กิจกรรม-ข่าวสารน่าสนใจสำหรับครอบครัวเดือน กพ.

February 5, 2010

 เริ่มแล้ว “รักลูกอวอร์ด” ครั้งที่ 7 
 
 ”อ่านแล้วได้อะไร ทำไมถึงต้องอ่าน” คำถามคำนี้เป็นจุดเริ่มต้นของหลาย ๆ สิ่งค่ะ และเช่นเดียวกับโครงการรักลูกอวอร์ด ครั้งที่ 7 ซึ่งต้องการส่งเสริมให้ครอบครัวไทยเห็นคุณค่าของการอ่าน ทางผู้จัดโครงการฯ จึงขอเชิญชวนนักเขียน สำนักพิมพ์ และนักวาดภาพประกอบร่วมกันส่งผลงาน “หนังสือ” เข้าประกวดโดยแบ่งตามช่วงวัยของการเรียนรู้ ได้แก่ 
 
 - วัยแรกเกิด – 3 ปี 
 - วัย 3 – 6 ปี 
 - วัย 7 – 9 ปี 
 - วัย 10 – 12 ปี 
 - วัย 13 ปีขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น 
 
 หมดเขตส่งผลงานเดือนเมษายน 2553 นี้ค่ะ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-831-8400 ต่อ3514 หรือ www.ruklukeaward.com 
 

 ส่วนท่านใดที่สนใจเรื่องของพัฒนาการทางสมองก็มีหนังสือ “รักลูก Brain Guide 28 เรื่องน่ารู้ เพื่อสมองดีทั้งครอบครัว” ซึ่งได้รวบรวมผลวิจัยทั่วโลกถึงความสำคัญของ “สมอง” ซึ่งเป็นการรวมรวบเรื่องน่ารู้ในการพัฒนาศักยภาพของสมอง และการดูแลสมองอย่างถูกวิธี อาทิ เรื่องของจุดเริ่มต้นสมองดี, สมองหลังคลอด…พัฒนาตลอดเวลา, สมองผู้หญิงกับผู้ชาย…ใครฉลาดกว่ากัน ,เคล็ดลับช่วยสมองดี vs วิธีสมองแย่ ,เรื่องดีๆ ที่แม่ท้องควรทำเพื่อสมองลูก, บำรุงสมองด้วยสองมือพ่อแม่ ,จริงหรือไม่…เรื่องสมอง… และอีกหลากหลายเรื่องราวน่ารู้ที่จะให้ทุกครอบครัวไทยได้นำแนวทางไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนครอบครัวคุณภาพ สนใจติดต่อขอรับ รักลูก Brain Guide Special 28th Anniversary ฟรี! (จำนวนจำกัด 100 เล่ม) ได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ 02-913 7555 ต่อ 3522, 3531 หรือติดตามได้ในนิตยสารรักลูก ฉบับกุมภาพันธ์ 2553และตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศค่ะ 
 

 พัฒนาการศึกษาปฐมวัย 
 
 ต่อกันด้วยความท้าทายแห่งทศวรรษใหม่ หากมีใครเคยตั้งคำถามว่า การศึกษาปฐมวัยจะพัฒนาไปในทิศทางไหน เรามี “โครงการพัฒนาผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับปฐมวัย” มาฝากกันค่ะ โดยทางบริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด ได้ร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการพัฒนาผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับปฐมวัย  (รุ่นที่ 1) หลักสูตร การพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัย…กระบวนทัศน์ที่ท้าทายในทศวรรษใหม่ ให้แก่บุคลากรผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาปฐมวัย และบุคคลที่สนใจทั่วไป  
 
 โดยโครงการนี้จะเริ่มเรียนทุกวันเสาร์ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 21 สิงหาคม 2553 เวลา 9.00-16.00 น. ณ ห้องแก้วนนทรี ชั้น 2 อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎี 60 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติและการศึกษาด้วยตนเอง พร้อมทั้งศึกษาดูงานในประเทศ 2 วัน รวมทั้งสิ้น 120 ชั่วโมง 
 
 ผู้อบรมที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับวุฒิบัตรที่ออกโดยสาขาวิชาปฐมวัยศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2553 สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-575-2559 ต่อ 504 และ 505 หากสมัครก่อนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 รับสิทธิพิเศษฟรี 
 
 มหกรรมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 4 
 
 หยุดเสาร์อาทิตย์นี้หากยังไม่มีกำหนดการว่าจะพาครอบครัวไปร่วมกิจกรรมใด ทางอุทยานการเรียนรู้ TK park ร่วมกับมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย รวมพลังคนรุ่นใหม่หัวใจดิจิตอลเชิญทุกท่านร่วมสนุกแบบมีสาระในงานมหกรรมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 4 เพลิดเพลินกับไอเดียดี ๆ ด้วยกิจกรรมจาก PAPER RANGER : คืนชีพให้กระดาษ พร้อมเสวนาเพิ่มมุมมองใหม่ ๆ ในหัวข้อ “Cyber Space : ภัยต่อผู้หญิง” และยังได้จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ไปกับ น้องหม่อง เยาวชนที่ได้ที่ 3 จากการแข่งขันการพับเครื่องบินที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมร่วมงานพิธีมอบรางวัลชนะเลิศ จากโครงการรักไอที รักษ์โลก (IT Green Project) ที่ อุทยานการเรียนรู้ TK park อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 Dazzle Zone ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไปค่ะ 
 

ซินดี้ สิรินยา

 เปลี่ยนพิธีกร Modern Momสู่ ซินดี้-สิรินยา บิชอพ  
 
 เริ่มต้นปีเครื่องก็เริ่มร้อนแล้ว สำหรับรายการน้องใหม่อย่าง Modern Mom ที่ประกาศเปลี่ยนตัวพิธีกรจาก หน่อย-บุษกร วงศ์พัวพันธ์ เป็น ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ด้วยเหตุผลที่ หน่อย ขอใช้เวลาดูแลลูกคนที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้อง และทำการส่งมอบภารกิจนี้ให้กับ ซินดี้ คุณแม่มือใหม่ มาเป็นผู้รับประสบการณ์สำคัญนี้แทน… โดยจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวการเลี้ยงลูกให้กับผู้ชม พร้อมๆไปกับศึกษาเรื่องเทคนิคเคล็ดลับการเลี้ยงลูกน้อย เพื่อนำไปใช้กับการดูแลลูกสาววัยเดือนเศษ-น้องเลล่า…ทั้งนี้สามารถติดตามรายการโมเดิร์นมัมได้ทุกวันเสาร์ (เว้นสัปดาห์สุดท้ายของเดือน) เวลา 06.45-07.10 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ค่ะ สำหรับเรื่องที่น่าสนใจของรายการในเดือน กพ.นี้ เช่น “..แม่ทานอะไร…ลูกได้อะไร” นำเสนอการรับประทานอาหารที่ถูกต้องสำหรับคุณแม่ท้อง ที่จะส่งผลโดยตรง ถึงเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้อง ว่าแม่ทานอะไรแล้วลูกได้อะไร รวมถึง น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ “เทคนิคการเลือกผักมาทำ Soup” รวมถึงการนำเสนอเมนูซุปผักสำหรับลูกน้อยที่ไม่ชอบทานผัก ฯลฯ ค่ะ 
  
 

เก็บมาฝากพ่อแม่ขาช้อปจาก Thailand Baby & Kid Bestbuy

February 4, 2010

 เปิดตัววันแรกก็มีคุณพ่อคุณแม่พากันมาจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยเสียเยอะแล้ว กับงาน Thailand Baby & Kid Bestbuy 2010 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งทีมงาน Life & Family เองก็มีโอกาสไปเดินสำรวจสินค้าภายในงานมาฝากคุณผู้อ่านด้วยเช่นกัน ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจหรือน่าซื้อบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 สำหรับงานดังกล่าวจะมีขึ้นตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ต้องการไปเยี่ยมชมงาน ก็ควรระมัดระวังกระเป๋าสะพาย และกระเป๋าสตางค์เอาไว้ให้ดีค่ะ เช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ที่นำลูก ๆ ใส่รถเข็นไปด้วย ก็ขอให้ยิ้มเข้าไว้หากเจอภาวะการจราจร (รถเข็นเด็ก) ติดขัดด้วยนะคะ ขอให้เที่ยวงานให้สนุกค่ะ 
 
 ทีมงาน Life & Family 
 

เคล็ด ‘เลือกหมอน’ ช่วยคนในบ้าน ลดเสี่ยงกระดูกคออักเสบ!

February 4, 2010

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 เชื่อว่าหลายครอบครัว คงเคยไม่สบายตัว จนปวดหลัง เพราะเลือกเตียงไม่เหมาะสมกันมาแล้ว เหมือนกันกับการเลือกหมอน พ่อบ้าน แม่บ้านส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าที่ควร เพราะคิดว่า หมอนทุกใบ ก็เหมือนๆ กัน 
 
 แต่การเลือกหมอนที่ดี มีวิธีการเลือกมากกว่านั้น เพราะถ้าเลือกไม่เหมาะสม มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อคอ คอเคล็ด จนเกิดการเสื่อมอักเสบของข้อต่อกระดูกคอตามมาได้ 
 
 
 ทั้งนี้ เพื่อสุขภาพการนอนที่ดี ทีมงาน Life and Family ได้รับเทคนิคการเลือกหมอนที่น่าสนใจจาก “นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์” ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ มาเป็นทิปเลือกซื้อหมอนให้เหมาะสม ลดเสี่ยงอาการปวดคอ จนนำไปสู่การเสื่อม และอักเสบของข้อต่อกระดูกคอของสมาชิกในบ้านกันครับ 
 
 กับเรื่องดังกล่าวนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อย เหตุที่ต้องใส่ใจกับการเลือกหมอนนั้น เนื่องจากกระดูกสันหลังของคนเรา มีลักษณะคล้ายกับตัว S ที่ช่วงหน้าอกจะงอไปข้างหลัง ช่วงคอจะงอมาด้านหน้า ทำให้เวลานอน จำเป็นต้องมีหมอนหนุนคอ เพื่อให้ได้รูปโค้งงอไปตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่หมอนทุกแบบ ที่จะช่วยให้รูปกระดูกเป็นไปตามธรรมชาติได้ ดังนั้น หมอนที่ดี ควรมีความนุ่มหนุนสบาย สามารถรองรับได้ตั้งแต่คอจนถึงศีรษะ โดยมีความสูงของหมอนประมาณ 4-6 นิ้ว รวมไปถึงความนุ่ม และรองรับศีรษะจนถึงบริเวณคอได้ทั้งหมด 
 
 สำหรับความแตกต่างระหว่างหมอนเตี้ย และนุ่มเกินไป กับหมอนสูง และแข็งเกินไปนั้น คุณหมออธิบายว่า ในส่วนของหมอนเตี้ย และนุ่มมากเกินไป เวลานอนหนุนจะเกิดการยุบตัวลง ทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูง โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ส่งผลให้เมื่อตื่นขึ้นมา จะเกิดอาการมึนศีรษะ หน้าตาบวม อาจทำให้เกิดอาการเหมือนกับคนตกหมอน ปวดเคล็ดต้นคอ หันซ้ายขวาลำบาก 
 
 ขณะที่การหนุนหมอนสูง และแข็งเกินไป จะทำให้ส่วนของศีรษะสัมผัสกับหมอนได้น้อย ทำให้ในส่วนที่สัมผัสกับหมอน เลือดจะไหลเวียนไม่สะดวก เพราะคอตั้งมากเกินไป นำไปสู่โรคเกี่ยวกับข้อต่อกระดูกต้นคอทับหลอดเลือด และเส้นประสาท หรือเกิดอาการเฉพาะที่ เช่น ปวดต้นคอ แขน และผู้ที่มีอาการหนัก อาจเกิดอาการนอนกรนได้อีกด้วย 
 
 “บ้านไหนที่มีคนเป็นโรคหัวใจ และปอด แนะนำว่า ควรจะนอนหมอนสูง เพื่อให้หัวใจ และปอดทำงานเบาลง ส่วนผู้ป่วยที่มีไข้สูง ควรหาหมอนน้ำให้หนุน เพื่อให้ความเย็น และช่วยลดความร้อนที่ศีรษะให้ดีขึ้นได้” 
 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 เลือกหมอนอย่างไร? ให้สอดรับกับท่านอน 
 
 
 ดังนั้น พ่อบ้าน แม่บ้าน ควรเลือกหมอนที่ไม่เตี้ยนุ่ม และสูงแข็งจนเกินไป แต่ควรเลือกให้เหมาะกับร่างกายจะดีที่สุด อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแต่การเลือกหมอนเท่านั้นที่สำคัญ ในเรื่องของท่านอน คุณหมอบอกว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับหมอนด้วย จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับท่านอน ซึ่งแต่ละคน ล้วนมีท่านอนที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะนอนคว่ำ นอนหงาย หรือนอนตะแคงซ้ายขวา อย่างไรก็ดี เพื่อการเลือกหมอนให้สอดรับกับท่านอน คุณหมอมีวิธีแนะนำที่น่าสนใจตามแต่ละท่าดังนี้ 
 
 * ท่านอนคว่ำ ท่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้หมอน แต่ถ้าหากใช้หมอน จะค่อนข้างแบน และอาจจะมีหมอนใบเล็กๆ หนุนตรงบริเวณท้อง เพื่อความสบายตัวของท่านผู้อ่านเอง 
 
 * ท่านอนหงาย สำหรับสมาชิกในบ้านคนไหน ชอบนอนในท่านี้ คุณหมอแนะว่า หมอนที่ใช้ ต้องนิ่ม และไม่สูง ควรให้มีการรองรับส่วนเว้าของกระดูกคอ หน้าไม่เงยไปข้างหลัง โดยตำแหน่งที่จะใช้หนุน ได้แก่ บริเวณศีรษะ คอ ไหล่ และเข่า 
 
 นอกจากนี้ตัวหมอนต้องกว้างพอที่จะไม่ต้องนอนเกร็งคอเพราะกลัวตกหมอน และหลีกเลี่ยงการใช้หมอนเป่าลม หรือหมอนที่บรรจุน้ำ เพราะจะทำให้ศีรษะกลิ้งไปมา ส่งผลให้กล้ามเนื้อคอเกร็งจนไม่เป็นอันหลับอันนอนกันพอดี 
 
 * ท่านอนตะแคง หมอนต้องสูงเท่ากับระดับความสูงจากไหล่มายังศีรษะ ซึ่งศีรษะต้องอยู่ในแนวเดียวกับกึ่งกลางลำตัว (ไม่ใช่ศีรษะตกลงมาที่ไหล่ข้างที่นอนทับ หรือเอียงขึ้นจากแนวกึ่งกลางลำตัวไปยังหัวไหล่ด้านตรงกันข้าม) 
 
 นอกจากนี้ คุณสมบัติอื่นๆ ของหมอน ทั้งในท่านอนหงาย หรือท่านอนตะแคง ต้องมีความกว้างพอเหมาะกับขนาดศีรษะด้วย โดยจะต้องไม่นิ่ม หรือแข็งจนเกินไป ซึ่งนอกจากหมอนแล้ว ที่นอน ควรมีเนื้อแน่น ไม่ยุบตัวลงเวลานอน แต่ไม่ใช่ว่าแข็งมากจนกดกระดูกของข้อไหล่ ที่สำคัญ ต้องไม่นิ่มมากจนเกินไป และต้องทำให้สามารถพลิกตัวไปมาได้ง่าย นั่นจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ไม่เป็นเหน็บชาเวลาตื่นนอน รวมทั้งป้องกันข้อไหล่ติดจากการนอนทับในท่าเดียวกันตลอดคืนด้วย 
 
 เห็นได้ว่า “หมอน” ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะซื้อหมอนอะไรมาหนุนนอนก็ได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะสมตามคำแนะนำของคุณหมอข้างต้นด้วย เพียงเท่านี้ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอ หรือส่วนอื่นๆ ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย โดยเฉพาะอาการคอเคล็ด จนเกิดการเสื่อมอักเสบของข้อต่อกระดูกคอ ซึ่งถ้าเป็นแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา และเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย ส่งผลต่อหน้าที่การงานในระยะยาวได้ 
 

วิธีสร้างนิสัยรักการเรียนแก่ลูกรัก /ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

February 4, 2010

ขอบคุณภาพจาก woodlynne.nj.us

 ปัญหาหลักเรื่องการเรียนของเด็กส่วนใหญ่นั้นเกิดจากสาเหตุใหญ่ 2ประการ ได้แก่ 1.เด็กไม่มีนิสัยรักในการเรียน 2.เด็กไม่รู้จักแบ่งเวลาในการดูหนังสือ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ ต้องช่วยสร้างนิสัยรักการเรียนให้แก่ลูก สิ่งเหล่านี้อาจใช้เวลาในการตั้งต้นอย่างเอาจริงเอาจังประมาณ 1 -2 สัปดาห์ แต่การใช้ความสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างลักษณะนิสัยได้ มีเทคนิคที่จะช่วยสร้างลักษณะนิสัยดังกล่าวต่อไปนี้ 
 
  
 1. ต้องจัดเวลาในการดูหนังสือและทำการบ้านให้แก่เด็กทุกวัน เป็นช่วงเวลาเดิม และทำเป็นประจำทุกวัน 
 
 2. จัดโต๊ะสำหรับทำการบ้านและดูหนังสือ ให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอและไม่มีเสียงรบกวน 
 
 3. ปิดทีวี วิทยุ หรือสิ่งเร้าที่รบกวนต่างๆ 
 
 4. เมื่อนั่งที่โต๊ะทำการบ้าน และดูหนังสือทุกครั้ง จะต้องฝึกให้เด็กทำงานทันที อย่าให้ทำเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการเรียน เช่นการตอบจดหมาย การคุยกับเพื่อนทางอินเตอร์เนต หรือการเล่นเกม เป็นต้น แต่ตั้งกฎกติกาไว้ว่าเด็กสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้หลังจากสิ้นสุดการดูหนังสือหรือทำการบ้าน 
 
 5. ช่วยลูกในการวางแผนการทำการบ้านและดูหนังสือให้ชัดเจนในแต่ละวัน เช่น ทำเรียงความ 2 หน้า เขียนเรื่องสั้น 1 เรื่อง ตอบโจทย์เลข 10 ข้อ เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆจากการคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 
 
 6. หากงานที่ได้รับมอบหมายเป็นโครงการใหญ่ อาจช่วยลูกในการแบ่งหัวข้อ เป็นข้อย่อยๆเพื่อให้ง่ายขึ้น เช่น บทนำ การวางแผนที่จะทำโครงการนั้นสำเร็จ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทสรุป เป็นต้น 
 
 7. มีอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ง่ายต่อการหยิบจับ และนำมาใช้สอย เช่น มีกล่องกระดาษว่างๆ แล้วให้ลูกจัดอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับการเรียนเตรียมพร้อมไว้ เพื่อเวลาใช้งานจะไม่รู้สึกหงุดหงิดว่าหาไม่เจอ 
 
 8. เมื่อลูกเริ่มใจลอย ไม่มีสมาธิในการดูหนังสือ ให้เตือนลูกทันที เพื่อลูกจะใช้เวลาในช่วงนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย หากสมองล้าเกินไปจะไม่สามารถทำกิจกรรมอื่นต่อไปได้ ดังนั้นควรจัดเวลาพักไว้ด้วย เช่น ทำการบ้าน 45 นาทีพัก 15 นาที เพื่อให้สมองกลับมาสดชื่นอีกครั้ง เป็นต้น 
 

 9. การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นควรจัดเวลาเข้านอน และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง เพราะจะทำให้นอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน 
 
 10. รับประทานอาหารมีประโยชน์และให้ครบ 3 มื้อในแต่ละวัน ไม่ควรงดอาหารเช้าหรือาหารเย็น เพราะ ร่างกายของเด็กกำลังเจริญโต และสมองจะพัฒนาอย่างเต็มที่หากได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน 
 
 11. การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ควรออกกำลังอย่างน้อยวันละ 20 นาที หากทำกันทั้งครอบครัวจะทำให้ลูกรู้สึกสนุกและเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย 
 
 12. หากลูกต้องการความช่วยเหลือ คุณพ่อคุณแม่จะคอยช่วยให้คำแนะนำได้ แต่ไม่ใช่ลงมือทำแทนลูก 
 
 ประโยชน์ที่ได้รับจาการสร้างลักษณะนิสัยรักการเรียนแก่ลูก 
 
 1.ช่วยพัฒนาด้านสติปัญญาด้านความคิดและความจำของลูก 
 
 2.ช่วยลูกให้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ดี 
 
 3.ช่วยให้ลูกใช้เวลาอย่างฉลาด 
 
 4.ช่วยให้ลูกเรียนรู้การทำงานด้วยตัวของตัวเอง 
 
 5.สอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 
 
 6.ได้ทบทวนบทเรียนและฝึกปฏิบัติจริง 
 
 7.เตรียมพร้อมสำหรับบทเรียนในวันถัดไป 
 
 8.เรียนรู้การค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เนต เป็นต้น 
 
 9.ลูกสามารถต่อยอดความคิดต่างๆ และสามารถนำไปปรับใช้ในสถานการณ์อื่นๆได้ 
 
 10.ตัวคุณพ่อคุณแม่เองจะทราบถึงความเคลื่อนไหวในการเรียนของลูก 
 
 11.เป็นเวลาที่มีค่าที่ครอบครัวจะได้ช่วยเหลือและพัฒนาความคิดไปด้วยกัน 
 
 12.คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ใกล้ๆลูกในขณะที่เขากำลังทำการบ้าน เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ช่วยสอนและอธิบายการบ้านแก่ลูก ในกรณีที่เขาไม่เข้าใจหรือทำการบ้านไม่ได้ 
 
 ในขณะที่ลูกกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ลูกต้องการแบบอย่าง การให้กำลังใจ หากผู้ปกครองเห็นความสำคัญในการจัดเวลา ช่วยลูกสร้างนิสัยรักการเรียนตั้งแต่ยังเล็กจะทำให้ลูกติดเป็นนิสัย และจะทำให้ลูกเป็นคนมีวินัยต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อหน้าที่การงานที่ตนเองรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้ลูกเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการเรียนได้อย่างแน่นอน 
 

บ้านไหน “หลับยาก” แนะ 14 วิธีช่วยให้นอนหลับง่าย

February 4, 2010

 คงเป็นเรื่องที่ทรมานไม่ใช่น้อย สำหรับใครบางคนในบ้าน ที่นอนหลับยาก หรือกว่าจะนอนได้ทั้งที ต้องเกิดอาการกระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมาจนรู้สึกหงุดหงิดอยู่ทุกครั้งไป ทำให้บางคนเกิดภาวะกังวล จนต้องพึ่งยานอนหลับหลายขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ ที่ครอบครัวส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความเครียดต่างๆ หลายด้าน ภาวะหลับยากจึงเกิดขึ้นตามมาได้ง่าย 
 
 ทั้งนี้ เพื่อไขทางแก้ และหาทางออกให้กับครอบครัวที่มีสมาชิกนอนไม่หลับ หรือหลับยาก ทีมงาน Life and Family มีตัวช่วยจากศูนย์สมอง และระบบประสาท โรงพยาบาลปิยะเวท เกี่ยวกับ วิธีช่วยคนหลับยาก ให้หลับฝันดี ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ดี (Sleep hygiene) และสามารถทำได้ง่ายด้วยตัวเองดังต่อไปนี้ 
 
 14 เทคนิคช่วยคนหลับยาก ให้หลับฝันดี 
 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 1. ควรเข้านอน และตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำ ทั้งวันทำงานปกติ และวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิต (Biological clock) ทำงานอยู่ตลอดเวลา 
 
 2. รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้า อย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นการควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ และการที่ตาได้รับแสงแดดธรรมชาติที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นจังหวะการหลับ การตื่น (Sleep cycle) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 
 3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หรือสารที่ออกฤทธิ์คล้ายคาเฟอีน ที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่น โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม หรือยาแก้ปวดบางชนิด หลังอาหารมื้อเที่ยง 
 
 4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ก่อนการนอนหลับ 3 ชั่วโมง 
 
 5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหนักก่อนนอนหลับอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่การกินอาหารเล็กน้อย เช่น นม หรือขนมขบเคี้ยวก่อนนอน จะช่วยทำให้การนอนหลับสบายขึ้น แต่ควรไม่ควรกินมากเกินไป 
 
 6. ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสามี หรือภรรยาที่สูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงบุหรี่ก่อนนอนหลับ 2 ชั่วโมง 
 
 7. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง 
 
 8. หลีกเลี่ยงการงีบหลับตอนกลางวัน 
 
 9. ควรเตรียมพร้อมเพื่อช่วยให้การนอนหลับง่ายขึ้นด้วยกิจกรรมง่ายๆ แบบผ่อนคลาย และพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้สมาธิ โต้เถียง คุยโทรศัพท์ หรือดูโทรทัศน์/ภาพยนตร์ที่ตื่นเต้นสยองขวัญ 
 
 10. ห้องนอนควรเงียบสงบ สบาย และมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่มีเสียง หรือแสงรบกวนขณะหลับ อย่างไรก็ดี ที่นอนที่สบาย ควรมีผ้าห่ม หมอนข้าง และม่านกันแสงแดด เพื่อช่วยให้การนอนหลับง่ายขึ้น แต่ถ้าหากในห้องมีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลาจากภายนอก อาจใช้เสียงเพลงเบาๆ หรือเสียงที่ทำให้เกิดการผ่อนคลาย เปิดคลอไปตลอดคืน หรืออาจจำเป็นต้องใช้จุกหูฟังปิดหูเพื่อป้องกันเสียงรบกวนดังกล่าวก็ได้ 
 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 11. ควรใช้ห้องนอนเพื่อการนอน หรือกิจกรรมทางเพศเท่านั้น หรืออาจมีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ เช่น เปลี่ยนชุดนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูโทรทัศน์ หรือทำงาน ไม่ควรใช้ในห้องนอน เพราะอาจทำให้เกิดอาการพะวง หรือกังวลจนนอนไม่หลับได้ 
 
 12. หากนอนไม่หลับภายใน 10 นาที ไม่ควรกังวล หรือมองนาฬิกา แต่ควรลุกจากที่นอน เพื่อหากิจกรรมอื่นๆ ทำ เช่น ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ แล้วกลับมานอนใหม่อีกครั้ง เมื่อรู้สึกง่วงนอน 
 
 13. ฝึกจิตใจ และสมองให้เรียนรู้ว่า ห้องนอน คือสถานที่ที่ใช้พักผ่อนเท่านั้น ดังนั้นก่อนการนอนหลับ จิตใจ และสมอง ต้องได้รับการผ่อนคลาย โดยให้สัมพันธ์กับร่างกายที่ผ่อนคลาย ห้องนอนที่ผ่อนคลาย รวมไปถึงเตรียมกิจวัตรประจำวันให้พร้อมในการนอน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และนอนหลับอย่างมีความสุขมากขึ้น 
 
 14. ควรควบคุม หรือจัดการกับความเครียดของตนเอง ให้เวลากับตนเอง เพื่อค้นหาสาเหตุของความเครียด โดยวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น อาจหาบทความ หรือคำแนะนำต่างๆ มาศึกษา เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางไว้ใช้ในการจัดการความเครียด ทั้งนี้มีอยู่หลายวิธี เช่น การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การทำสมาธิ เป็นต้น 
 
 ทั้งนี้ ยังมีอีกหนึ่งเทคนิคที่น่าสนใจ คือ การเผชิญหน้ากับความเครียดโดยตรง เช่น ให้เวลา 30 นาที ตอนเย็นอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง ไม่มีสิ่งต่างๆ มาคอยรบกวน จากนั้นให้เขียนความเครียดหลักๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ลงในกระดาษ ขนาดเท่ากับรูปถ่าย 1 แผ่น ต่อหนึ่งความเครียด โดยเรียงลำดับความสำคัญ จากมากไปหาน้อย เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พยายามตอบคำถามว่า ท่านจะจัดการความเครียดในแต่ละข้ออย่างไร อาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำตอบจะชัดเจนขึ้น หรือความเครียดจะถูกลดความสำคัญลงไป 
  
 เทคนิค 14 ข้อดังกล่าวข้างต้นนี้ หากทำต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยทำให้สมาชิกบ้านไหนที่นอนไม่หลับ สามารถหลับได้อย่างสบาย ฝันหวานตลอดคืน อย่างไรก็ดี ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะครับ จะได้หลับฝันดีกันถ้วนหน้า เพื่อที่จะตื่นรับเช้าที่สดใส มีพลังในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัว และทำหน้าที่ของแต่ละคนกันต่อไป 
 

ปฏิบัติตัวหลัง “หย่าร้าง” อย่างไร ไม่ทำร้ายจิตใจลูก

February 3, 2010

 ชีวิตคู่ อาจเป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาสำหรับบางคน แต่สำหรับบางคน การมีชีวิตคู่ก็นำมาซึ่งความทุกข์ และนำไปสู่การเลิกร้างแยกทางกันไปในที่สุด สำหรับคู่ที่ไม่มีโซ่ทองคล้องใจกันนั้น ก็ยังถือว่าโชคดี แต่สำหรับสามีภรรยาที่มีลูก และยังต้องการทำหน้าที่พ่อแม่อยู่แม้จะแยกทางกันไปแล้วนั้น วันนี้ Life & Family มีเทคนิคที่จะช่วยลดปัญหาทางจิตใจที่จะเกิดกับลูกมาฝากค่ะ 
 
 1. หลีกเลี่ยงการพูดถึงอดีตสามีหรือภรรยาในแง่ที่ไม่ดีให้ลูกฟัง 
 
 เพราะเด็กเองก็ไม่ต้องการฟังเรื่องราวแย่ ๆ ของพ่อหรือแม่ตนเอง อีกทั้งเขายังไม่ต้องการจะถูกบังคับให้เลือกข้าง การต้องฟังพ่อหรือแม่พูดถึงอีกฝ่ายในทางที่ไม่ดี จะทำให้จิตใจของเด็ก ๆ เศร้าหมอง และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อลูกอีกด้วย 
 
 2. อย่าใช้ลูกเป็นสายลับ 
 
 การสั่งให้ลูกคอยสอดแนมความเป็นไปของอีกฝ่ายหลังจากเลิกรากันไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือการใช้คำถามถามเลียบ ๆ เคียง ๆ ถึงอีกฝ่ายกับลูกในโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันก็ทำให้จิตใจของลูกไม่เป็นสุขเท่าที่ควร เด็กควรจะมีอิสระที่จะได้เล่น หรือได้ทำในสิ่งที่ส่งเสริมต่อพัฒนาการของเขา ไม่ควรต้องมาตอบคำถามที่ไม่เหมาะสม เพราะในท้ายที่สุด เขาอาจเลือกที่จะหนีห่างจากทั้งพ่อและแม่ก็เป็นได้ 
 
 3. อย่าฝากคำพูดถึงอีกฝ่ายผ่านลูก 
 
 มีบางคู่ที่เลิกรากันไปแล้ว ยังเกิดความรู้สึกกลัว หรือเกรงใจอีกฝ่าย ไม่ต้องการเผชิญหน้า ดังนั้น จึงอาศัยลูกเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อความถึงกัน แต่กรณีนี้ไม่เป็นผลดีต่อเด็กมากนัก เพราะเด็กจะต้องรับบทคนกลางแทน แถมหากข้อความบางข้อความไม่เหมาะสม ไปสะกิดต่อมให้อีกฝ่ายคุกรุ่นในอารมณ์ขึ้นมา ลูกก็จะรับเคราะห์แทนได้ หรือหากมองไกลมากกว่านั้น ในกรณีที่ลูกรับข้อความจากอดีตสามีหรือภรรยากลับมาบอกคุณ ดีไม่ดี อาจทำให้อารมณ์คุณคุกรุ่นเสียเองก็เป็นได้ ดังนั้น แม้จะโกรธกัน หรือจากกันไม่ดีนัก แต่อดีตสามีภรรยาก็ควรจะเป็นฝ่ายพูดคุยในเรื่องต่าง ๆ กันเอง ไม่ควรผ่านลูกไม่ว่ากรณีใด ๆ 
 
 4. ให้ลูกได้รักอดีตสามีหรือภรรยาด้วย 
 
 แม้ว่าพ่อและแม่จะไม่ได้รักกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่สำหรับลูก คุณคือคนที่เด็กรัก และจะรักตลอดไปในฐานะพ่อแม่ การเปิดโอกาสให้ลูกได้รักอดีตสามีหรือภรรยาคือความใจกว้างอย่างหนึ่งที่คนเป็นพ่อแม่พึงมี 
 
 5. เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความรู้สึกในใจ 
 
 การที่ลูกขาดคนดูแล เมื่อพ่อหรือแม่หายไปหนึ่งคน ทำให้บางครั้งเด็กจะมีอารมณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นผสมปนเปกัน การเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความรู้สึก และทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง จะช่วยให้การเลี้ยงลูกของคุณในวันที่เขาโตขึ้นนั้น ง่ายกว่าการปิดโอกาสเหล่านั้น และปล่อยให้มันปะทุขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง 
 
 6. กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน 
 
 เมื่อแยกทางกันแล้ว คุณอาจพบว่า ความต้องการ หรือการเรียกร้องของอดีตสามี – ภรรยาเกี่ยวกับลูกอาจทำให้คุณยอมรับไม่ได้ และอารมณ์เสีย ซึ่งบรรยากาศเหล่านั้นมีแต่จะสร้างบาดแผลให้กับลูกของคุณ ดังนั้น หากจำเป็น ก็ควรมีการตกลงกันให้เรียบร้อย และกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน 
 
 7. ให้ลูกได้ใช้เวลากับอดีตสามีหรือภรรยา 
 
 มีไม่น้อยที่เด็กต้องขาดพ่อหรือแม่ไปอย่างสิ้นเชิงหลังการหย่าร้าง เพียงเพราะผู้ที่ได้สิทธิดูแลลูกในปัจจุบันไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกอีก ในความเป็นจริง คนเป็นพ่อแม่ แม้จะหย่าร้างกันไป ก็ควรได้มีโอกาสสานสัมพันธ์กับลูกต่อ เพราะลูกไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชายต่างก็ต้องการซึมซับบทบาทของพ่อ-แม่จากพ่อ-แม่ตัวจริง 
 
 เรียบเรียงข้อมูลจาก www.focusonthefamily.com 
 

“กระบวนการคิดวิเคราะห์ของลูก” เริ่มต้นจาก…?

February 3, 2010

 นอกจากเสริมสร้างให้ลูกน้อยเป็นเด็กฉลาดแล้ว เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ก็คงอยากเห็นลูกน้อยมีทักษะในการคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง อันเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่หลายท่านอาจคิดไม่ถึงว่า ศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของลูกจะมีมากหรือน้อย เริ่มต้นได้ที่กระบวนการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดจากการทำงานของสมอง อันประกอบด้วยความสามารถในการวางแผน จดจำ และมีสมาธิ การที่ลูกน้อยมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดี ก็จะทำให้เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง และชอบที่จะเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อเด็กประสบผลสำเร็จในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเป็นแรงจูงใจให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จนเกิดเป็นทักษะในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ลูกน้อยต้องเผชิญ ส่งผลให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น 
 
 กระบวนการคิดวิเคราะห์ของลูกน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง 
 
 หากทารกมีโภชนาการที่ดี และการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ลูกน้อยก็จะมีศักยภาพอย่างเต็มที่ในการวางแผน จดจำ และมีสมาธิ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา 
 
 รศ. พญ. จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการ และการเจริญเติบโต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้คำแนะนำเพื่อคุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปต่อยอดการเลี้ยงดูลูกน้อย เพราะนอกจากปัจจัยเรื่องพันธุกรรมแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เป็นตัวกำหนดสติปัญญาเด็ก สามารถช่วยเสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ และช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง 
 
  โภชนาการที่ดี จะทำให้ร่างกายและสมองเจริญเติบโตตามวัย ลูกน้อยควรได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมกับวัย ซึ่งแหล่งของสารอาหารที่ดีที่สุดก็คือ นมแม่ เนื่องจากมีสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองของลูกน้อยก็คือ ดีเอชเอ และเออาร์เอ ซึ่งหากลูกน้อยได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะทำให้การเรียนรู้ของลูกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 
 
  ประสบการณ์เรียนรู้ที่หลากหลาย และการเลี้ยงดูที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสริมทักษะของกระบวนการคิดวิเคราะห์ของลูกน้อยได้โดยการเสริมสร้าง และกระตุ้นอย่างถูกวิธีผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตา-ดู หู-ฟัง ปากลิ้น-ดูด อม เลีย รับรส ผิวหนัง-รับสัมผัสสิ่งต่างๆ ซึ่งการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตรงตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัย จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทในสมอง โดยเฉพาะช่วง 3 ขวบปีแรกของชีวิต ที่สมองจะมีการพัฒนามากถึง 80 % ยิ่งคุณพ่อคุณแม่เสริมทักษะให้ลูกน้อยได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย การเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทในสมองจะยิ่งเกิดมาก ซึ่งนอกจากการเรียนรู้ที่หลากหลายแล้ว การเล่นที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ก็เป็นการกระตุ้นให้เด็กรู้จักฝึกสังเกต และเรียนรู้ที่ดีวิธีหนึ่ง 
 

 เกมส์ซ่อนของเล่น บททดสอบกระบวนการคิดวิเคราะห์สำหรับเด็กวัย 9 เดือน 
 
 ผลงานวิจัยล่าสุดที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระบุว่า ทารกวัยเพียง 9 เดือน ที่มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเกต และการเรียนรู้ที่ดี จะสามารถแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้สำเร็จ ซึ่งการวิจัยนี้ ได้ทดสอบทารกวัย 9 เดือน จำนวน 229 คน ด้วยวิธี 2-Step Means End Problem Solving (MEPS) Test คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถนำวิธีนี้ ไปเล่นกับลูกได้ 
 
 ขั้นตอนแรก ให้คุณพ่อคุณแม่นำของเล่นวางบนผ้าให้ห่างจากตัวลูกน้อย หากลูกน้อยเอามือตวัดผ้า และดึงของเล่นเข้ามาหาตัว แสดงว่าลูกน้อยมีศักยภาพในการแก้ปัญหา มีการคิดวิเคราะห์ว่าต้องดึงผ้าเข้าหาตัวเพื่อหยิบของเล่นชิ้นนั้น 
 
 ขั้นตอนที่สอง ให้คุณพ่อคุณแม่นำของเล่นวางไว้ใกล้ตัวเด็ก แต่ให้นำผ้ามาปิดคลุมของเล่นที่อยู่ตรงหน้าลูกน้อย หากลูกพยายามที่จะเปิดผ้าเพื่อหยิบของเล่นออกมาให้ได้ จะเป็นการบ่งบอกถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเกต และการเรียนรู้ที่ดีของลูกน้อย ระหว่างขั้นตอนการทดสอบ คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจลูกด้วยการตบมือเชียร์ ชมลูกน้อยไปด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กแล้ว ยังเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณพ่อคุณแม่ และคุณลูกอีกด้วย 
 

 ขีดๆ เขียนๆ กิจกรรมเสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์สำหรับเด็กวัย 1 ขวบ ถึง ขวบครึ่ง 
 
 การเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นต้นสำหรับเด็กวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกโดยการทำเป็นตัวอย่างให้แก่ลูก เพราะเด็กในช่วงวัยนี้ มีการเรียนรู้จากการเลียนแบบ คุณพ่อคุณแม่สามารถร่วมทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์สำหรับเขาได้อย่างง่าย ๆ โดยการยื่นดินสอสีเทียนให้ลูกน้อยและขีดเขียนให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง ลูกน้อยจะเกิดการเรียนรู้ว่าการนำดินสอสีเทียนกดลงไปบนกระดาษจะทำให้เกิดสีออกมา 
  
 จากนั้นให้คุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนวิธีการให้แตกต่างกันออกไป เช่น เปลี่ยนจากสีเทียนเป็นปากกาลูกลื่น และให้คุณพ่อคุณแม่กดที่หัวปากกาให้ปลายปากกายื่นออกมา ลูกน้อยก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าหากเป็นดินสอสีเทียนสามารถขีดเขียนได้โดยไม่ต้องกด แต่หากเป็นปากกาลูกลื่น เด็กก็จะรู้จักวิธีแก้ปัญหาโดยการกดหัวปากกาออกมาก่อนจึงจะขีดเขียนได้ กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยเสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ของลูกน้อยแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการหลายๆ ด้านให้แก่ลูกน้อยอีกด้วย 
 
 ทั้งนี้ การส่งเสริมพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ให้ลูกน้อย ต้องมีความพร้อมทั้งสมองที่เติบโต และร่างกายที่แข็งแรง จากการได้รับทั้งโภชนาการที่ดี และการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมตามวัยค่ะ 
 
 ขอบคุณข้อมูลจาก Mead Johnson 
 

ลูกหลานจะสุขอย่างไร..หากผู้สูงอายุไทยยังถูกกระทำรุนแรง

February 3, 2010

 เมื่อเอ่ยถึงการใช้ชีวิตบั้นปลายในสังคมไทย ผู้สูงอายุหลายคนมักจะนึกถึงความสุข และเสียงหัวเราะของการได้อยู่ร่วมกันในครอบครัวขนาดใหญ่ ทำกิจกรรมร่วมกัน แบ่งปันเสียงหัวเราะให้แก่กันและกัน มีลูกหลานมากมายคอยดูแลอาหารคาวหวานครบถ้วน พูดจาฉอเลาะน่าฟังสร้างความอิ่มเอมใจให้กับปู่ย่าตายาย หรือหากป่วยไข้ไม่สบายก็มีลูกหลานรู้ใจคอยดูแล จัดหาหยูกยา พาไปรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ 
 
 อย่างไรก็ดี จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ความเครียดความกดดันในชีวิตที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง และมีการกระจัดกระจายย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ  ผู้สูงอายุในวันนี้ และผู้สูงอายุในอนาคตข้างหน้าของไทยจึงต้องเปลี่ยนสถานภาพจากบุพการีของครอบครัวมาสู่กลุ่มผู้มีความเสี่ยงต่อการถูกกระทำความรุนแรงโดยลูกหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 
 รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องโครงการวิจัยความรุนแรงต่อผู้สูงอายุไทย สนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบผู้สูงอายุถูกกระทำรุนแรงทางร่างกาย เช่น การทำร้าย ทุบตี กักขัง หรือกระทำความรุนแรงในด้านจิตใจ เช่น พูดก้าวร้าว ไม่ให้ความเคารพมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการกระทำจาก “คนในครอบครัว” และผู้สูงอายุเองเมื่อถูกกระทำรุนแรงมักไม่กล้าเล่าให้ผู้อื่นฟัง เพราะรู้สึกอับอาย ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ 
 
 ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยในประเทศไทยยังพบอีกด้วยว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับลูกหลานหรือสมาชิกครอบครัวที่ติดสุรา ยาเสพติด รวมทั้ง ผู้สูงอายุที่ยากจน ถือเป็นผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกกระทำรุนแรง 
 
 ส่วนการกระทำความรุนแรงต่อผู้สูงอายุที่พบมากที่สุดคือ การกระทำความรุนแรงทางด้านจิตใจ เช่น การพูดจากับผู้สูงอายุด้วยถ้อยคำรุนแรง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความน้อยใจ เป็นทุกข์ รองลงมาคือ การละเลยเพิกเฉยต่อผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพา  ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม ต้องนอนติดเตียง ลูก ๆ ทราบว่าต้องป้อนข้าว ชำระล้างร่างกายให้พ่อแม่ แต่ไม่ทำ เพราะเกิดความรู้สึกเบื่อ เครียด หงุดหงิด เป็นต้น 
 

รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา

 ”อีกกรณีที่พบคือ การเอาเปรียบ ฉกฉวยประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้สูงอายุ ลูกหลอกให้ท่านเซ็นเอกสารยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้โดยที่ท่านไม่เต็มใจ หรือมายืมเงินไปแล้วไม่คืน พ่อแม่รับรู้แต่น้ำท่วมปากพูดไม่ออก ก่อให้เกิดความทุกข์แก่ท่าน ต้องร้องไห้ มีชีวิตลำบากขึ้นจากการกระทำดังกล่าวของลูกหลาน เหล่านี้ถือเป็นการกระทำความรุนแรงต่อผู้สูงอายุทั้งสิ้น” รศ.ดร.จิราพร กล่าว 
 
 เมื่อถามถึงแนวโน้มของปัญหาที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ รศ.ดร.จิราพรเปิดเผยว่า การละเลย ทอดทิ้ง ไม่ดูแลพ่อแม่วัยสูงอายุคือปัญหาที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูง 
 
 
 ”พ่อแม่สมัยก่อนมีลูกเยอะ 5 – 6 คน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าลงมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ลูก ๆ ก็จะช่วยกันรับผิดชอบได้ เช่น ลูกคนนี้ดูแลเรื่องค่ายาค่าหมอ คนนี้ดูเรื่องอาหารการกิน อีกคนดูเรื่องที่อยู่อาศัย แต่สภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุในอนาคตนั้นจะมีลูกน้อยลง เพียง 1 – 2 คนเท่านั้น ซึ่งถ้ายังมีสุขภาพแข็งแรงอาจยังไม่มีปัญหาให้ต้องพึ่งพาลูก ๆ แต่ถ้าเข้าสู่ภาวะพึ่งพา มีการเจ็บป่วยเรื้อรัง ตอนนั้นคือช่วงที่เป็นปัญหา การจะให้ลูกมาคอยดูแลก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้น เพราะลูกก็ต้องทำงาน นั่นคือที่มาของการละเลย -  ทอดทิ้งผู้สูงอายุทั้งแบบจงใจและไม่จงใจที่มีโอกาสเกิดสูงมากในอนาคตอันใกล้” 
 
 อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงแนวโน้มของปัญหาดังกล่าวแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสวนทางกับสภาพสังคมไทยที่มีการปลูกฝังเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีอย่างสิ้นเชิง หรืออาจกล่าวได้ว่า สำหรับยุคดิจิตอล การปลูกฝังเรื่องบาปบุญคุณโทษ และความกตัญญูกตเวทีอาจไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ลูกที่ดีอีกต่อไป 
 
 ”การที่สังคมไทยปลูกฝังว่า พ่อแม่เป็นบุพการี เป็นพระพรหมของเรา  การดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าถือว่าได้บุญ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกผู้รับหน้าที่ดูแลก็ต้องมีครอบครัวของตัวเอง ไหนจะต้องดูแลลูก ดูแลสามี-ภรรยา ต้องทำงานนอกบ้าน ฯลฯ การแบกรับภาระหลาย ๆ ด้านในคน ๆ เดียว บางครั้งก็ทำให้ลูกรับมือไม่ไหว อารมณ์หลุดก่อความรุนแรงต่อพ่อแม่ได้ สังคมจึงควรให้ผู้ที่รับบทเป็นลูกกตัญญูได้พักผ่อนบ้าง” รศ.ดร.จิราพรกล่าว 
 

ตารางการทำนายผู้สูงอายุที่ต้องมีผู้ดูแลจาก สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล และคณะ 2542

 แนวทางช่วยเหลือลูกที่รับหน้าที่ดูแลพ่อแม่วัยชราไม่ให้แบกรับความกดดันจนเกิดความเครียดสะสม จนนำไปสู่การกระทำรุนแรงต่อผู้สูงอายุอีกทอดหนึ่งก็คือ การช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระหน้าที่ซึ่งกันและกันของทุกคนในครอบครัว ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง 
 
 ”ทุกคนในครอบครัวต้องมองว่าเป็นหน้าที่ร่วมกัน หาคนมาผลัดเปลี่ยนให้เขาได้พักบ้าง เพราะถ้าเขาต้องดูแลไปนาน ๆ ไม่ได้พักเลย ความเครียดที่เกิดขึ้นก็จะไปลงที่ผู้สูงอายุอยู่ดี  สังคมเองก็ควรยกกรณีของลูกกตัญญูเหล่านี้ขึ้นมาชมให้เขามีกำลังใจ ให้เขาได้รับการยอมรับ หรือการมอบรางวัลลูกกตัญญูของสภาสังคมสงเคราะห์ก็เป็นการยกย่องที่ดีอย่างหนึ่ง” รศ.ดร.จิราพรกล่าว และเสริมว่า การใช้อาสาสมัครเข้าไปมีส่วนร่วมดูแล อาสาไปเยี่ยมบ้าน ช่วยดูแลคนชรา นำของฝากไปให้ หรือไปให้กำลังใจ สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระของลูก ๆ ที่ต้องดูแลพ่อแม่วัยชราลงได้เช่นกัน 
 
 นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ รศ.ดร.จิราพรได้ฝากแนวทางการเตรียมความพร้อมไว้สามข้อก็คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การวางแผนเรื่องการเก็บออมเงินทองไว้ใช้จ่าย และที่สำคัญคือการเตรียมใจของผู้ที่จะเข้าสู่วัยสูงอายุ ให้ดำรงชีวิตอย่างเข้าใจ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม สิ่งนี้จะช่วยให้การใช้ชีวิตในวัยชรามีคุณภาพมากขึ้น 
 
 *********************************************** 
 สำหรับผู้ที่พบเห็นหรือสงสัยว่ามีผู้สูงอายุถูกกระทำรุนแรง สามารถโทรศัพท์แจ้งหน่วยงานที่ให้การคุ้มครองช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ได้รับความเดือดร้อนได้ที่ 
 
- ศูนย์ประชาบดี โทรสายด่วน 1300 
 - ศูนย์พึ่งได้ (ศูนย์ OSCC) โทรสายด่วน 1669 
 - ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เยาวชนและสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร 1192 
 - สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด  ทั่วประเทศไทย 
 - โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกจังหวัด ทั่วประเทศไทย 
 - ในรายที่ได้รับอันตรายจากการกระทำรุนแรงสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่อนามัยหรือโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจรักษา และให้ความช่วยเหลือต่อไป 
 

อย่าได้แคร์! เมื่อคิดจะมี ‘เซ็กซ์’ หลังหกสิบ

February 2, 2010

ศ.นพ.สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ

 ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่า เซ็กซ์ หรือการมีเพศสัมพันธ์ มีได้แค่ช่วงวัยหนุ่มสาวเท่านั้น แต่พอเข้าสู่ช่วงวัยทอง หรือสูงวัยมากขึ้น เรื่องเซ็กซ์ ได้กลายเป็นเรื่องที่น่าอาย และไม่ควรมี โดยมักจะเคยได้ยินกันว่า “อย่าเลย แก่แล้ว อายลูกหลานบ้างสิ” หรือ “จะมาคึกอะไรกันตอนแก่” 
 
 ความเชื่อเช่นนี้ ทำให้ผู้สูงวัยหลายคู่ ไม่มีความสุขกับเรื่องนี้เท่าที่ควร โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ที่พอเข้าสู่วัยทอง อารมณ์ และความต้องการทางเพศจะลดลงก่อนผู้ชาย ทำให้ผู้ชายมักถือเป็นข้ออ้างไปมีคู่นอนใหม่ 
 
 
 เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกทาง นำไปสู่ชีวิตคู่ที่มีความสุข ทีมงาน Life and Family มีตัวช่วยจาก “ศ.นพ.สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะ คลินิกสุขภาพเพศชาย ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้อธิบายถึงประเด็นดังกล่าวว่า 
 
 ”เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ปัญหาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย สอดรับกับงานวิจัยทั่วโลกที่ออกมายอมรับเหมือนกันว่า ผู้ชายอายุระหว่าง 40-70 ปี จะพบภาวะอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศประมาณร้อยละ 40 ถึงร้อยละ 50 ขณะที่ประเทศไทย ได้เคยทำสำรวจเมื่อปี 52 พบว่า ผู้ชายมีภาวะดังกล่าวร้อยละ 43 ส่วนผู้หญิงก็ใกล้เคียงกัน” 
  
 ด้านปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น เกิดขึ้นได้ตามวัย ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็สามารถเกิดขึ้นได้ สำหรับผู้ชาย ทางการแพทย์จะแบ่งการแข็งตัวขององคชาติไว้ 4 เกรด เริ่มจากเกรด 4 คือ แข็งมาก เกรด 3 แข็งพอที่จะสอดใส่ได้ เกรด 2 พองตัวได้แต่สอดใส่ไม่เข้า และเกรด 1 เริ่มสอดใส่ไม่เข้า หรือที่เรียกว่ามะเขือเผา ส่งผลให้อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรืออ่อนตัวเร็ว จนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นในเกรด 3 และ 2 ลงมาจนถึง 1 จะพบได้มากที่สุดในผู้สูงอายุเพศชาย 
 
 นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดอาการ ล่มปากอ่าว หรืออาการที่ฝ่ายชายถึงจุดสุดยอดเร็วจนไม่สามารถทำให้ฝ่ายหญิงเกิดความพอใจได้ เนื่องจากผู้ชายหลังจากสอดใส่จะหลั่งที่ประมาณ 5-6 นาที แต่ผู้หญิงนับจากเริ่มเล้าโลมจนถึงจุดสุดยอด จะใช้เวลาเฉลี่ย 20 นาที เพราะฉะนั้นถ้าเล้าโลมไม่เพียงพอ ฝ่ายหญิงมักจะเกิดอาการค้าง ต่อยอดไปสู่ปัญหาชีวิตคู่ได้ 
 
 ขณะที่ปัญหาของฝ่ายหญิง เมื่อมีอายุเข้าสู่วัยทอง ระดับฮอร์โมนเพศจะมีน้อยลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย ทำให้มีความต้องการทางเพศลดลง และถึงจุดสุดยอดยากขึ้น รวมทั้งตุ่มเล็กๆ บริเวณปากช่องคลอด (ทำหน้าที่คล้ายกับองคชาติของผู้ชาย) พองตัวน้อยลง เพราะเลือดไปหล่อเลี้ยงได้น้อย ทำให้สารคัดหลั่ง หลั่งออกมาน้อย ฝ่ายหญิงจึงเจ็บ ขณะมีเพศสัมพันธ์จนเลือดออกซิบๆ ได้ 
 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 ดังนั้น สามีควรใช้เจลหล่อลื่น จะช่วยให้ภรรยามีความสุขในการร่วมเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น หรือทางที่ดี ควรไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจจะให้ฮอร์โมนที่เหมาะสม โดยการรับประทาน ทาที่ผิวหนัง หรือฉีด หรือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด จะช่วยลดปัญหาช่องคลอดแห้ง ช่วยให้มีความตื่นตัวทางเพศอย่างต่อเนื่อง 
 
 เพื่อป้องกันไม่ให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ในผู้สูงอายุทั้งสามี และภรรยา ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดตีบ หรือเส้นประสาทเสื่อม เพราะจะทำให้สุขภาพทางเพศไม่ดี เช่น ควบคุมเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือด ซึ่ง 3 ปัจจัยเสี่ยงนี้ มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศในการร่วมเพศ 
 
 ”เรื่องเพศสัมพันธ์ในผู้สูงวัยไม่ใช่ปัญหา และเรื่องที่น่าอาย ที่สำคัญไม่อันตรายอย่างที่หลายคนกลัว เพราะถ้ามีอย่างเหมาะสม สัปดาห์ละ 3 วัน เหมือนกับการได้กับออกกำลังกายเบาๆ ไปในตัว ซึ่งมีผลวิจัยเคยบอกไว้ว่า การมีเพศสัมพันธ์ 1 ครั้ง ความเหนื่อยจะเท่ากับการเดินเร็วประมาณ 20 นาที หรือพอๆ กับการเดินขึ้นบันได 3 ชั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอน 
 
 แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การมีเพศสัมพันธ์ เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้อารมณ์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นจึงต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของวัยซึ่งกันและกันด้วย ว่าสิ่งไหนเหมาะ หรือไม่เหมาะกับคู่ของตัวเอง ซึ่งต้องปรับความเข้าใจให้ตรงกับความต้องการของทั้งคู่ นั่นจะช่วยให้คุณ ที่ถึงแม้จะสูงวัย ก็สามารถเสพสุขทางเพศได้อย่างมีความสุขไม่แพ้วัยหนุ่มสาว เพียงแต่ต้องอยู่ในข้อจำกัดบางเรื่องเท่านั้น” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย 
 

ปลูกต้นทุนจิตสังคมให้ลูก ผ่าน ‘กิจกรรมนอกบ้าน’

February 2, 2010

ปลูกต้นทุนจิตสังคมให้ลูก ผ่านกิจกรรมนอกบ้าน

 ยุคสมัยนี้ คงจะปฏิเสธได้ยากว่า “ศูนย์การค้า” หรือ “สวนสนุก” ได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของครอบครัวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะศูนย์การค้า แหล่งรวมสิ่งของ เครื่องใช้ รวมไปถึงสถาบันสอนเสริมความรู้ทางวิชาการต่างๆ ที่พ่อแม่เลือกสรรให้ลูก เพื่อเตรียมรับกับระบบการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น 
 
 แต่จะมีสักกี่คนที่จะเตรียมตัวลูกในเรื่องทักษะทางสังคมควบคู่ไปด้วบ เพราะถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้เด็กรู้จักสังคม รู้จักความเห็นอกเห็นใจ และพร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แทนที่จะแข่งขันเพื่อส่วนตัว กระนั้นก็ตาม ต้นทุนในส่วนนี้ พ่อแม่สร้างให้ลูกได้ครับ  
 
 สะท้อนได้จากครอบครัว “จิระศิริโชติ” ที่เห็นความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเชื่อว่า จิตสังคม หรือจิตสาธารณะต้องมาควบคู่กับการเรียน เป็นทั้งนักเรียน และนักกิจกรรม โดยจะเน้นให้ลูกได้รู้จักเข้าสังคม และทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ นอกจากห้องเรียน โดยใช้กิจกรรมนอกบ้านเป็นตัวสอน 
 
 “แม่เล็ก-นิลาวรรณ” อายุ 38 ปี พนักงานบริษัทฯ เอกชนแห่งหนึ่ง คุณแม่ “น้องภูริ-ฐิติวัฒน์” อายุ 5 ขวบ บอกเล่าให้ทีมงานฟังว่า ทุกวันนี้ การจะให้ลูกอยู่แต่ในสังคมโรงเรียนเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ จำเป็นต้องพาไปเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านด้วย ทั้งนี้ เพื่อจะได้เจอกับกลุ่มเพื่อน และกิจกรรมที่แปลกใหม่ ช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย เขื่อมสัมพันธ์พ่อแม่ลูก เพราะมีการทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดความใกล้ชิดกัน 
 
 ”มันเห็นผลจริงๆ นะ การพาลูกเข้าสังคม ที่ไม่ใช่เดินห้าง แต่เป็นการไปร่วมทำกิจกรรมที่แต่ละหน่วยงานจัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะสวนรถไฟ สวนลุม หรืออื่นๆ ซึ่งสอนลูกได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะในเรื่องของการรอคอย เพราะการข้ากลุ่มทำอะไร ต้องให้เพื่อนทำให้เสร็จก่อน ไม่เอาแต่ใจ หรือการจะซื้อของ ลูกจะต้องรู้จักต่อแถว เพราะเป็นระเบียบในสังคม ซึ่งพ่อแม่เป็นผู้สอนได้ทั้งนั้น 
 
 เห็นได้จากภูริ ลูกชายของพี่ นอกจากทำกิจกรรมร่วมกันที่บ้านแล้ว พี่กับสามี จะพาออกไปเปิดประสบการณ์นอกบ้านด้วย สิ่งที่ลูกได้คือ กล้าคิด กล้าพูด อัธยาศัยดี ซึ่งลูกไปร่วมกิจกรรมนอกบ้านบ่อยมาก จนสนิทกับทีมงาน และชอบช่วยพี่ทีมงานเก็บของทุกครั้งหลังเลิกงาน” คุณแม่เล็กเล่า และยกตัวอย่างให้ฟัง 
 

ลิงน้อยคอยพัดให้ 3 พ่อแม่ลูก

 ด้าน “คุณพ่อชาย-ธีรเศรษฐ์” อายุ 40 ปี ออกความเห็นว่า การทำกิจกรรมกับลูก ไม่ว่าจะงานประดิษฐ์ หรืออื่นๆ เป็นสิ่งที่ดี ช่วยกระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ส่วนตัว พอถึงช่วงวันหยุด นอกจากจะอยู่ด้วยกันที่บ้านแล้ว บางครั้งจะทำหน้าที่พาครอบครัวขับรถไปเปิดโลกกิจกรรมนอกบ้าน 
 
 สำหรับกิจกรรมนอกบ้านนี้ คุณพ่อเล่าว่า เขาเริ่มพาลูกไปตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพื่อให้ลูกได้เจอกับสิ่งแปลกใหม่ เป็นการฝึกให้กล้าแสดงออกในทางที่เหมาะสม ขณะที่พ่อแม่เอง จะได้เก็บเกี่ยวกิจกรรมดีๆ จากวิทยากร หรีอพี่เลี้ยง กลับมาสอนลูกที่บ้านได้ เนื่องจากบางบ้านไม่มีความรู้ในบางเรื่อง แต่อยากทำกิจกรรมกับลูก สถานที่ที่เปิดพื้นที่ให้เด็ก และครอบครัวต่างๆ เป็นครูสอนเราได้ดี 
 
 อย่างไรก็ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ ได้พาน้องภูริไปทำกิจกรรมในงาน “เทศกาลหนังสือนิทาน” ณ สวนวชิระเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย และหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจที่พ่อแม่ลูกได้ร่วมด้วยช่วยกันทำนั้น เห็นทีจะหนีไม่พ้นกิจกรรมประดิษฐ์ “ลิงน้อยคอยพัด” ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มนิทานกระดาษหก 
  
 วันนี้จึงเป็นโอกาสดี ที่คุณแม่เล็กได้นำกิจกรรมยามว่างดังกล่าวนี้ มาฝากให้กับพ่อแม่แฟนผู้อ่าน Life and Family ทุกท่าน ได้นำไปทำกับลูกที่บ้านกัน 
 

ขั้นตอนเบื้องต้นการประดิษฐ์ “ลิงน้อยคอยพัด”

 “ลิงน้อยคอยพัด” รับโลกร้อน 
 
 กิจกรรมดังกล่าวนี้ “คุณแม่เล็ก” อธิบายจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพี่เลี้ยงว่า อุปกรณ์ที่ใช้ทำ หาซื้อได้ง่าย หรือดัดแปรงจากของในบ้านมาทำก็ได้ ประกอบด้วย กระดาษโปสเตอร์สี ชนิดแข็ง ตัดเป็นรูปวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว จำนวน 1 ชิ้น โฟมยางสีชนิดหนา ตัดเป็นรูปวงกลม ขนาดเท่ากับกระดาษโปสเตอร์สี จำนวน 1 ชิ้น โฟมยางสีชนิดบาง ตัดเป็นรูปวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว จำนวน 2 ชิ้น และตัดเป็นรูปหน้า 1 ชิ้น กาว กรรไกร ลวดกำมะยี่ ชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ได้คือ แท่งไม้ไอศกรีม 
 
 เข้าสู่ขั้นตอนการประดิษฐ์ 
 
 - คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกนำกระดาษโฟมยางสีชนิดบาง ที่ตัดเป็นรูปหน้า ไปติดกับกระดาษโปสเตอร์ 
 
 - นำกระดาษโฟมสีชนิดบาง ที่ตัดเป็นรูปวงกลม (2 นิ้ว) ทากาวไปติดตัดด้านหลังของกระดาษโปสเตอร์ 
 
 - นำกระดาษโฟมหนา ที่มีขนาดเท่ากับกระดาษโปสเตอร์ทากาว และไปติดด้านหลังของกระดาษโปสเตอร์สี โดยนำไม้ไอศกรีม สอดไว้ข้างล่าง เพื่อเป็นด้ามจับ 
 
 - พ่อแม่ลูกช่วยกันตกแต่งใบหน้า โดยเติมตา จมูก ปาก แก้ม หรือใส่มงกุฏตามแต่จินตนาการของแต่ละคน เป็นอันเสร็จขั้นตอน 
 
 ท้ายนี้ คุณแม่เล็กฝากไว้ว่า “กิจกรรมยามว่าง จำเป็นต้องให้เวลากับลูก ค่อยๆ ทำกับลูกไป ที่สำคัญ ถ้าจะให้ลูกได้ประโยชน์ พ่อแม่ควรนั่งอธิบายอุปกรณ์แต่ละอย่างสอดแทรกเข้าไปด้วย จะช่วยให้ลูกได้รู้จักกับรูปทรงต่างๆ รวมถึงเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งของนั้น” 
 

ก่อนส่งลูกไป “ทำงานพิเศษ”

February 2, 2010

 ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง เงินทองหาได้ยากมากขึ้น แนวคิดของเด็ก ๆ หลายคนจึงเปลี่ยนไป บางคนมักใช้โอกาสนี้เอ่ยปากขออนุญาตพ่อแม่ออกไปหางานพิเศษทำ เพื่อนำเงินกลับมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพิ่มเติม หรือบางคนก็ขอไปทำงานพิเศษเพื่อเหตุผลอื่น ๆ เช่น หาประสบการณ์ เก็บสะสมเงินไว้เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ในอนาคต ฯลฯ 
 
 ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่เด็กมีแนวคิดจะหาประสบการณ์ด้วยการทำงานพิเศษยามว่างนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การจะเข้าสู่โลกแห่งการทำงานอย่างมีคุณภาพ และไม่ทำให้พ่อแม่เป็นกังวลก็จำเป็นต้องเตรียมตัวกันบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้มีวัคซีนป้องกัน และรู้จักวิธีปฏิบัติตนในที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่แสดงพฤติกรรมให้ผู้ใหญ่ในที่ทำงานบางคนตำหนิเอาได้ ซึ่งแนวทางดี ๆ สำหรับการเตรียมตัวลูกสู่การทำงานพิเศษนั้น เริ่มจาก 
 
 - พ่อแม่ต้องมองออกถึงจุดเด่นจุดด้อยของลูก และความสนใจของเขาที่มีต่องาน อย่าอนุญาตเพียงเพราะลูกรบเร้าขอไปทำงานพิเศษ เพราะอาจมีปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้มากมาย เช่น ลูกมาค้นพบภายหลังว่าตนเองไม่ได้ชอบงานนั้นจริง และอยากขอลาออก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้ร่วมงาน หรือลูกไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ หรือลูกไปทำงานเพราะต้องการตามเพื่อน ๆ ไป ฯลฯ ดังนั้น หากพ่อแม่พบว่าการขอไปทำงานพิเศษของลูกเข้าข่ายกรณีดังกล่าว จึงควรมองหางานอาสาสมัครที่มีความคล้ายคลึงกับงานที่ลูกขอไปทำ ให้เด็กได้ทดลองดูก่อนว่ากระบวนการทำงานเป็นอย่างที่เขาตั้งใจเอาไว้ไหม ถ้าเด็กรับได้ ชอบใจ ค่อยอนุญาตให้เขาได้ทำงานหาประสบการณ์ 
 
 - งานพิเศษทำได้แต่ต้องไม่ปฏิเสธงานบ้าน พ่อแม่ต้องอธิบายให้เข้าใจว่าลูกไม่สามารถทิ้งความรับผิดชอบในบ้านโดยอ้างว่ามีงานพิเศษต้องทำไปได้ งานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน หุงข้าว ล้วนเป็นงานที่ฝึกความรับผิดชอบของลูกได้ดีทางหนึ่ง แต่ในกรณีที่เด็กขอไปทำงานพิเศษแล้วไม่สามารถบริหารเวลามารับผิดชอบงานบ้านได้ จนทำให้งานบ้านต้องเสียหาย ก็แปลว่า เขายังไม่สามารถแบ่งเวลาได้ดีพอ ควรให้เขากลับมารับผิดชอบหน้าที่ที่เหมาะสมกับวัยให้ดีก่อนจะดีกว่า ส่วนหน้าที่ทำงานหารายได้นั้นต้องการ ระดับความรับผิดชอบ ที่สูงกว่านี้ จึงยังไม่เหมาะสมกับเขาด้วยประการทั้งปวง 
 
 สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบอื่น ๆ 
 
 - สถานที่ตั้ง การเดินทาง หากที่ทำงานพิเศษของลูกอยู่ใกล้หูใกล้ตาพ่อแม่ ก็ย่อมช่วยให้เบาใจลงได้ หรือหากเป็นการไปช่วยงานเพื่อนสนิท คนรู้จัก หรือคนที่พอจะฝากฝังได้ ก็ยิ่งดี แต่กรณีที่ลูกต้องเดินทางไปเอง พ่อแม่ควรช่วยมองหาเส้นทาง หรือยานพาหนะที่เหมาะสม เป็นการสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองอย่างง่ายด้วยค่ะ 
 
 - ทางออกให้ลูกกรณีเปลี่ยนใจ ข้อนี้เกิดขึ้นได้กับเด็กที่เริ่มทำงานพิเศษ พวกเขาอาจยังไม่คุ้นเคย ไม่สามารถปรับตัวได้ และอาจรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้ พ่อแม่จึงอาจเตรียมตัวเลือกสำรองไว้เช่น การรับทำงานเป็นชิ้น ๆ แทนการเข้างานเป็นพนักงานเต็มตัว และบอกเขาว่า เมื่อเขาพร้อม เขายังมีโอกาสกลับไปทำงานได้เสมอ 
 

 เทคนิคพ่อแม่ทำงานเตรียมไว้สอนลูก 
 
 พ่อแม่สามารถล้วงเทคนิคต่าง ๆ ในการทำงานมาสอนลูก ๆ ตลอดจนเตรียมตัวพวกเขาให้พร้อมสำหรับการทำงานพิเศษได้อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 
 
 - สอนลูกบริหารเงิน เป็นโอกาสอันดีที่พ่อแม่จะได้สอนลูกให้เก็บหอมรอมริบเงินที่เขาหามาได้ เด็กบางคนอาจต้องการไปทำงานพิเศษเพราะต้องการซื้อสิ่งของต้องใจ บางคนอาจต้องการเก็บไว้ใช้ในอนาคต ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะทำงานพิเศษด้วยเหตุผลใดก็ตาม พ่อแม่สามารถใช้โอกาสนี้สอนให้ลูกรู้จักกับการฝากเงินในบัญชีธนาคาร การใช้บัตร ATM อย่างเหมาะสม สอนเรื่องการออมเงินผ่านการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ให้กับเด็กได้ และเขาจะเห็นภาพได้ชัดขึ้นด้วย 
 
 - สอนลูกหัดทำเรซูเม่-เก็บประวัติการทำงาน เด็กวัยรุ่นหากต้องการสมัครงาน เรซูเม่ดี ๆ ก็จำเป็นเช่นกัน หากลูกเคยมีประสบการณ์เป็นอาสาสมัคร ทำกิจกรรมระหว่างเรียน หรือเข้าแข่งขันได้รางวัลต่าง ๆ มา ก็สามารถนำมาใส่ไว้ในเรซูเม่ของเขาได้ ไม่จำเป็นต้องใส่แต่ประสบการณ์การทำงานเสมอไป แต่ที่สำคัญคือ ควรสอนให้ลูกใส่ข้อมูลในเรซูเม่ตามความเป็นจริง 
  
 - สอนลูกเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ แม้เป็นเด็ก ก็หนีไม่พ้นการถูกสัมภาษณ์ ซึ่งพ่อแม่อาจช่วยได้ด้วยการตั้งคำถามง่าย ๆ กับลูก เช่น ให้เขาลองแนะนำตัว บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความสามารถที่เขาถนัด ฯลฯ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับการตอบคำถาม 
 
 สำหรับข้อดีของการทำงานพิเศษยามว่างในเด็กวัยรุ่นนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น และได้พบกับคนหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีความรับผิดชอบมากขึ้นตามวัยนั่นเอง 
 
 เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก more4kids.info และ eHow.com 
 

กูรูหนังสือเด็กชื่อดัง แนะวิธีเลือก ‘หนังสือภาพ’ ให้ตรงวัยลูก

February 1, 2010

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 ขึ้นชื่อว่า เด็ก คำๆ เดียวกัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกัน โดยเฉพาะพัฒนาการ ลักษณะนิสัย และความสนใจใคร่รู้ ย่อมแตกต่างกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมของครอบครัว และวิธีการเลี้ยงดู เช่นกันกับหนังสือที่ต้องเลือกให้ตรงกับช่วงวัยของเด็กด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นตามมา ต่อยอดให้เด็ก รู้จักโลกของหนังสือ จนกลายเป็นเด็กรักการอ่านในที่สุด 
 
 เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนแห่งความรัก ทีมงาน Life and Family มีคำแนะนำพ่อแม่ผู้อ่านที่รัก ในการเลือกหนังสือภาพให้ลูกตามแต่ละช่วงวัย โดยอ้างอิงจากหนังสือ พัฒนาลูกน้อยด้วยการอ่านของ “ทาดาชิ มัตษุอิ” ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือภาพเพื่อเด็ก เพื่อเป็นแนวทาง และตัวเลือกในการซื้อหนังสือภาพให้ลูกน้อยได้อย่างเข้าใจกันครับ 
 
 หนังสือภาพสำหรับเด็กวัย 0-3 ขวบ 
  
 
หนังสือภาพสำหรับ “เด็กวัยทารก” นี้ ไม่ใช่หนังสือสำหรับอ่าน เด็กจะสนใจหนังสือภาพเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะเห็นหนังสือภาพเป็นของสี่เหลี่ยมที่มีภาพติดอยู่ และเปิดปิดได้ ซึ่งพอเปิดดูข้างในแล้ว ก็มีภาพต่างๆ หลากหลายสี เรียงรายกันอยู่ในแต่ละหน้า เด็กจะรู้สึกสนุกกับการค้นพบ สำหรับสิ่งที่น่าสนใจนี้ ถ้าเปิดหน้าไหนแล้ว พบภาพสิ่งที่เด็กรู้จัก เช่น แมว สุนัข รถ กล้วย ส้ม เด็กจะยิ่งสนใจมากเป็นพิเศษ และจะส่งเสียงร้อง บื๋อ บื๋อ เมื่อเห็นภาพรถ เลียนเสียงเห่า บ๊อก บ๊อก เมื่อเห็นภาพสุนัข 
 
 สำหรับหนังสือภาพที่เหมาะสมกับเด็กวันนี้ ควรเป็นหนังสือภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ รถชนิดต่างๆ หรือสิ่งของในชีวิตประจำวัน ซึ่งภาพเหล่านี้ควรเป็นภาพเหมือนจริง มีความสวยงาม ไม่ควรเป็นภาพนามธรรม หรือภาพสีลูกกวาดที่ไม่มีความหมาย และไม่ควรมีฉากหลัง หรือส่วนประกอบของภาพที่รกรุงรัง 
 
 พอขึ้นวัย 2 ขวบ เด็กแต่ละคนจะเริ่มมีความชอบที่ต่างกัน ดังนั้นการเลือกหนังสือภาพสำหรับเด็กวัยนี้ ควรเลือกหนังสือที่เด็กสนใจ ไม่ควรบังคับให้เด็กดูแต่หนังสือภาพที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน เพราะหนังสือภาพไม่ใช่ตำราเรียน หนังสือภาพควรมาพร้อมกับความสุขของลูก เช่น เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน หนังสือภาพสัตว์ และสิ่งของ 
 
 นอกจากนี้ หนังสือกาพย์กลอนสำหรับเด็กที่มีภาพประกอบ ก็เหมาะสำหรับเด็กวัยนี้เช่นกัน เนื่องจากเด็กวันนี้จะมีประสาททางหูที่ดีมาก และสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษา และดนตรีได้ดี โดยเฉพาะช่วงวัย 2-4 ขวบ เด็กที่ฟังเสียง และภาษาที่มีจังหวะ บางคนถึงกับจำหนังสือที่ชอบได้ทั้งเล่ม และอ่านได้ถูกต้องทุกหน้า ทุกตัวอักษร เหมือนอ่านหนังสือออก ดังนั้นหนังสือที่มีบทกวีดีๆ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับพ่อแม่ในการอ่านให้ลูกฟัง 
 
 ก้าวระดับมาถึงวัย 3 ขวบ เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง มีจินตนาการสร้างสรรค์ แล้วมีความอยากรู้อยากเห็นมาก สามารถติดตาม และเข้าใจเรื่องเล่าง่ายๆ ได้แล้ว รวมทั้งเด็กวัยนี้จะชอบเรื่องซ้ำไปซ้ำมา ส่วนเรื่องไหนที่ชอบมาก เด็กก็จะให้อ่านซ้ำ ไม่รู้จักเบื่อ ทั้งๆ ที่จำเรื่องได้หมดทุกตัวอักษรตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็ตาม ดังนั้นหากเด็กวัยนี้มีประสบการณ์ทางภาษาที่ดี (วรรณกรรม) และภาพที่ดี (ศิลปกรรม) จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างนิสัยรักการอ่านของเด็กในอนาคต ซึ่งเด็กที่ที่เคยรู้สึกปีติยินดีกับหนังสือภาพตั้งแต่ 3 ขวบจะไม่ห่างหนังสือไปตลอดชีวิต 
 

ขอบคุณภาพจาก thecaschoolofexcellence.com

 หนังสือภาพสำหรับเด็กวัย 4-5 ขวบ 
 
 เมื่อลูกอายุ 4 ขวบ ความสามารถทางภาษาของเด็กจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ความชอบของเด็กแต่ละคน จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเลือกหนังสือจึงยากขึ้น ดังนั้นหนังสือภาพสำหรับเด็กวัยนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนิทาน และเรื่องเล่าที่ประพันธ์ขึ้นสำหรับเด็ก เพราะเด็กวัย 4 ขวบ เป็นวัยสร้างพื้นฐานทางด้านจินตนาการสร้างสรรค์ 
 
 ดังนั้น เมื่อเด็กฟังนิทานทางหู และเข้าไปอยู่ในโลกของนิทาน ในหัวก็จะวาดภาพไปตามเรื่องราวที่ได้ยิน ซึ่งภาพเล่าเรื่องเป็นภาษาที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เมื่อลูกได้ฟัง ภาพของตัวละครในนิทานจะปรากฎขึ้นให้เด็กเห็นอยู่ในหัว แม้ว่าตรงหน้าจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม แต่พลังของเรื่องราวที่เด็กได้ยินจะทำให้เด็กวาดภาพขึ้นเองในสมองได้ อย่างไรก็ตาม ภาพของหนังสือภาพจะช่วยให้เด็กวาดภาพเหล่านั้นในสมองได้ง่ายขึ้น 
 
 สำหรับเด็กวัย 5 ขวบ จะชอบหนังสือภาพนิทาน และเรื่องเล่าที่ยาวขึ้น เด็กต้องการฟังนิทานมาก แต่ไม่ควรซื้อหนังสือภาพนิทานให้มากมายจนอ่านแทบไม่ทัน บางครั้งเด็กก็อยากให้อ่านหนังสือภาพนิทานเล่มเดียวกันทุกคืน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าติดต่อกันหลายสัปดาห์ แสดงว่า เด็กชอบหนังสือเล่มนั้นมากเป็นพิเศษ และการค้นหาหนังสือที่ลูกชอบมากเป็นพิเศษเล่มนั้น นับว่ามีความหมายต่อเด็กมาก 
 
 พอเข้าสู่วัย 6 ขวบ พ่อแม่สามารถอ่านหนังสือนิทานเรื่องราวให้ลูกฟังเป็นตอนๆ ติดต่อกันทุกวัน เด็กจะรู้สึกสนุก และเฝ้ารอคอยฟังตอนต่อไปในวันรุ่งขึ้น ซึ่งนิทาน หรือบทประพันธ์สำหรับเด็กวัยนี้ ควรเป็นเรื่องราวที่ชวนให้เด็กรู้สึกสนุกกับการสร้างจินตนาการ และใช้ภาษาที่เหมาะสมสำหรับการอ่านให้เด็กฟัง เมื่อเด็กอ่านหนังสือออก เด็กจะอ่านเรื่องที่เคยฟังแล้วซ้ำอีก 
 
 เห็นได้ว่า “หนังสือภาพ” เพื่อเด็ก ไม่ใช่หนังสือภาพที่ให้ประโยชน์ต่อเด็กในทันทีทันใด แต่เป็นหนังสือที่ให้ “ความสุข+ความสนุก” แก่เด็ก ช่วยจุดประกายความสนใจที่มีต่อหนังสือให้เกิดขึ้นในใจเด็ก และหนังสือภาพไม่ใช่หนังสือที่เด็กอ่านเอง แต่เป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่ควรอ่านให้เด็กฟัง เป็นสื่อกลางสร้างความสุขในครอบครัว และสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์สัมพันธ์ให้เด็กได้เป็ยอย่างดี  
 

ห่วงเด็กรุ่นใหม่ “เน้นความรู้เพื่อแข่งขัน-จิตสาธารณะไม่มี”

February 1, 2010

 พ่อแม่หลายท่านที่เน้นให้ลูกได้ความรู้ทางวิชาการเพียบ ด้วยการอัดคอร์สติว เรียนเสริม แบบฝึกหัด ฯลฯ ต้องพิจารณาข่าวนี้ เมื่อนักวิชาการชื่อดังออกมาแสดงความห่วงใยเด็กไทยรุ่นใหม่ว่าเก่งความรู้ แต่เอาตัวไม่รอด ขาดความสุข และจิตใจแข็งกระด้างกันมากขึ้น 
 
 ดร.จิตรา ดุษฏีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า เด็กไทยยุคนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว แต่ความรู้ที่เด็กไทยมีอยู่ขณะนี้เป็นความรู้ที่จะนำไปสู่การแข่งขันมากเกินไป อีกทั้งยังเป็นความรู้ที่ต้องการบอกให้คนอื่น ๆ รับรู้ได้ว่า ดีกว่า เก่งกว่า แน่กว่าคนอื่นๆ ส่วนความรู้ที่จะนำไปสู่การคิดถึงคนอื่นหรือมีจิตสำนึกสาธารณะนั้นยังมีน้อย ความรู้ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันมีน้อย 
 
 ”ถ้าเมื่อไรครอบครัว โรงเรียนและสังคมให้ค่ากับความรู้ที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือคนอื่นช่วยเหลือสังคม เด็กจะมีความสุขภาคภูมิใจในตัวเอง ถ้าเราช่วยกันปลูกฝังให้เด็กไทยในทุกระดับมีความรู้ที่จะช่วยเหลือหรือมีจิตสำนึกสาธารณะ สิ่งที่เขาจะมีเพิ่มขึ้นในตัวเองก็คือ ความภาคภูมิใจและศักยภาพที่เพิ่มขึ้น เด็กจะมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้น ความรู้เพื่อการแข่งขันไม่ได้ทำให้เด็กเอาตัวรอดได้ ความรู้ที่ใช้ช่วยเหลือหรือหยิบยื่นให้คนอื่นเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เขามีความสุขในการใช้ชีวิตท่ามกลางสังคมที่มีปัญหามากมายอยู่ในขณะนี้ เขาจะเข้าใจและรู้จักที่จะรักเพื่อนมนุษย์มากขึ้น” 
 
 เด็กไทยยุคนี้เก่งคิด เก่งแข่ง เก่งขันเพื่อให้ตัวเองอยู่เหนือคนอื่นและชนะคนอื่นให้ได้ ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ขาดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ขาดการประสานใจต่อใจกัน เด็กจะมุ่งสนใจสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกตัวไกลตัว จนทำให้จิตใจเด็กไทยแข็งกระด้าง คิดแต่เรื่องตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น โลกที่ทันสมัยในยุคนี้ส่งเสริมให้เด็กไม่ต้องสนใจคนใกล้ตัว สอนให้เด็กเห็นแก่ตัวซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมาก ดังนั้นการจะสอนให้เด็กยุคนี้หันมาสนใจจิตใจและเข้าถึงคนอื่นๆ มีจิตอาสาต่อคนอื่นๆ และสังคมให้มากขึ้น พ่อแม่ ครูต้องเริ่มให้เด็กๆ มีโอกาสได้พบปะเข้าสังคมกับบุคคลอื่นๆ ภายในสังคม ให้เด็กๆ ได้มีโอกาสอยู่กับบุคคลอื่นๆ บ้าง และไม่จำกัดวงกว้างอยู่แค่คนเท่านั้น ยังขยายไปสู่สัตว์ ต้นไม้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เด็กจะเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่สัมพันธ์เพียงแค่ความรู้กับความรู้ หากแต่ได้สัมพันธ์กับของจริงที่มีชีวิต ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะใจต่อใจ อันจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายใจของเด็กไทยซึ่งหมายถึงความสุขแห่งชีวิตของเด็กมีมากขึ้นด้วย” 
 

โฆษณาจังก์ฟู้ดเจอดี ไต้หวันร่างกฎหมาย”แบน”

February 1, 2010

เด็ก ๆ ในไต้หวันกำลังออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

 รัฐบาลไต้หวันเอาจริง เตรียมร่างกฎหมายแบนโฆษณาอาหารขยะจากหน้าจอทีวี เพื่อหวังสะกัดกั้นยอดเด็กอ้วนในประเทศไม่ให้พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องเหมือนเช่นในปัจจุบัน 
 
 ธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดคงต้องร้อน ๆ หนาว ๆ เป็นแน่ หากจะทำธุรกิจในไต้หวันต่อ เมื่อปัญหา “เด็กอ้วน” ทวีความรุนแรง และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุกให้รัฐบาลหันกลับมาให้ความสำคัญในจุดนี้ เนื่องจากปัจจุบัน มีเด็ก ๆ ในไต้หวันมากถึง 25 – 30 เปอร์เซ็นต์ของประเทศเข้าข่าย เด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือไม่ก็เป็นโรคอ้วน 
 
 ในการนี้ รัฐบาลไต้หวันเองก็เอาจริงเอาจังถึงกับประกาศว่า ต้องการเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกที่จะเดินหน้าแบนโฆษณาอาหารขยะให้หมดไปจากหน้าจอทีวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรายการเด็กกันเลยทีเดียว โดยอาหารที่ถูกหมายหัวเอาไว้เป็นอันดับต้น ๆ หนีไม่พ้น อาหารประเภทพิซซ่า ไก่ทอด เครื่องดื่มรสซ่าหลากสี ท็อฟฟี่ เค้ก ฯลฯ นั่นเอง 
 
 ในตอนนี้ กฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการร่าง และคาดว่าจะผ่านเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภา และสามารถประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการในช่วงปี 2011 และหากร่างกฎหมายนี้ผ่านการเห็นชอบ ไต้หวันจะกลายเป็นรัฐบาลแรกของโลกที่กำหนดให้มีการเก็บภาษีอาหารขยะด้วย 
 
 เรียบเรียงจากเอเอฟพีนิวส์ 
 

ดูแลหัวใจ หลังเหตุการณ์ร้าย ๆ/สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

January 31, 2010

 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวสารที่เราได้รับรู้ผ่านสื่อทุกวันนี้ มีผลต่อการดำรงชีวิตของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารเรื่องภัยพิบัติ โศกนาฏกรรม ภัยก่อการร้าย ต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เราต้องใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวล กลัว หวาดระแวงและระแวดระวัง ภาพต่างๆ ของตึกรามบ้านช่องที่พังทลาย ผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บที่นอนเรียงรายทับถม ผู้คนที่ร้องไห้เมื่อต้องพรากจากพ่อแม่หรือคนที่รัก ที่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวในช่วงเดือนที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ประเทศเฮตินั้น ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ใหญ่อย่างเราๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าตัวน้อยๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณหน้าจอโทรทัศน์ด้วย 
 
 เด็ก ๆ จำนวนมากที่ได้รับรู้เรื่องราวดังกล่าว แต่ไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจถึงความสูญเสียและคราบน้ำตา แต่กระนั้นเจ้าตัวน้อยก็สัมผัสได้ถึงสัญญาณของความไม่ปลอดภัย และความกังวลใจที่เกิดขึ้นรอบๆ กายของพวกเขา หากเด็กดูภาพข่าวเหล่านั้นซ้ำๆ อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ เสมือนตนเองได้เข้าไปเผชิญเหตุการณ์นั้นเอง และอาจส่งผลถึงการดำรงชีวิต ทำให้เด็ก ๆ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ฝันร้ายไปหลายคืน จึงไม่ควรให้เด็กดูภาพข่าวร้ายซ้ำไปซ้ำมา ในอีกด้านหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ควรถือโอกาสนี้กระตุ้นลูกให้สนใจผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและให้มีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อม ปลูกฝังให้ลูกมีความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้ว่าจะต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ให้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ชวนลูกหาวิธีช่วยเหลือเท่าที่เรามีกำลัง อย่างน้อยแค่ให้ส่งใจช่วยเหลือก็จะทำให้เด็กรับรู้ถึงความอ่อนโยนของตัวเองได้ค่ะ 
 
 ป่วยใจ เมื่อเรื่องร้ายมาเยือน 
 
 กรณีแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ เด็กๆ จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัย สูญเสียบุคคลที่รัก และทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหวาดกลัว เหตุการณ์เช่นนี้แน่นอนว่าต้องส่งผลถึงสภาพจิตใจของผู้ที่เผชิญกับเหตุการณ์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ อาจเกิดภาวะทางจิตอย่างหนึ่งคือ PTSD (Posttraumatic Stress Disorder) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับผู้ที่เผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงหรือตกอยู่ในภาวะกดดันที่มากกว่าจะพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยจากมนุษย์ เป็นเหยื่อความรุนแรง การถูกทำร้าย ลักพาตัว หรือข่มขืน โดยผู้ที่เกิดอาการอาจเป็นผู้เผชิญเหตุการณ์ด้วยตนเอง หรือเป็นเพียงพยานรู้เห็นเหตุการณ์นั้นๆ ก็ได้ 
 

พญ.ปราณี เมืองน้อย

 พญ.ปราณี เมืองน้อย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อาการของเด็กที่มีภาวะ PTSD อาจจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ผ่านไป เด็กบางรายที่ดูเหมือนจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีในตอนแรก อาจจะมีอาการเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือกระทั่งเป็นปี ในขณะที่เด็กบางคนก็อาจมีอาการในทันทีหลังการประสบเหตุ โดยเด็ก อาจมีลักษณะมึนชา อารมณ์เฉยเมย ไม่สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว แยกตัวห่างเหินผู้อื่น บางครั้งอาจเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น เช่น การดูทีวีหรืออ่านข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ เด็กจะสะดุ้งตกใจง่าย นอนผวา หลับๆ ตื่นๆ ฝันร้ายซ้ำๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น มีอาการทางกายเช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปัสสาวะรดที่นอน ซึ่งบางครั้งพ่อแม่เข้าใจผิดว่าลูกป่วยทางกาย แต่แท้ที่จริงแล้วอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากจิตใจโดยตรง 
  
 รับมืออาการป่วยใจให้ถูกวิธี 
 
 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เมื่อสงสัยว่าลูกกำลังเผชิญกับภาวะ PTSD คือ ให้ความเข้าใจ ว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกนั้น เป็นการตอบสนองต่อความเครียดและเรื่องร้ายๆ ที่ลูกได้พบเจอ (ถือเป็นปฎิกิริยาปกติในภาวะที่ไม่ปกติ) คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจแก่ลูกมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ เพราะเด็กจะคาดหวังให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เข้ามาช่วยรับมือกับความกลัวที่เกิดขึ้น คุณควรทำให้ลูกรู้สึกว่าเขามีความสามารถในการกำหนดสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้เอง โดยอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเลือกอาหาร การช่วยเหลือตัวเอง เพื่อช่วยฟื้นฟูความมั่นใจของลูก 
 
 การเยียวยาหัวใจนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องประคับประคองเรื่องของจิตใจ อธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น การพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอธิบายด้วยวิธีการที่เหมาะสมและอยู่ในระดับที่วัยของลูกจะเข้าใจได้ ไม่ควรปล่อยให้ลูกมีคำถามค้างคาใจ เพราะนอกจากจะเพิ่มความกังวลใจให้เด็กๆ แล้ว เจ้าตัวน้อยก็อาจจะใช้จินตนาการแต่งเสริมเติมเรื่องต่อจนน่ากลัวเกินจริงได้ ที่สำคัญควรแน่ใจว่าเจ้าตัวน้อยไม่ได้มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่เด็กๆ มักจะคิดว่าเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความผิดของตน ดังนั้นจึงควรอธิบายให้กระจ่างชัดว่าเด็กๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีผลแทรกซ้อนคือโรคซึมเศร้า วิตกกังวล 
 

 คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับการรักษาบาดแผลทางใจของลูก ซึ่งเด็กแต่ละคนจะใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน เร็วหรือช้านั้นก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันทางใจที่มีมาก่อนหน้า รวมทั้ง ความเข้าใจ และกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ และบุคคลใกล้ชิดด้วย 
 
 หากคุณพ่อคุณแม่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกลัว หลังจากเหตุการณ์ร้าย ๆ เช่นเดียวกัน คุณก็ควรที่จะหาทางบำบัดรักษาอาการของตัวคุณเองก่อน เพราะไม่อย่างนั้นความกลัวและความวิตกกังวลของคุณก็จะยิ่งไปเพิ่มความเครียดให้กับลูก นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามที่จะไม่ปกป้องลูกมากจนเกินไป แม้ว่าคุณจะไม่ต้องการให้เรื่องร้ายทำลายจิตใจลูกได้อีก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวน้อยก็ต้องอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ และอาจจะต้องพบเจอกับเรื่องราวร้ายๆ อีก ดังนั้นการปกป้องมากเกินเหตุจึงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สุดท้ายต้องไม่ลืมว่าการกอด การสัมผัสให้เจ้าตัวเล็กได้รับไออุ่นแห่งความรักของพ่อและแม่จะเป็นยาที่ช่วยรักษาบาดแผลได้ดีไม่แพ้ยาชนิดใดในโลกค่ะ ความเชื่อมโยงทางใจระหว่างกันทำให้เด็กรับรู้ได้ถึงความมั่นคงปลอดภัย จะทำให้เด็กกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้นค่ะ พญ. ปราณี กล่าวทิ้งท้าย 
 
 เพราะสิ่งไม่คาดคิดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และหากว่าวันหนึ่งลูกน้อยจะต้องเจอกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่คาดคิด สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ความเจ็บป่วยทางร่างกาย ก็คือ เรื่องจิตใจของลูกค่ะ 
 

โปรดอ่าน…ก่อนพาลูกเที่ยว

January 30, 2010

 ในช่วงวันหยุดสัดสัปดาห์แบบนี้ พ่อแม่หายคนอาจคิดโปรแกรมพาลูกเที่ยว แต่หลายครอบครัวอาจยังลังเลเพราะเกรงว่า ลูกยังเล็กนัก กลัวจะไม่สะดวกในการพาไปไหนมาไหน 
 
 ทั้งนี้ ลูกมีอายุ 12 – 24 เดือน ทักษะสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ต้องฝึกปรือให้คล่องแคล่วเพื่อการเดินทางที่ราบรื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา นั่นคือ การจัดกระเป๋าให้ลูกน้อยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 
 
 ดังนั้น เราลองมาดูกันว่า รายการข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับลูกวัยนี้ ที่คุณแม่ต้องเตรียมไปด้วยระหว่างการเดินทางมีอะไรบ้าง เพื่อจะได้เตรียมพร้อมในการเดินทางอยู่เสมอ 
 

 ผ้าอ้อม  
 
 ไม่ว่าจะเป็นผ้าอ้อมสำเร็จรูป หรือผ้าอ้อมชนิดใช้แล้วซัก จัดเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นทีเดียว นับจำนวนผ้าอ้อมที่คุณต้องใช้ในแต่ละวัน แล้วบวกเพิ่มอีก 2-3 ผืน เผื่อกรณีฉุกเฉิน มีเหตุล่าช้ากว่ากำหนดระหว่างการเดินทาง 
 
 ผ้าห่มผืนเล็ก 
 
 ควรนำติดกระเป๋าไปด้วย 1 ผืน เพื่อใช้ห่มคลุมลูกเมื่อรู้สึกหนาวขา หรือ คลุมกันแดด กันฝน เปรียบเสมือนคนสมัยก่อนมีผ้าข้าวม้า 1 ผืน ใช้ประโยชน์ได้สารพัด 
 
 สำหรับคุณแม่มือโปร อาจนำไป 2 ผืนก็ได้ ผืนหนึ่งสำหรับปูรองให้ลูกนอน อีกผืนไว้ห่มให้ลูกนั่นเอง 
 
 ถุงใส่ได้สารพัด 
 
 นำไปหลายขนาดก็ดีค่ะ สำหรับใส่ผ้าอ้อมใช้แล้ว ใส่เสื้อผ้าที่จะนำกลับมาซักต่อ ใส่รองเท้าที่เลอะเทอะของลูก หรือใส่เศษขนม เศษขยะในรถ ฯ 
 

 กระดาษชำระแบบธรรมดา หรือชนิดเปียก 
 
 สำหรับการเช็ด ทำความสะอาดสารพัด รวมทั้งใช้เมื่อเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ไม่มีกระดาษทิชชู่ให้ 
 
 ของเล่นและหนังสือเด็ก 
 
 เลือกของเล่นที่ลูกชอบ รวมทั้งของเล่นชิ้นใหม่ๆ เพื่อให้ลูกตื่นเต้น กระหายอยากเล่นระหว่างทาง เลือกของเล่นที่ไม่แตกหักเสียหายง่าย พกพาสะดวก 
 เสื้อผ้า 
 
 
 จัดเสื้อผ้า 2-3 ชุดต่อวัน เลือกชุดที่ใส่และถอดง่าย อย่าเลือกชุดหมีเพราะจะใส่-ถอดยากเวลาเข้าห้องน้ำ 
 
 ชุดว่ายน้ำ 
 
 ถ้าจะพาลูกลงเล่นน้ำด้วย ก็นำไปด้วย อย่าลืมห่วงยาง, ปลอกแขนพยุงตัวขณะลงน้ำสำหรับลูก ที่สำคัญ อย่าปล่อยให้ลูกเล่นน้ำคนเดียว โดยไม่มีใครดูแลใกล้ชิดเด็ดขาด ยิ่งลูกวัยนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องลงเล่นน้ำกับลูกด้วย 
 
 ผ้าอ้อมกันเปื้อน 
 
 สำหรับเช็ดทำความสะอาดใบหน้าและตัวลูก 
 
 หมวกกันแดด 
 
 สำหรับสวมใส่เมื่อออกกลางแจ้ง กันแดด กันฝน 
 
 ถ้วยสำหรับดื่มน้ำชนิดกันหก 
 
 ระหว่างเดินทาง ควรให้ลูกจิบน้ำบ่อยหน่อย เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ โดยเฉพาะหากอยู่ในช่วงหน้าร้อน หรือจะพกกระติกน้ำไปด้วยก็ดีค่ะ 
 
 อย่างไรก็ดี เมื่อลูกโตขึ้นพอสมควรแล้ว เขาก็จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ดังนั้น ข้าวของที่จะต้องนำไปด้วยก็น้อยลงไปตามลำดับค่ะ จึงขอให้พ่อแม่ทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อน เพื่อจะได้เที่ยวแบบฉบับครอบครัวอย่างมีความสุขค่ะ 
 
 ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaiparents.com 
 

“เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร” ทุกปัญหาเธอมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

January 29, 2010

“งานสำคัญ ครอบครัวสำคัญกว่า”

 “เก็บรักเก็บเอาไว้ ไม่เป็นไรเธอไม่รัก ฮือฮือ ไม่เป็นไร ฉันให้เธอ…*เพราะนี่เป็นทุกอย่าง จากหัวใจ ให้เธอ ฉันคงทำได้แค่เพียง ยังรักเธอ ก็เท่านั้น ไม่ใช่คนพิเศษ ของเธอ ฉันเข้าใจ ขอแค่เพียงได้รักเธอ ก็คงเพียงพอ…” 
 
 เป็นบทเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ที่เชื่อว่า คงโดนใจใครหลายคนมาก่อนแล้วกับเพลง “เก็บเอาไว้” เพราะถูกขับร้องโดยนักร้องสาวเสียงหวานแก้มบุ๋มอย่าง “เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร” หรือที่คุ้นชินในชื่อ “เอิร์น-จิรวรรณ” นักร้องสังกัดค่ายอาร์เอส ที่ห่างหายไปจากวงการเสียนาน เนื่องจากเธอต้องเรียนต่อปริญญาโท MIM ซึ่งตอนนี้ได้ทำหน้าที่ทายาทรุ่น 2 บริหารโรงแรมเอเชีย ร่วมกับครอบครัวในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ 
 
 เพื่อส่งท้ายเดือนแห่งความสุข (มกราคม) ต้อนรับเดือนแห่งความรัก (กุมภาพันธ์) ที่จะถึงนี้ ทีมงาน Life and Family ขอลัดคิวงาน นัดพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับสาวน้อยคนนี้กันสักหน่อย เพื่อเก็บเรื่องราวแห่งความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวของเธอ มานำเสนอให้คนไทยทั้งประเทศได้หายคิดถึงกัน 
 
 
 *** วัยใสในวันวานของ “ด.ญ.เอิร์น” 
 
 กับบทบาทนักร้อง/นักแสดงสมัยยังอยู่ในวงการ เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า ความกล้า และความมั่นใจของเธอมีติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่หากเล่าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สมัยที่เธอยังเป็นเด็กหญิง “เอิร์น” เป็นเด็กสาวขี้อาย และขี้กลัวมาก ถึงกับขั้นหยิกตัวเอง เพื่อแก้เขินเวลาที่คุณครูชอบให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีอยู่ทุกครั้ง สังเกตได้จากรูปถ่ายตอนแสดง เธอจะไม่ค่อยยิ้มแย้มเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ เท่าใดนัก 
 
 “ด.ญ.เอิร์น” เป็นอาหมวยเล็กของบ้าน มีโรงแรมเอเชียเป็นธุรกิจครอบครัว เธอมีพี่ชาย ซึ่งห่างจากเธอ 2 ปี พี่ชายคนนี้ เธอเล่าว่า ทั้งเป็นห่วง และรักน้องมาก เธอกับพี่ชายจึงสนิทสนม และคุยกันได้ทุกเรื่อง เวลานอนก็นอนด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่จะไม่มีเหตุการณ์แย่งของเล่น หรือทะเลาะกัน มีแต่จะแบ่งปัน และช่วยเหลือกัน 
 
 ส่วนตัวเธอเองก็เป็นเด็กดี และน้องที่น่ารักของพี่ชายมาตลอด ซึ่งการที่เธอเป็นเด็กเรียบร้อย เธอเล่าว่า ได้ต้นแบบมาจากแม่ที่จะเป็นแม่ศรีเรือน เป็นทั้งงานครัว และงานปักเย็บ นอกจากนี้ คุณแม่จะเป็นคนรักสวยรักงาม และชอบแต่งตัว ทำให้เธอได้ซึมซับนิสัยในส่วนนี้ของคุณแม่มาด้วย 
 
 ส่วนคุณพ่อ จะเป็นตัวแบบในเรื่องระเบียบการทำงาน ทุ่มเท และตรงต่อเวลา ซึ่งจะมีความรับผิดชอบสูงมาก พอถึงเวลาที่ต้องมาทำงานจริง ทำให้เธอได้นำแบบแผนจากคุณพ่อมาเป็นแนวทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดี 
 
 ”อยู่ที่บ้าน เอิร์นจะสนิท และคุยกันได้ทั้งพ่อกับแม่ แต่คุณแม่จะเป็นแม่บ้านอยู่บ้าน ทำให้ใกล้ชิด และสนิทสนมกับคุณแม่มากกว่า เพราะไปไหนก็ไปด้วยกัน จึงกลายเป็นเงาตามตัวไม่ห่างกันเลยก็ว่าได้ ขณะที่คุณพ่อเอง เป็นบุคคลที่เราเกรงกลัวมากที่สุด เพราะท่านจะเป็นคนที่ระเบียบ มีเหตุผล ตรงไปตรงมา และมีแบบแผน แต่ลึกๆ แล้วคุณพ่อเป็นคนตลกนะ นานๆ ทีจะดุ แต่พอวันไหนที่ถูกดุ ก็เรียกเสียงสะอื้น และน้ำตาไม่น้อย” สาวแก้มบุ๋มเล่าถึงความผูกพันพ่อแม่ลูก 
 

พ่อแม่ลูกหัวใจผูกกัน

 ***ด่านที่ต้องฝ่าฟันก่อนเข้าวงการ คือ “ครอบครัว” 
 
 ด้วยความที่คุณพ่อ เป็นคนที่เธอกลัวมากที่สุด วันหนึ่งมีแมวมองจากอาร์เอสมาทาบทามให้ไปแคสติ้ง ซึ่งตอนนั้นเธออายุได้ 14 ปี จึงคุยปรึกษากับคุณแม่ ซึ่งท่านไม่มีปัญหาอะไร แต่ด่านสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของคุณพ่อ เพราะท่านจะให้ความสำคัญกับการเรียนมากเป็นอันดับหนึ่ง อย่างที่สองคือ ความขี้อาย และไม่กล้าแสดงออกของเธอ ทำให้ ณ ตอนนั้น คุณพ่อไม่มีความเชื่อมั่นเท่าที่ควร จึงได้รวบรวมความกล้า และตัดสินใจบอกกับพ่อในที่สุด 
 
 ”ตอนที่บอก คุณพ่อไม่ค่อยเห็นด้วย ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งท่านก็พยายามเลี่ยงไม่ให้เราทำ เช่น ทำแล้วจะเรียนไหวหรอ เนื่องจากช่วงนั้นมีข่าวที่รุ่นๆ เดียวกับเอิร์น ส่วนใหญ่จะหยุดเรียนบ้าง ขาดเรียนบ้าง จนมีปัญหาเรื่องการเรียน ทำให้คุณพ่อกังวล และไม่อยากให้เราไปเป็นนักร้อง จนสุดท้าย คุณพ่อก็บอกกับเราว่า ถ้าลูกมั่นใจที่จะทำโดยยังคงรักษาระดับการเรียนให้ดีได้ พ่อจะให้ทำ แต่ถ้าเข้าไปทำแล้ว การเรียนตก พ่อจะไม่ให้ทำต่อไป” 
  
 ส่วนในเรื่องความขี้อาย และไม่กล้าแสดงออกนั้น เรื่องนี้คุณพ่อค่อนข้างเป็นห่วงเธอมากเช่นกัน เพราะขนาดแสดงบนเวทีที่โรงเรียน ยังไม่ค่อยกล้าเลย นับประสาอะไรกับการไปร้องเพลงบนเวทีให้คนส่วนใหญ่ฟัง กับเรื่องนี้ เธอบอกว่า ต้องฝ่าด่านอีกขั้นของคุณพ่อไปให้ได้ ซึ่งกว่าจะผ่านไปได้ เล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน 
 
 ”คุณพ่อบอกว่า ถ้าตัดสินใจว่าจะทำจริงๆ ต้องมาทดสอบให้พ่อดูก่อน ซึ่งตอนแรกก็นึกว่า เราต้องร้องให้พ่อฟังเฉยๆ แต่ที่ไหนได้ คุณพ่อให้มาร้องเพลงกับวงดนตรีในห้องอาหารของโรงแรม พร้อมกับชวนเพื่อนๆ ของท่านมานั่งฟังเราร้องด้วย ซึ่งต้อนนั้น เราก็ ว๊าย ให้ร้องแบบนี้จริงๆ หรอ เพราะสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีจอคาราโอเกาะให้ร้องเหมือนสมัยนี้ ทำให้ต้องไปตกลงกับวงดนตรีที่จะเล่น เพื่อให้รับ และเข้ากับเราได้ดี 
 

ด.ญ.เอิร์น อาหมวยเล็กของบ้าน “เตชะหรูวิจิตร”

 สุดท้าย ก็ขึ้นไปร้อง และพิสูจน์ให้คุณพ่อเห็นว่า เราร้องได้ และไม่อายที่จะร้องด้วย ท่านจึงอนุญาตให้ลองไปดู แต่ที่ไป ไม่ใช่ไปเทสต์เพื่อเป็นนักร้องเลยนะ แต่ไปเทสต์เป็นนางเอกมิวสิควีดีโอก่อน จากนั้นได้ถูกชักชวนให้ไปร้องเพลง และเล่นละครอีกทีหนึ่ง” นักร้องแก้มบุ๋มเล่า 
 
 *** เส้นทางบันเทิง สอนเธอให้เข้าใจคน 
 
 
 หลังจากเข้าวงการได้สักระยะ เธอก็ได้ห่างหายจากวงการไป กับเรื่องนี้ เธออธิบายว่า เธอต้องเรียนหนัก และทำหน้าที่ช่วยงานในโรงแรมของเธอไปพร้อมๆ กันด้วย แต่สิ่งที่เธอได้รับ และเรียนรู้จากวงการบันเทิงตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เธอบอกว่า เธอรู้จักกับความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และที่ขาดไม่ได้เลย คือแฟนเพลงที่น่ารัก และแสนดี ที่คอยเป็นกำลังใจ และอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ซึ่งสัมผัสได้ถึงความห่วง และใส่ใจ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัวเดียวกัน แต่กลับให้ใจเรามากขนาดนี้ ตรงนี้จึงเป็นความรู้สึกดีที่ไม่รู้ลืม ถึงแม้จะห่างหายจากวงการไปนานแล้วก็ตาม 
 
 ”วงการบันเทิง สอนให้เอิร์นมีประการณ์ในด้านของคน รู้จัก และรู้ทันคน เพราะต้องเจอกับคนหลายประเภท ซึ่งบางคนก็น่ารัก บางคนก็ทำเราอึ้งไปเหมือนกัน หรือบางที คนที่เราจริงใจ หรือเปิดเผยทุกอย่างได้หมด ก็ไม่ใช่คนที่เราไว้ใจได้เสมอไป การเจอคนเยอะๆ ทำให้เอิร์นกลายเป็นคนระแวดระวังคนมากขึ้น ไม่ทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสา เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นเด็กทั่วไป ก็คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความเป็นจริง และการเผชิญหน้าแบบนี้” สาวเอิร์นสะท้อนถึงสิ่งที่ได้รับจากวงการบันเทิง 
 
 นอกจากนี้ การที่เป็นคนของประชาชน แน่นอนว่า ย่อมต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ ทำให้บางครั้งมีข่าวที่ไม่เป็นความจริง และสร้างสรรค์ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่จุดนี้ ถึงแม้ว่าช่วงแรก จะกังวล และน้อยใจก็ตาม แต่เธอก็สบายใจทุกครั้ง ที่มีครอบครัวคอยเป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างเสมอ ซึ่งพ่อแม่มักบอกกับเธอเสมอว่า “เราจะไปแคร์คนทั้งโลก มันก็ไม่ถูก แต่ควรมองเฉพาะคนที่เรารู้จัก ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรา และมองว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น แค่นี้ก็พอแล้ว” นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่คอยพูดให้กำลังทุกครั้งที่มีข่าว หรือมีคนโพสต์ข้อความในเว็บที่ไม่สร้างสรรค์เกี่ยวกับตัวเธอ 
 
 *** งานสำคัญก็จริง แต่ครอบครัวสำคัญกว่า 
 
 กว่า 4 ปีแล้ว ที่เธอได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารโรงแรมร่วมกับคุณพ่อ ทำให้ตารางงานลัดตัวค่อนข้างมาก แต่สาวเอิร์นก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวไม่แปรเปลี่ยน โดยช่วงเวลาหลังเลิกงาน เธอจะต้องกินข้าวเย็นด้วยกันกับครอบครัวทุกวัน อีกทั้ง 1 อาทิตย์ จะมีโปรแกรมไปกินข้าวนอกบ้านด้วยกัน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ไปไหนกับเพื่อน จนบางครั้งเพื่อนน้อยใจ แต่ก็เข้าใจ เพราะต้องทำงาน และการที่เธอทำงานมาทั้งวัน จึงอยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด 
 
 ”ทุกวันนี้ห่วงท่านทั้งสองมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพราะท่านมีอายุมากขึ้นทุกวัน ดังนั้น ทุกครั้งที่เราว่าง จึงอยากจะใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากที่สุด เพราะเราสบายใจที่ได้อยู่กับท่าน ที่สำคัญ เอิร์นจะช่างสังเกตอยู่ตลอด เช่น เวลาพ่อ หรือแม่เป็นอะไรนิดหน่อย เราก็จะบอก” 
 

“เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร”

 ”ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกช่วงเวลาเรามีคุณพ่อคุณแม่เป็นแรงผลักดันตั้งแต่เด็กเลย เอิร์นเป็นครอบครัวที่เพื่อนๆ ลงมติว่า เป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด เพราะว่า ตั้งแต่เด็ก ท่านจะไปรับส่งที่โรงเรียนเป็นประจำ และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่มาตลอด 
 
 ขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราเครียด เราท้อ เราเสียใจทุกอย่าง อยู่กับเพื่อนก็ช่วยเราได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่พออยู่กับพ่อแม่ เราสบายใจขึ้นมาก เหมือนโลกนี้ไม่ต้องกลัวปัญหาอะไร ซึ่งบางเรื่องกลัวมากๆ แต่ท่านทั้งสองก็ยังอยู่ข้างๆ เราตลอด ดังนั้นจึงตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าใครที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เขาคนนั้นต้องเข้ากับพ่อแม่ และน้องหมาของเราให้ได้ก่อน” 
 
 และเมื่อเธอเปิดประเด็นเรื่องความรัก ทีมงานก็ไม่พลาดที่จะถามต่อ ซึ่งสาวเอิร์นอัพเดทให้ทีมงานฟังว่า “หลังจากที่คบกันมา 6 ปี ช่วงนี้ความรักห่างเหินค่ะ ไม่ค่อยได้คุยกัน บอกไม่ถูกอะค่ะ ก็ห่างๆ กันไปนะ ส่วนพี่เขาก็ทำงานหนัก และก็เหนื่อยด้วย ส่วนเราก็ไม่ต่างไปจากเขา บางครั้งคุยกันจึงไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไร จึงห่างๆ กันไปก่อนดีกว่า แต่เราก็ยิ้มสู้เสมอ เพราะเรามีลูก (ลูกสุนัข) อีก 5 ตัวต้องดูแล (หัวเราะ)” 
 
 *** ถึงน้องใหม่ในวงการ อยู่อย่างไรให้เจริญ 
 
 ปัจจุบันในวงการบันเทิงส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่า มีน้องใหม่เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด ในฐานะรุ่นพี่ สาวเอิร์นได้ฝากถึงน้องใหม่ทุกคนว่า “การทำงานในวงการบันเทิง คือการทำงานอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบ และอยากให้จำไว้เสมอว่า การที่เราเป็นเบื้องหน้า มันไม่ได้หมายความว่า เราจะทำงานอยู่คนเดียวได้ แต่เราต้องแคร์ทีมงานด้วย ซึ่งตอนแรกตัวเอิร์นเองก็รู้สึกเฉยๆ นะในความรู้สึกของเด็ก ณ ตอนนั้น แต่เอิร์นโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะอยู่ตลอด เจอใครจะไหว้หมด 
 
 ดังนั้น การมีชื่อเสียงได้ ไม่ใช่เพราะเราคนเดียว แต่ยังมีทีมงานเบื้องหลังอีกหลายคน คอยช่วยเหลืออีกแรง ซึ่งบางทีอาจจะเหนื่อย และใช้สมองมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่เช่นนั้น คุณก็จะไม่มีอัลบั้ม หรือละครออกอากาศให้ประชาชนได้ฟัง และชื่นชม ขอให้ระลึกถึงตรงนี้ให้มาก เห็นใจทีมงานเยอะๆ ด้วยการมาทำงานให้ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ และเอาใจเขามาใส่ใจเรา 
 
 “สำคัญที่สุดเลย วงการบันเทิง เมื่อเข้ามาแล้ว ใช่ว่าจะอยู่กันได้ง่ายๆ ทางที่ดี ต้องมีการปรับตัวเข้ากับคนอื่นให้ได้ด้วย รวมถึงรู้จักมอง และระวังคน โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งถ้าไม่มีเกราะป้องกันที่ดีพอ อาจเป็นอันตรายได้ง่าย เนื่องจากคนในวงการมีหลายประเภท บวกกับสมัยนี้ ภาพ หรือคลิปมีการหลุดกันมาก ซึ่งต้องเข้าใจว่า การเป็นคนของประชาชน จะถูกลดความเป็นส่วนตัวลงไปด้วย ในฐานะรุ่นพี่ เอิร์นก็ขอเป็นกำลังใจ และฝากให้น้องๆ รุ่นใหม่ทุกคน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ” 
 
 
 ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวชีวิตของนักร้องสาวเสียงหวานแก้มบุ๋ม “เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร” ผู้หญิงที่มีครอบครัวดี มีพ่อแม่เป็นแรงผลักให้เธอเชื่อมั่น และกล้าแสดงออก พร้อมกับสอนให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน และอยู่เคียงข้างเธอในทุกปัญหา ทำให้เธอมีตัวตนที่อ่อนหวาน ดึงดูดคนที่อยู่ใกล้ด้วยเสน่ห์ ทั้งบุคลิก และปัญญา ที่วันนี้ทีมงาน Life and Family ได้นำเรื่องราวของเธอ มานำเสนอให้หายคิดถึงกัน ซึ่งเชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศ จะเก็บเธอไว้ในใจตลอดไป ไม่ลบเลือนหายไปจากความทรงจำตลอดกาล ^_^ 
 

เปิดจินตนาการคือการเปิดโลกกว้างให้กับลูกรัก/ดร.แพง ชินพงศ์

January 29, 2010

 หากมีคำถามว่า เราจะหาจินตนาการได้จากไหน คำตอบนั้นก็คือ เราสามารถหาจินตนาการจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไม่มองข้ามไป เพราะจินตนาการ (Imagination) หมายถึง การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือคิดในสิ่งที่แปลกไปจากสิ่งเดิมๆที่เป็นอยู่ ซึ่งหลายคนมักคิดว่าใครก็ตามที่ชอบจินตนาการนั้นเป็นคนเพ้อเจ้อ ไร้สาระ แต่ทราบหรือไม่ว่าจินตนาการไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่จินตนาการสร้างให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ และหากไม่มีคนที่ชอบจินตนาการแล้วสังคมเราอาจไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ที่มีคนคิดประดิษฐ์เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เราได้ใช้ เช่น ประดิษฐ์หลอดไฟแทนการจุดตะเกียง ประดิษฐ์เครื่องซักผ้าแทนการซักผ้าด้วยมือ ประดิษฐ์เครื่องปรับอากาศแทนการใช้พัด หรือมีคนคิดค้นเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆไว้รักษาคนป่วยให้หายจากโรคได้ง่ายขึ้น เช่น ประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ใช้ในการผ่าตัด หรือมีคนคิดอุปกรณ์การสื่อสารที่ทำให้คนเราแม้อยู่นอกโลกก็ยังติดต่อกันได้ ดังนั้น จินตนาการจึงก่อให้เกิดความคิดแปลกใหม่ เกิดการสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานใหม่ ซึ่งถ้าขาดจินตนาการแล้วการคิดค้นสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่ากับโลกก็คงจะไม่เกิดขึ้น 
 
 จากที่กล่าวมาว่าจินตนาการนอกจากจะสามารถหาได้จากทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จินตนาการยังมีอยู่ในตัวของคนทุกคน แต่ทั้งนี้จะสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่เด็กช่วงอายุ3-4ขวบ โดยวิธีง่ายๆที่คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมและพัฒนาให้ลูกมีจินตนาการที่ดีได้นั้น มีดังนี้ 
 
 1.การอบรมเลี้ยงดู การที่คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกในทางที่ถูกที่ควร ถือเป็นการช่วยส่งเสริมให้ลูกเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เช่น ให้ลูกช่วยออกแบบจัดสวนในบ้าน ช่วยตกแต่งบ้านหรือช่วยจัดโต๊ะอาหาร นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย คือให้ลูกมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเรื่องต่างๆภายในบ้าน ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองของลูกซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในการฝึกให้ลูกได้คิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 
 
 2.ฝึกให้ลูกเป็นคนช่างสังเกตและช่างสำรวจ โดยการให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างเต็มที่ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส โดยฝึกกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัวเขา เช่น เวลาพาลูกไปตลาด คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกถึงสิ่งที่ได้พบเห็น เช่น หนูเห็นผักอะไรบ้างจ๊ะ ผลไม้อะไรที่มีลูกกลมๆบ้างคะ ส้มที่ลูกกินวันนี้มีรสชาติอย่างไร นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ซักถามถึงสิ่งต่างๆที่เขาสงสัยใคร่รู้ด้วย เช่น ลูกอาจสงสัยว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวมีกี่ประเภทเพราะเขาเห็นว่ามีเยอะแยะมากมายที่วางขายอยู่ในตลาด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ต้องตอบคำถามลูกตรงๆแต่ให้ใช้วิธีการถามกลับให้ลูกได้ใช้ความคิด เช่น หนูเคยกินเส้นก๋วยเตี๋ยวประเภทไหนบ้าง ลูกก็อาจตอบว่าเคยกินเส้นใหญ่ เส้นเล็ก คุณแม่ก็ช่วยตอบว่าเคยกินเส้นหมี่ คุณพ่อตอบว่าเคยกินเส้นบะหมี่ และอาจทิ้งคำถามให้ลูกคิดว่าถ้าลูกทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเองได้ลูกจะทำเป็นเส้นแบบไหน มีลักษณะอย่างไร ก็จะทำให้ลูกได้ฝึกใช้จินตนาการได้เป็นอย่างดี 
 
 นอกจากนี้เมื่อกลับบ้านคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถต่อยอดพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้อีกด้วยการให้ลูกได้วาดภาพหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ไปพบเจอมาในวันนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของลูกได้ดีมากเลยทีเดียว 
 
 3.ให้ลูกทำงานศิลปะ การให้ลูกได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาด การระบายสี ตัด ปั้น ปะ แปะ เป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการให้กับลูกโดยตรง เพราะการทำงานศิลปะประดิษฐ์ทุกประเภทนั้น ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเป็นหลักในการประดิษฐ์คิดค้นรูปแบบทางศิลปะต่างๆให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างหรือเป็นผลงานขึ้นมา 
 
 ผู้เขียนมีแบบทดสอบง่ายๆมาให้ผู้อ่านลองทำสนุกๆแบบไม่เครียดเพื่อวัดว่า เราเป็นคนมีจินตนาการมากน้อยเพียงไร 
 

 คะแนนรวมทั้งหมด 100 คะแนน หากคุณตอบว่าใช่จะได้คะแนนข้อละ 10 คะแนน 
 
 ถ้าได้ต่ำกว่า 50 คะแนน = คุณเป็นคนชอบอยู่ในระเบียบแบบแผนและมีจินตนาการน้อยมาก 
 
 ถ้าได้ 50-70 คะแนน = คุณพอมีจินตนาการอยู่บ้าง คุณควรหาโอกาสพักผ่อนท่องเที่ยวมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างจินตนาการให้กับตนเอง 
 
 ถ้าได้ 80-90 คะแนน = ถือว่าคุณมีจินตนาการดีทีเดียว ซึ่งมันจะทำให้ชีวิตคุณมีความกระตือรือร้นที่จะค้นหาสิ่งแปลกๆใหม่ๆเพื่อเพิ่มสีสันให้กับชีวิตของคุณ แต่อย่างไรก็ตาม คุณยังสามารถเสริมสร้างจินตนาการของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นได้อีก 
 
 ถ้าได้ 100 คะแนน = ยอดเยี่ยมไปเลยเพราะคุณเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ขอเป็นกำลังใจให้คุณใช้จินตนาการที่มีอยู่เป็นบันไดมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จในชีวิตให้จงได้ 
 
 สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากจะย้ำว่า การเปิดจินตนาการคือการเปิดโลกกว้างให้ชีวิต โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่แล้ว หากอยากให้ลูกเรียนรู้ได้มากขึ้น ควรส่งเสริมให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมากๆรับรองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวลูกจะเป็นประโยชน์แก่การเรียนรู้ในชีวิตของเขาได้ทั้งสิ้นแน่นอน 
 

วิจัยเผย “อ้วนตายช้า ผอมตายเร็ว”

January 29, 2010

 วิจัยเผย คนอ้วนวัย 70 ปีขึ้นไป ไม่ได้เสี่ยงตายเร็วกว่าคนผอม 
 แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีนักวิจัยหลายฝ่ายระบุว่า ความอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่โรคต่างๆ และในที่สุดก็สามารถคร่าชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุทั้งหลายที่ควรควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพอยู่เสมอ แต่ผลการวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับได้ผลสรุปที่ต่างกันออกไป 
 
 ทั้งนี้ ผลการวิจัยได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการใน วารสาร American Geriatrics Society โดยนักวิจัยชาวออสซี่ว่า ผู้สูงอายุที่มีรูปร่างค่อนข้างท้วม วัย 70 ปี ขึ้นไป มักสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและอายุยืนมากกว่าคนวัยเดียวกันที่พยายามรักษาหุ่นให้ดูผอมเพรียวอยู่เสมอ 
  
 จากการศึกษาของเราพบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีรูปร่างอ้วนแต่มีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงหรืออายุสั้นเพราะความอ้วนแต่อย่างใด ซึ่งในทางกลับกัน ทางทีมงานสามารถสรุปได้อีกว่า ผู้สูงอายุที่มักดูแลรักษาหุ่นมากจนวิตกกังวลเรื่องรูปร่างเพราะกลัวอ้วนกลับเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะอายุสั้นมากกว่าด้วยซ้ำ หัวหน้าทีมงานวิจัย Leon Flicker จากมหาวิทยาลัย Western Australia อธิบาย 
 
 ทั้งนี้ Flicker และทีมงาน เผยว่า จากการศึกษาข้อมูลของชาวออสเตรเลียที่มีอายุ 70-75 ปีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 จำนวน 9,200 ราย กว่าสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ทีมงานได้ข้อมูลที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า ประเทศออสเตรเลียนั้น อยู่ในอันดับที่สามของประเทศที่มีประชากรเป็นโรคอ้วนมากที่สุดในโลก โดยรองจากประเทศอเมริกาและประเทศอังกฤษเท่านั้น 
 
 อย่างไรก็ดี จากการสอบถามเรื่องสุขภาพ ดัชนีมวลกายทั้งน้ำหนักและส่วนสูง พบว่า คนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นคนอ้วนนั้นมีความเสี่ยงเรื่องการเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่มีรูปร่างดีถึง 13 % ทว่าทางทีมงานไม่ได้หมายความว่า คนอ้วนนั้นจะมีสุขภาพดีกว่าคนทั่วไป เพียงแค่ยืนยันได้ว่า คนอ้วนไม่ใช่คนที่อายุสั้นและต้องเสียชีวิตเพราะโรคอ้วนเสมอไป 
 
 ส่วนอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตระหว่างชาย-หญิงนั้น ทีมงานพบว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงมากกว่าผู้ชาย แม้ผู้ชายจะมีความเสี่ยงในอัตราส่วน 1 ใน 4 ก็ตาม 
 
 เรียบเรียงจาก เฮลท์เดย์ 
 

‘ท่านว.วชิรเมธี’ งัดหลักคิดชีวิตคู่ อยู่อย่างไรให้เหนียวแน่นหนึบ

January 29, 2010

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

 หากพูดถึงครอบครัวไทยสมัยก่อน ภาพที่เห็นได้ชัด คือครอบครัวขนาดใหญ่ ที่อยู่กันพร้อมหน้า หลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ลงมาจนกระทั่งถึงลูกหลาน 
 
 แต่ในปัจจุบัน ภาพเหล่านั้นได้เลือนหายไปเกือบหมด จากครอบครัวใหญ่ ลดขนาดลง เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น เนื่องจากความเจริญทางด้านวัตถุ ทำให้คน ต่างคนต่างอยู่ มีความหวาดระแวงสูงขึ้น รวมทั้งทำงานหาเงิน จนลืมให้เวลา และความรักกับครอบครัว ส่งผลให้อนาคตอันใกล้นี้ ครอบครัวไทย มีโอกาสเสี่ยงต่อการสลายตัวได้ง่าย 
 
 
 ทั้งนี้ เพื่อให้มีสติ และรู้หลักการใช้ชีวิตบนสังคมโลกาภิวัตน์ ธรรมะ ถือเป็นตัวช่วยหนึ่งของคนในสังคม ถ้าใช้อย่างเข้าใจ และใช้ให้เป็น ย่อมช่วยให้ชีวิตคู่มั่นคง เหนียวแน่น ไม่หน่ายเร็ว หรือที่เรียกกันว่า อยู่กันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรกันไปเลยทีเดียว 
 
 นับเป็นโอกาสอันดีของทีมงาน Life and Family ที่ได้ฟังสนทนาธรรมกับ “พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี” หรือ ท่านว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย โดยท่านได้กล่าวให้หลักคิดในประเด็นการครองรักให้ยั่งยืนว่า 
 
 ”การอยู่ด้วยกันให้มั่นคง และยืนยาว อยู่ที่การเริ่มต้นตั้งแต่การคบหาดูใจกัน หรือก่อนแต่งงานด้วยซ้ำ ว่าเราแต่งงานกับใคร ซึ่งทางพุทธเรา บอกไว้ว่า การครองรัก หรือการครองเรือน ควรให้การครองธรรมด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกเลยว่า จะอยู่กับใครให้มั่นคง ต้องดูคู่ชีวิตที่เราจะแต่งงานด้วย” 
  
 *** ‘4 เสมอ’ เทคนิคเลือกคู่ก่อนแต่งงาน 
 
 วิธีการเลือกคู่นั้น พระนักคิดแนะว่า ทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง ต้องมีส่วนที่เสมอกัน 4 ส่วน คือ 1. มีศรัทธาเสมอกันหรือไม่ (การที่จิตใจยึดมั่น ความเชื่อถือ เลื่อมใส) 2. มีความประพฤติเสมอกันหรือไม่ 3. มีความเสียสละเสมอกันหรือไม่ 4. มีปัญญา หรือมีกึ๋นเสมอกันหรือไม่ ถ้ามี 4 เสมอนี้ โอกาสที่จะอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้สูง 
 
 ส่วนในกรณีคู่รักที่แต่งงานเป็นสามี-ภรรยากันแล้ว การครองรักให้มั่นคง ต้องหมั่นครองธรรมร่วมกันด้วย เริ่มจาก 1.รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจ 2.มีขันติ อดทนอดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ 3.เมื่อเกิดปัญหาต้องยืดหยุ่นให้เป็น พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ 4.ไม่ทอดทิ้งกัน ทั้ง 4 ข้อนี้ ถือเป็นข้อหลักในการครองคู่ ที่ถ้าทุกคู่มีให้แก่กัน จะช่วยให้รักยั่งยืน ปัญหาในด้านความเข้าใจผิดกัน จึงเกิดขึ้นได้น้อย 
 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 *** อารมณ์ขึ้น ทำให้เย็นแล้วค่อยคุย 
 
 อย่างไรก็ดี ถ้าทำทุกวิธีแล้ว ยังเกิดเรื่องร้าวฉาน หรือมีเรื่องที่ทำให้ต้องขัดแย้งกันอยู่อีก “ท่านว.วชิรเมธี” ให้หลักคิดเตือนสติไว้น่าสนใจว่า “เวลามีปัญหา อย่างเพิ่งพยายามแก้ปัญหา เคยสังเกตหรือไม่ว่า เวลาที่สามีภรรยาหลายคู่มีปัญหา มักจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกว่า จะต้องเจรจาให้เสร็จตรงนั้น เดี๋ยวนั้น ต้องมาคุยตรงนี้ ไม่ให้ไปตรงนั้น กระชากกันไป กระชากกันมา ผลสุดท้ายจบทุกคู่” 
 
 ทางที่ดี เวลามีปัญหาอย่าพยายามแก้ปัญหา แต่จงถอยออกมา จนเห็นปัญหา แล้วแก้ที่สาเหตุของปัญหา ซึ่ง “ปัญหา” เปรียบได้กับน้ำแข็งที่ลอยโผล่พ้นน้ำ ใขณะที่ “สาเหตุของปัญหา” คือ 9 ส่วนของน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ ดังนั้นพระพุทธเจ้าบอกให้แก้ 9 ส่วนที่อยู่ใต้น้ำ อย่าไปแก้ 1 ส่วนที่โผล่พ้นน้ำ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดปัญหา แต่ส่วนใหญ่สามีภรรยาที่ทะเลาะกันมักจะแก้ 1 ส่วนที่โผล่พ้นน้ำก่อน ทำให้ไม่รู้ว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ปัญหาจึงไม่ถูกแก้อย่างตรงจุด และถูกทาง 
 
 ”เมื่อแก้ที่สาเหตุของปัญหาให้เข้าใจแล้ว เวลาทะเลาะกัน จะทำให้ยิ่งรักกันมากขึ้น นั่นเพราะการทะเลาะกันอย่างมีสติ และเข้าใจกัน จะยิ่งทำให้รักกลมกล่อม และลงเนื้อลงตัวมากขึ้น ดังนั้นขอฝากไว้ว่า ถ้าทะเลาะกัน ขอให้เป็นการสันดาปทางสติปัญญาของชีวิตคู่ หมายความว่า การทะเลาะกันแต่ละครั้ง ต้องให้เกิดการปรับตัว ปรับตัว และก็ปรับตัวอยู่ทุกครั้ง ไม่ใช่ทะเลาะกันแล้ว มีแต่คำว่า แยกกัน แยกกัน และแยกกันอยู่ทุกครั้งไป” ท่านว.วชิรเมธีให้แง่คิดทิ้งท้าย 
 
 การมีชีวิตรักที่มั่นคง และมีความสุขนั้น ก่อนจะลงหลักปักฐานกับใคร ขอให้ใช้เวลา และดูใจให้ดีเสียก่อน เหมือนกับที่ท่านว.วชิระเมธีได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า “อยู่กับใครให้มั่นคง ต้องดูคู่ชีวิตที่เราจะแต่งงาน” และเมื่อแต่งงานกันแล้ว การครองรัก ควรครองธรรมไปพร้อมๆ กันด้วย เพื่อให้สอดรับคำกับอวยพรของญาติผู้ใหญ่ที่ให้ไว้ก่อนเข้าหอว่า “อยู่กันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรนะลูก” ดังนั้นอย่าทำให้ท่านเสียใจ และผิดหวัง เพราะเรื่องทะเลาะเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ต้องแยกทางกัน 
 

Next Page »