหม็นคาวเลย 
 

บรรยกาาศโต๊ะนั่งด้านใน

 และนี่ก็คือหลายเมนูเด็ดที่ชวนลองลิ้ม แต่ถ้าใครคิดว่ายังไม่อิ่มพอก็ขอเมนูมากางเปิดสั่งเพิ่มเติมอีกได้ เพราะว่ายังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสั่งมากินอีกมากมาย อาทิ ปลาสีกุนย่างเกลือ(140 บาท) กุ้งตะกาดอบเกลือ (160 บาท) เนื้อริบอายย่างจิ้มแจ่ว (180 บาท) ส้มตำปู (80 บาท) กะหล่ำผัดน้ำปลา (80บาท) ลอดช่องไทยวัดเจษฯ (40 บาท) และที่นี่ยังมีเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ทุกอย่าง และค็อกเทลบริการด้วย เอาเป็นว่าสำหรับใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่ชวนนั่งด้วยบรรยากาศอันแสนสบาย พร้อมทั้งมีอาหารรสเลิศให้ได้อิ่มหนำสำราญใจ ขอแนะนำว่าร้าน เสือนอนกิน เป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าสนใจไม่น้อยเลย 
 
 * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 
 
 ร้าน เสือนอนกิน ตั้งอยู่ที่ 231/2 ซอย สุขุมวิท 31 ถ.สุขุมวิท แขวง คลองตันเหนือ เขต วัฒนา กรุงเทพฯ การเดินทางจากถ.สุขุมวิท วิ่งตรงมายังซ.สุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี) ให้เลี้ยวเข้าซอยไปจะเจอสี่แยกแล้วให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปจะเจอทางบังคับเลี้ยวขวา 2 ครั้ง และบังคับเลี้ยวซ้ายอีก 1 ครั้งก็จะถึงร้านเสือนอนกิน มีที่จอดรถด้านหน้าร้าน เปิดจันทร์-เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) เวลา 17.00-24.00 น. แนะนำว่าถ้ามากินควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนจะดีกว่าที่เบอร์ 0-2662-1779 ,08-9500-7885 
  
 คลิก!! อ่านรายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “เสือนอนกิน” 
 

รายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “เสือนอนกิน”

January 28, 2010

 ชื่อร้าน : เสือนอนกิน 
 
 
 ประเภทอาหาร : อาหารไทย 
 
 เมนูจานเด่น : เกี๊ยวปลาท่าฉลอม, หมึกย่างน้ำจิ้มถั่วตัด, ปลาทูโป๊ะทอดราดพริกตำ, ไก่บ้านตะนาวศรีรวนสมุนไพร 
 , พริกยำไข่ยางมะตูม, แฮมซี่โครงอ่อนทอดพร้อมสลัดและมันบด, ต้มส้มปลากระบอก 
 
 บรรยากาศร้าน : เป็นบ้านดัดแปลงเป็นร้านอาหารโปร่งโล่งนั่งสบาย มีห้องแอร์ด้วย 
 
 ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 231/2 ซอย สุขุมวิท 31 ถ.สุขุมวิท แขวง คลองตันเหนือ เขต วัฒนา กรุงเทพฯ การเดินทางจากถ.สุขุมวิท วิ่งตรงมายังซ.สุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี) ให้เลี้ยวเข้าซอยไปจะเจอสี่แยกแล้วให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปจะเจอทางบังคับเลี้ยวขวา 2 ครั้ง และบังคับเลี้ยวซ้ายอีก 1 ครั้งก็จะถึงร้านเสือนอนกิน 
 
 สถานที่จอดรถ : มีที่จอดรถด้านหน้าร้าน 
 
 บัครเครดิต : รับบัตรเครดิต 
 
 เวลาเปิด-ปิด : เปิดจันทร์-เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) เวลา 17.00-24.00 น. 
 
 เบอร์โทรศัพท์ : แนะนำว่าถ้ามากินควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนจะดีกว่าที่เบอร์ 0-2662-1779 ,08-9500-7885 
 

อิ่มอร่อยกับติ่มซำสูตรใหม่ ที่ รร.โนโวเทล กรุงเทพฯ

January 28, 2010

 ติ่มซำนึ่งร้อนๆ ในเข่ง ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปา ขนมจีบ ฮะเก๋า และอีกหลายหลาก คาดว่าคงจะเป็นเมนูที่ชวนให้กินได้อิ่มท้องแบบสบายๆ ซึ่งถ้าใครชื่นชอบกินติ่มซำ พากันมาได้ที่ ห้องอาหารจีน ลก หว่า ฮิน โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามแสควร์ เชิญมาเปิดรับศักราชใหม่กับสุดยอด ติ่มซำสูตรใหม่ล่าสุด ที่คิดค้นสูตรอร่อยเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใครหลากหลายรสหลายรูปแบบ อาทิ ขนมจีบปลานกแก้ว ขนมจีบปลาแซลมอน ฮะเก๋าปูอลาสก้า ฝั๋นโก๋หอยแครง ฯลฯ อร่อยแบบสุดคุ้มทานได้ไม่อั้นในราคาท่านละ520บาท++ โทร.0-2209-8888ต่อ ห้องอาหารจีนลก หว่า ฮิน 
 
 
 

 หลังจากอิ่มกับติ่มซำกันแล้ว ก็มาอร่อยกับอาหารจีนรสเลิศกันต่อ ซึ่งที่ห้องอาหารจีนหยก(ชั้น2)โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ จัดเตรียมเมนูพิเศษ พระกระโดดกำแพง ในราคา1,280บาท++ ๆ ไว้คอยบริการให้ได้ลองลิ้ม และบำรุงสุขภาพ นอกจากนี้ในมื้อกลางวัน ยังมีติ่มซำและเมนูเด็ดให้เลือกอิ่มอร่อยอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนมีค.53นี้ โทร.0-2276-4567 ต่อ 8429-30 
 
 
 

 กินอาหารจีนแล้วหันมากินอาหารไทยกัรนบ้าง เพราะที่ห้องอาหารไทย สมูท เคอร์รี่ โรงแรม พลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน นำเสนอเมนูใหม่ด้วยสูตรต้นตำรับอาหารชาววังที่ผ่านการพิถีพิถันขนานแท้และมีจานที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อเพิ่มประสบการณ์อันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นจานเด็ดเช่น ปูอลาสก้าผัดผงกระหรี่ กุ้งนางฟ้า พะแนงล็อบสเตอร์ หอยเชลส์กะทะร้อน แกงบวดสามกษัตริย์ กล้วยบวดชีโรยด้วยงาหอม เป็นต้น โทร.0-2650-8800 ต่อ 4340 
 

 แล้วถ้าใครชอบกินเนื้อพากันมาได้ที่ ห้องอาหารเวอร์ทิโก้ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ทีมพ่อครัวของห้องอาหารเวอร์ทิโก้ได้คัดสรรค์เนื้อชั้นเยี่ยมนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอาร์เจนติน่า มาให้ได้ลองลิ้มกัน เพื่อต้อนรับศักราชใหม่ โดยมีขนาดให้เลือก2ขนาด250กรัม และ400กรัม เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป โทร.0-2679-1200 
 

 ด้านห้องอาหารสลีบันยัน โรงแรมศิริปันนาวิลลารีสอร์ท เชียงใหม่ เซ็นทารา บูติกคอเลกชัน เปิดให้บริการแล้วพร้อมให้ทุกท่านลิ้มลองความสดอร่อยของนานาชาติทั้งในบุฟเฟต์ และa la cart(อาหารตามสั่ง) ที่เรียงรายจากทั่วทุกมุมโลก ให้ท่านได้อร่อยกับอาหารไทย เอเชีย ยุโรป อาหารทะเล และของอีกนานาของหวาน โทร.0-533-71999 
 
 
 

 ส่วนที่ห้องอาหาร เดอะ มอนติ โรงแรมมณเฑียร กรุงเทพ ชวนมาสัมผัสรสชาติความอร่อยของ ผัดเห็ดรวมกับไวน์ขาว และเมนูเรียกน้ำย่อยสุดโปรด ตามด้วยเมนคอร์สอย่าง ขาแกะตุ๋นกับถั่วแคนเนลินีเสิร์ฟกับมันฝรั่งบด ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีและปิดท้ายมื้ออาหารด้วยสตรอเบอรี่มูส โทร.0-2233-7060 ต่อ 5116 
 

 ปิดท้ายที่โอ บอง แปง ต้อนรับเดือนแรกของปีด้วยการเอาใจคนรักเบเกิลด้วย4รสชาติใหม่สูตรซีโร่แกรมทรานซ์แฟต ได้แก่ ไวลด์บลูเบอรี่(40บาท) เบเกิลช็อกโกแลต(40บาท) เบเกิลโอลีฟออริกาโน่(40บาท) และปิดท้ายด้วยเบเกิลแอปเปิ้ลครัมเปิ้ล(50บาท) เพิ่มรสชาติเบเกิ้ลของคุณให้อร่อยยิ่งขึ้นเมื่อทานคู่กับ ครีมชีสรสมิกซ์เฮิร์บ(15บาท) นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกอร่อยกับเบเกิลอีก7ชนิดของโอบองแปงได้ตามใจคุณ 
 

“แกงส้มปลากะพงหน่อไม้ดอง” เปรี้ยวเด็ด เผ็ดลิ้น

January 28, 2010

 โดย : กุ๊กเล็ก 
 

 อยู่ๆ “กุ๊กเล็ก” ก็นึกอยากจะกินอาหารปักษ์ใต้ แบบเผ็ดๆ จัดจ้านถึงใจขึ้นมา และพอนึกไปนึกมาว่าอยากจะกินเมนูอะไรดี ก็พลันนึกไปถึงเมนูแกงร้อนๆ อย่าง “แกงส้มปลากะพงหน่อไม้ดอง” ขึ้นมา ที่มีรสชาติเปรี้ยวเผ็ดสะใจลิ้นดี เอามากินกับข้าวสวยร้อนๆ ขอบอกว่าหรอยอย่างแรง เอาล่ะอย่าให้ต้องทนหิวไปมากกว่านี้เดินหน้าเข้าครัวไปลงมือทำกินกันเลยดีกว่า 
 
 ส่วนผสมสำหรับแกงส้มปลากะพงหน่อไม้ดอง มีดังนี้ 
 
 
 หน่อไม้ดอง 3 ขีด 
 ปลากะพงขาว 3 ขีด 
 น้ำมะนาว 1/4 ถ้วย 
 พริกขี้หนูสด 40 เม็ด (หรือจะใส่น้อยกว่านี้ก็ได้ ถ้าไม่กินเผ็ดมาก) 
 ขมิ้นซอย 1 ช้อนโต๊ะ 
 กระเทียม 1 หัว 
 เกลือป่น 1 ช้อนชา 
 กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ 
 น้ำ 2 ถ้วย 
  
 เมื่อเตรียมส่วนผสมกันพร้อมแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการลงมือทำ เริ่มจากนำพริกขี้หนูสด ขมิ้นซอย กระเทียม เกลือป่น และกะปิ มาโขลกรวมกันให้ละเอียดเพื่อเป็นพริกแกงสำหรับทำแกงส้ม 
 
 หลังจากนั้นนำหน่อไม้ดองมาล้างให้สะอาด แล้วพักทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วก็นำมาหั่นเป็นชิ้นๆ พอดีคำ และหันมาจัดการกับปลากะพง โดยนำปลากะพงมาขอดเกล็ด ล้างให้สะอาด และควักไส้ทิ้ง พร้อมกับหั่นปลาเป็นชิ้นๆ 
 
 ทีนี้ให้นำน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟต้มน้ำให้เดือด จากนั้นก็ใส่เครื่องแกงลงไป พอเครื่องแกงเริ่มหอมให้ใส่หน่อไม้ดองลงไปต้มให้สุก ตามด้วยใส่น้ำมะนาว และใส่ปลากะพงลงไป แล้วต้มจนปลาสุกก็เป็นอันว่าเสร็จสิ้น ยกลงจากเตา ตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ อิ่มอร่อยสมใจปากกันไป 
 

แอ่วพะเยา เคล้าน้ำตกอุ่น(หนึ่งเดียวในไทย)/ปิ่น บุตรี

January 27, 2010

 โดย : ปิ่น บุตรี 
 

น้ำตกภูซาง น้ำตกอุ่นอันซีนไทยแลนด์

 คอน้ำตกตามธรรมชาติที่ไม่ใช่อาหารอีสานรสแซ่บรู้กันดีว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำตกส่วนใหญ่จะเปล่งศักยภาพความงามออกมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ถ้าจะเล่นน้ำตกกันให้เย็นฉ่ำหนำใจชนิดลงไปเกลือกกลิ้งแช่น้ำกันนานนับชั่วโมงคงต้องเป็นในช่วงหน้าร้อน ส่วนหน้าฝนน้ำตกมีน้ำเยอะ น้ำแดง น้ำแรง ถึงขนาดว่าน้ำตกบางแห่งน้ำแรงจนลงเล่นไม่ได้ ในขณะที่หน้าหนาวน้ำตกแม้ดูสวย น้ำใส ปริมาณน้ำพอเหมาะ แต่ว่าใครที่จะลงเล่นคงต้องคิดหนักหน่อย เพราะอากาศหนาวๆอย่างนั้นขืนไปลงเล่นน้ำมันช่างหนาวระยับจับจิตไปถึงขั้วกระดูกเลยทีเดียว 
 
 แต่ประทานโทษ!?! บ้านเรามีน้ำตกพิเศษ 2-3 แห่งที่เหมาะสำหรับเล่นหน้าหนาวมาก ส่วนหน้าฝน หน้าร้อน ก็สามารถเล่นได้ดีไม่แพ้กัน โดยหนึ่งในน้ำตกพิเศษนั้นก็คือน้ำตกภูซางหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์อันน่าสนใจของเมืองไทย 
 

สายน้ำตกภูซาง

 1… 
 
 พูดถึงน้ำตกธรรมชาติในบ้านเราถ้าจะถามว่ามีอยู่กี่แห่ง ยากที่จะตอบได้ เพราะบ้านเรามีน้ำตกอยู่มากมายทั่วไป 
 
 แต่ถ้าจะพูดถึงประเภทของน้ำตกในบ้านเรา ผมเคยอ่านเจอจากเอกสารบันทึกธรรมชาติของกรมอุทยานฯ เขาได้มีการแบ่งประเภทของน้ำตกในบ้านเราตามลักษณะของชั้นหินออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ 
 
 น้ำตกที่เกิดจากหินแกรนิต ส่วนใหญ่อยู่ตามยอดเขาสูงและผาชัน มีขนาดใหญ่ ตกลงมาจากที่สูงมองเห็นแต่ไกล สำหรับน้ำตกประเภทนี้ที่เด่นๆ ก็มี น้ำตกแม่สุรินทร์ ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ จ.แม่ฮ่องสอน น้ำตกพลิ้ว ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จ.จันทบุรี 
 
 น้ำตกที่อยู่ในพื้นที่เป็นหินทรายและดินดาน ลักษณะของน้ำตกประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนลำห้วย เป็นลานหินกว้าง มีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน เราจะพบเห็นน้ำตกประเภทนี้ได้ที่ น้ำตกตาดโตน ในอุทยานแห่งชาติตาดโตน จ.ชัยภูมิ น้ำตกตาดโตน ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี 
 
 น้ำตกที่อยู่ในบริเวณเทือกหินปูน น้ำตกประเภทนี้จะไหลลดหลั่นกันเป็นชั้นเตี้ยๆ จำนวนหลายชั้น นับเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก เนื่องจากหินปูนเป็นหินที่ทำปฏิกิริยากับน้ำ เวลาโดนน้ำกัดเซาะหินก็จะมีรูปร่างแปลกตาน่ามองต่างกันไป โดยน้ำตกในเทือกเขาหินปูน ที่น่าสนใจก็มี น้ำตกเอราวัณ ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ในอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี น้ำตกพาเจริญ ในอุทยานแห่งชาติพาเจริญ จ.ตาก 
 
 น้ำตกหินชนวน น้ำตกประเภทมีหนึ่งเดียวในเมืองไทยคือ น้ำตกคลองน้ำแดง หรือ น้ำตกคลองโป่ง ในอุทยานฯ คลองวังเจ้า จ.กำแพงเพชร เป็นน้ำตกที่สวยงาม มี 4 ชั้น ชั้นบนสูง 100 เมตร ไหลลงมาผ่านบนหินมีร่องเป็นชั้นๆ สายน้ำจึงเกิดการแตกกระจาย เป็นละอองฝอยขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณโขดหินแต่ละโขดเรียงราย 
 
 สำหรับน้ำตกภูซางนั้น ถ้ามองตามประเภทของหินจะอยู่ในน้ำตกประเภทหินปูน แต่ว่าก็มีความพิเศษกว่าน้ำตกอื่นๆตามที่เกริ่นไว้ในข้างต้น ซึ่งจะน่าสนใจและน่าเล่นแค่ไหน ผมว่าเราตามไปดูกันเลยดีกว่า 
 

บ่อซับน้ำอุ่น

 2… 
 
 
 น้ำตกภูซาง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูซาง กิ่ง อ.ภูซาง จ.พะเยา มีความพิเศษตรงที่เป็นน้ำตกอุ่นแห่งเดียวในเมืองไทย มีอุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียส ปราศจากกลิ่นกำมะถัน 
 
 รูปลักษณะของน้ำตกอุ่นภูซางเป็นน้ำตกชั้นเดียวไหล แต่มี 2 จังหวะ จังหวะแรกสายน้ำตกไหลเป็นแนวดิ่งยาวเป็นสายลงมาจากหน้าผาสูง กระทบกับโขดหินใหญ่เอียงลาดในจังหวะที่สองก่อนจะไหลลงสู่ธารน้ำตกสีเขียวเบื้องล่าง ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมลงแหวกว่ายเล่นน้ำกันในสายธารแห่งนี้เนื่องจากน้ำไม่ลึก และมีบรรยากาศร่มรื่นดีมากๆ ทั้งจากผืนป่า จากการจัดแต่งภูมิทัศน์ของทางอุทยานฯ 
 
 ในขณะที่ถ้าเดินผ่านสนามหญ้าหน้าน้ำตกข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม บริเวณนั้นจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง และอาหารอีสานรสแซบ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสั่งส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ลาบ ปลาเผา มานั่งดิ่มกินเคล้าบรรยากาศน้ำตกอุ่นอันร่มรื่นได้ตามความหิวของท้อง หรือใครจะสั่งน้ำตก(อาหาร)มานั่งกินแกล้มน้ำตกตามธรรมชาติก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย 
 
 3… 
 
 
 ต้นกำเนิดของน้ำตกอุ่นภูซางมาจาก “บ่อซับน้ำอุ่น” ที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินแวดล้อมด้วยเป็นพรุน้ำจืดและป่าไม้ที่ร่มครึ้มที่อยู่เหนือตัวน้ำตกอุ่นไปไม่ไกลเท่าไหร่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจของที่นี่ โดยทางอุทยานฯได้ทำสะพานเดินข้ามธารน้ำที่สามารถไปแวะสัมผัสสายน้ำตกได้อย่างใกล้ชิด ก่อนจะเป็นทางเดินเข้าไปในผืนป่าพาสู่บ่อซับน้ำอุ่นอันใสแจ๋วกว้างประมาณ 10 เมตร ลึกประมาณ 5 เมตร มีฟองผุดพรายลอยขึ้นมาบนผิวน้ำอยู่ไม่หยุดหย่อน 
 

เต่าปูลู

 ทั้งนี้สาเหตุของการเกิดบ่อซับน้ำอุ่นคาดว่ามาจากการที่ใต้ดินบริเวณนี้เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ความร้อนจากด้านล่างปะทุขึ้นมา ทำให้น้ำมีความอุ่นและมีฟองอากาศอยู่อย่างต่อเนื่อง 
 
 สำหรับสิ่งน่าสนใจในอุทยานฯภูซางในระดับของดีของหายากยังมีอีกหนึ่งสิ่ง นั่นก็คือ “เต่าปูลู” เต่าหายากที่มีรูปลักษณ์แปลกแตกต่างจากเต่าทั่วๆไป เพราะมันมีหางยาวแหลมเป็นปล้อง แถมยังหด หาง หัว และขาไม่ได้ เหมือนเต่าทั่วๆไป ที่ดูแล้วคล้ายเต่าโบราณในยุคดึกดำบรรพ์ไม่น้อยเลยเพียงแต่มีขนาดย่อส่วนลงมาเท่านั้นเอง 
 
 นอกจากนี้เต่าปูลูยังมีลักษณะเด่นอื่นๆ อาทิ เป็นเต่าตัวเตี้ย กระดองสีเข้มถึงดำ เล็บยาวคม ว่องไว ปีนต้นไม้เก่ง ในเมืองไทยมีไม่กี่พื้นที่ที่มีเจ้าเต่าชนิดนี้อาศัยอยู่ 
 
 และนี่ก็เป็นสิ่งน่าสนใจเด่นๆในอุทยานฯภูซางแห่งจังหวัดพะเยา จังหวัดเล็กๆอันสงบงามแห่งดินแดนล้านนาที่มีมนต์ดึงดูดให้ผมเดินทางขึ้นไปแอ่วอยู่บ่อยครั้ง 
 

ไม้ใหญ่ในป่าภูซาง

 ***************************************** 
 
 น้ำตกภูซาง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูซาง ริมถนนหมายเลข 1093 กิ่ง อ.ภูซาง จ.พะเยา นอกจากสิ่งชวนชมตามที่กล่าวมาแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอย่างเช่น ถ้ำน้ำดัง ดอยผาดำ น้ำตกห้วยโป่งผา ถ้ำผาแดง ถ้ำน้ำลอด อีกทั้งยังสามารถเดินทางต่อไปยังภูชี้ฟ้าแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในภาคเหนือที่อยู่ไม่ไกลกันได้อีกด้วย โดยผู้สนใจท่องเที่ยวในอช.ภูซางสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-5447-6314,0-5440-1099 
 

เลือกซื้อสินค้าคุณภาพได้ในงาน “สมุทรสาคร EXPO 2010″

January 27, 2010

 จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดสมุทรสาคร จัดงาน “สมุทรสาคร EXPO 2010″ ณ ตลาดทะเลไทย จังหวัดสมุทรสาคร ในวันที่ 29 มกราคม-7 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 10.00-22.00 น.  
 
 นางสาวอังคณา พุ่มผกา ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม นครปฐม สมุทรสาคร) เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรสาคร ได้กำหนดจัดงานสมุทรสาคร EXPO 2010 ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อยอดจากการจัดงานครั้งที่แล้วที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงศักยภาพของจังหวัดสมุทรสาครที่มีโรงงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หัตถกรรม การประมง และนวัตกรรมต่างๆ ที่โดดเด่น ที่สำคัญยังอยู่ใกล้กรุงเทพ ฯ สถานที่จัดงานอยู่ติดถนนพระราม 2 บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ทำให้สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวก โดยภายในงานมีการออกบูธแสดงสินค้าและแสดงนวัตกรรมต่าง ๆ กว่า 400 บูธ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีราคาย่อมเยา และสินค้าที่ส่งออกเฉพาะต่างประเทศก็จะนำมาจัดแสดงในงานด้วย 
 
 ส่วนทางด้านการประมงมีการแสดงพันธุ์ปลาทะเลทั้งปลาสวยงาม ปลาหายาก เช่น ปลาทูน่ายักษ์ ปลาการ์ตูน ปลาโรนัน ปลาโรนิน เป็นต้น สำหรับภาคการเกษตรมีการประกวดและจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อเสียงทั้ง พืช ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ ไม้ดอกไม้ประดับ และกล้วยไม้ซึ่งเป็นแหล่งปลูกและส่งออกที่สำคัญของประเทศ ภายในงานยังมีการสาธิตการทำเครื่องเบญจรงค์ มีการจำหน่ายสินค้า อาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป ฯลฯ นอกจากนี้ในวันเปิดงาน 29 มกราคม 2553 จะมีการปรุงต้มยำทะเลหม้อไฟที่ใหญ่ที่สุด ในโลก ขนาด 3 x 1.7 เมตร แจกฟรีให้กับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานได้ลองชิม โดยนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจมาร่วมงาน ทางผู้จัดงานได้จัดรถรับ-ส่งฟรี จากศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร-ตลาดทะเลไทย หรือนำรถมาจอดได้ที่ตลาดทะเลไทยซึ่งจัดที่จอดรถไว้อำนวยความสะดวกจำนวนมาก 
 
 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร โทร.0-3441-2992 หรือ ตลาดทะเลไทย 0-3441-4191 ถึง 5 หรือ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม โทร.0-3475-2847 ถึง 8 E-mail : tatsmsk@tat.or.th หรือ Call Center 1672 เบอร์เดียว เที่ยวทั่วไทย 
 

Next Page »