เลือกกรุงเทพฯ จัดประชุม WEF ปี 54 “มาร์ค” แจงแก้มาบตาพุด

January 31, 2010

 

 

นายกฯ แจงผลประชุม “ดับเบิลยูอีเอฟ” น่าพอใจ เผยปี 54 เลือก กทม. เป็นสถานที่ในการจัดประชุมผู้นำ ศก.ในระดับภูมิภาคอาเซียนแล้ว แน่นอน พร้อมแจงการแก้ปัญหามาบตาพุดต่อเอกชนสวิส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ยันสภาไทยกำลังพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลพยายามแก้ปัญหามาบตาพุดภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 
 
 
 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ถึงผลการหารือร่วมกับผู้นำระดับประเทศ ในระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) โดยระบุว่า ภาพรวมในการหารือเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งที่ประชุมมีความคาดหวังกับภูมิภาคเอเชียในการเป็นกลไกสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้สูง พร้อมทั้งได้ให้ความมั่นใจกับผู้นำและนักธุรกิจจากนานาประเทศถึงศักยภาพของไทย ดังจะเห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งยังถือโอกาสชี้แจงปัญหามาบตาพุด ตลอดจนสถานการณ์ทางการเมืองของไทย 
 
 นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรี ยังได้มีโอกาสหารือขยายการลงทุนกับผู้นำสวิตเซอร์แลนด์และเบลเยียม และเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ในการประชุมดับเบิลยูอีเอฟ เอเชีย ในปี 2554 ได้เลือกกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นสถานที่ในการจัดการประชุม 
 
 นายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า ตนเองได้ชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐบาลกรณีมาบตาพุด โดยยืนยันว่า ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เรื่องนี้อยู่ และนับเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคมไทย ที่ภาคประชาสังคมจะเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 
 
 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมกาส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และว่า สั่งการให้รายงานถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม และให้ภาคเอกชนและองค์กรอิสระต่างๆ ได้แสดงความเห็นด้วย 

 

3แบงก์ใจถึง! ผนึกปล่อยกู้จีเอ็ม1.35หมื่นล.ลุย3โครงการ

January 30, 2010

 3 แบงก์”กรุงเทพ-ไทยพาณิชย์-ทิสโก้”ผนึกปล่อยกู้ จีเอ็ม(ไทย)วงเงิน 13,500 ล้าน ใน 3 โครงการหลัก รมว.ปลื้มชี้แนวโน้มปล่อยกู้เข้าสู่ภาวะปกติ 
 
 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานลงนามสัญญาข้อตกลงการสนับสนุนด้านเงินทุนร่วมกับสถาบันทางการเงินทั้ง 3 แห่ง คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และธนาคารทิสโก้ จำกัด จำกัด (มหาชน) (TISCO)ให้แก่บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (จีเอ็ม)ว่า การสนับสนุนทางการเงินครั้งนี้ ก็เพื่อเม็ดเงินลงทุนในโครงการต่างๆ อีกทั้งยังสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนอีกด้วย 
 
 ขณะที่ เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมพานี ซึ่งเป็นบริษัทแม่เอง ก็ยังได้ให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้เพิ่มทุนการจดทะเบียนให้อีกเป็นจำนวน 3,890 ล้านบาท (หรือประมาณ 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้เงินสนับสนุนรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท โดยเงินทุนดังกล่าวจะพัฒนาโครงการหลักสามโครงการที่มีความสำคัญยิ่งของจีเอ็ม (ประเทศไทย) คือโครงการพัฒนารถปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ โครงการผลิตรถเอนกประสงค์รุ่นใหม่ และโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2555 บนพื้นที่กว่า 440 ไร่ ของจีเอ็มที่จังหวัดระยอง และได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา 
 
 ส่วนอีก 3 สถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนเงินทุนรวมเป็นจำนวนรวม 13,500 ล้านบาท (หรือราว 409 ล้านดอลลาร์)นั้น เป็นส่วนของธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ได้สนับสนุนเป็นวงเงิน 6,000 ล้านบาท ส่วนธนาคารทิสโก้ อีก 1,500 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาและดำเนินการเพื่อขอการสนับสนุนเงินทุนในครั้งนี้ และมีระยะเวลาในการปล่อยกู้ 7 ปี อย่างไรก็ตาม ด้านอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ 
 
 ”การลงนามในสัญญาข้อตกลงการสนับสนุนด้านเงินทุนจาก 3 สถาบันการเงินของไทยครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและบริษัทจีเอ็ม (ประเทศไทย) ที่ต้องการให้อุตสาหกรรมเกี่ยวกับยานยนต์ของประเทศสามารถเดินต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งจะเห็นได้จากสถาบันการเงินของไทยที่มีความพร้อมจะสนับสนุนด้านการเงินให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และเป็นการบ่งบอกว่าแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อจะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นจากปัจจัยบวกดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าภาพรวมของเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกำลังซื้อที่จะกลับมาในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ หากจีเอ็มเข้มแข็งประเทศไทยก็จะเข้มแข็งไปด้วย”นายกรณ์ กล่าว 
 
 ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทขนาดใหญ่ร่วมกับสถาบันการเงิน หรือซินดิเคทโลน ในปีนี้คงเกิดขึ้นอีก ถ้ามีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศ เชื่อว่าต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศจากการที่ธนาคารกรุงเทพได้ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารทิสโก้ปล่อยกู้ให้กับบริษัทจีเอ็ม (ประเทศไทย) โดยสินเชื่อที่ปล่อยกู้ในลักษณะซินดิเคทโลน จะเป็นสินเชื่อให้กับลูกค้ารายใหญ่ เพื่อนำเงินไปลงทุน ขณะที่สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายใหญ่ เพื่อนำไปรีไฟแนนซ์หนี้ต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 
 
 นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้ นับเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมการให้บริการทางการเงินที่ครบวงจรในระดับสากล ธนาคารได้คำนึงถึงการจัดโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ และกระแสเงินสดต่างๆ เพื่อรองรับการขยายฐานธุรกิจของ GM เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ธนาคารมีความพร้อมในการเป็น The Premier Universal Bank ที่สามารถให้บริการทางการเงินที่หลากหลายแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ภายใต้รูปแบบการบริการทางการเงินที่เหมาะสม (Right Solution) ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้า 
 
 นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ทิสโก้ไม่เพียงแต่จะให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ลูกค้า และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ครั้งนี้เรายังมีโอกาสให้การสนับสนุนทางการเงินร่วมแก่จีเอ็มอีกด้วย และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้การสนับสนุนจีเอ็มในก้าวย่างที่สำคัญของการขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยย้ำการเป็นฐานการผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ชั้นนำของประเทศไทยในภูมิภาคนี้ 
 

AIS ขู่หยุดโรมมิ่ง ทีโอที เหตุอดเชื่อมโครงข่าย 3G

January 29, 2010

 เอไอเอสออกลูกนักเลง ไม่ให้ทีโอที โรมมิ่งโครงข่ายใช้บริการด้านเสียง หลังอกหักไม่สามารถให้บริการโรมมิ่ง ดาต้า 3G ได้ในวันที่ 1 ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยบอร์ดทีโอทีมีมติให้หารือกทช.ก่อนว่าทำได้หรือไม่ รวมทั้งต้องการให้ MVNO 5 รายไปรอดก่อน 
 
 นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดวานนี้( 29 ม.ค.) ว่ากรณีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ยื่นหนังสือขอใช้โครงข่ายเพื่อสื่อสารข้อมูล(โรมมิ่งดาต้า) 3Gกับทีโอที โดยจะเปิดให้ลูกค้าเอไอเอสโรมมิ่งวันที่ 1 ก.พ.นี้ ที่ประชุมบอร์ดมีมติว่ายังไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธการโรมมิ่งดังกล่าว เนื่องจากต้องทำหนังสือหารือกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ตามที่กทช.ทักท้วงไว้ ประกอบกับทีโอทีต้องการตรวจสอบโดยละเอียดก่อนว่าโครงข่าย 3Gของทีโอทีสามารถรองรับการใช้งานได้เพียงพอหรือไม่ หากให้ผู้ประกอบการอื่นนอกเหนือจากผู้เช่าโครงข่ายร่วมทำการตลาด( MVNO) มาโรมมิ่งดาต้า 
 
 ทั้งนี้กรรมการบอร์ดมีความเห็น สมควรจะให้ MVNO สามารถตั้งไข่ให้ได้เสียก่อน โดยการปล่อยให้ดำเนินงานตามแผนการตลาด 3Gที่วางไว้อย่างน้อย4- 6 เดือน หากผ่านไปครบ 6 เดือนซึ่งครบกำหนดที่ทีโอทีต้องประเมินผลการดำเนินงานตามสัญญา หากMVNO ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายแผนธุรกิจที่ยื่นให้ทีโอทีและไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการได้ ทีโอทีอาจพิจารณาถอดจากการเป็น MVNO ทีโอที 3G แล้วพิจารณาให้เอไอเอส หรือรายอื่นๆเข้ามาดำเนินธุรกิจแทน 
 
 เอไอเอสพูดเรื่องนี้เร็วไปนิด ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้น่าจะจบได้เร็วกว่านี้ 
 
 ทั้งนี้เป็นเพราะโครงข่าย 3Gของทีโอทีที่ให้บริการเป็นโครงข่ายเดิมของกิจการร่วมค้าไทยโมบายที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 1900 เมกะเฮิร์ตซ ที่สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2547 จึงสามารถรองรับการใช้งานการรับ-ส่งข้อมูลได้เพียง 400 เมกะบิต ซึ่งลูกค้า 3Gของทีโอทีและ MVNO ปัจจุบันใช้งานอยู่แล้วที่ 165 เมกะบิตในขณะที่ขณะที่เอไอเอสทำหนังสือขอโรมมิ่งใช้การรับ-ส่งข้อมูลสูงถึง 375 เมกะบิต สำหรับกรณีที่เอไอเอสเสนอเข้าร่วมลงทุนโครงข่าย 3Gกับทีโอทีทั่วประเทศ นั้นยอมรับเป็นความคิดที่ดี ซึ่งทีโอทีจะเก็บไว้พิจารณาแต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ 
 
 นายธีรวุฒิกล่าวว่าเบื้องต้นทีโอทีจะเดินหน้าลงทุนโครงข่าย 3G ตามหัวเมืองใหญ่อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น หนองคาย และพัทยา ไปก่อนโดยการลงทุนจะใช้เงินลงทุนของทีโอที ส่วนความคืบหน้าผู้ใช้บริการในระบบ 3G ของทีโอทีรวมทั้ง MVNO ทั้ง 5 รายมีจำนวน 215,000 เลขหมายแล้ว ซึ่งหลังจากเปิดบริการเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2552 พบว่า ยังมีบางพื้นที่ที่สัญญาณ 3Gไม่หนาแน่ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งขยายโครงข่ายเพื่อทำให้สัญญาณหนาแน่น อาทิ ทำเนียบรัฐบาลและศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 
 
 ด้านร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีทีกล่าวถึงความคืบหน้าการลงทุนขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศของทีโอที ว่าขณะนี้ทีโอทีทำแผนธุรกิจการให้บริการ 3Gเสร็จแล้ว โดยจะนำเรื่องเข้ามาชี้แจงไอซีทีในเดือน ก.พ.นี้ หลังจากนั้นจะส่งเรื่องให้สภาพัฒน์ฯพิจารณาก่อนนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปโดยคาดว่าจะส่งเรื่องเข้าครม.ได้ต้นเดือนมี.ค. 2553 
 
 เอไอเอสไม่ให้ทีโอทีโรมมิ่ง 
 
 
 นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่าตามที่บอร์ดทีโอที มีมติให้นำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามกทช.ก่อนนั้นหมายความว่า ทีโอทีได้ยอมรับในบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ กทช. และหากผลการพิจารณาของ กทช. ออกมาอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม 
 
 แต่ที่ผ่านมา ทีโอทีได้ขอให้เอไอเอสโรมมิ่งเพื่อให้บริการลูกค้ากว่า 500,000 เลขหมาย ซึ่งไม่เคยมีการหารือขอความเห็นชอบจากกทช. ก่อน ทุกอย่างสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการของทีโอทีได้ตามปกตินั่นหมายความว่าการบริการครั้งนั้นสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการได้อย่างสมบูรณ์ 
 
 แต่หากการขอบริการโรมมิ่งกับเอไอเอสในครั้งนั้นเกิดข้อติดขัด หรือมีการยกเลิกให้บริการโรมมิ่งลูกค้าจำนวน 500,000 เลขหมายก็จะมีปัญหาในการใช้งานนอกพื้นที่ครอบคลุม 3G ของทีโอทีเช่นเดียวกับการขอบริการโรมมิ่งของเอไอเอสกับทีโอทีในครั้งนี้หากเกิดข้อติดขัด ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อลูกค้าที่ไม่สามารถได้รับบริการที่ดี รวมถึงการดำเนินงานของ MVNOก็จะได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถดำเนินการขายซิมได้อย่างเต็มที่ 
 
 จากมติคณะกรรมการทีโอทีดังกล่าวทำให้เอไอเอสมีความจำเป็นจะต้องหยุดการให้บริการโรมมิ่งกับทีโอทีตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้เพื่อรอการพิจารณาของ กทช.ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งเอไอเอสก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม นายวิเชียรกล่าว 
 

สมาคมนักประชาสัมพันธ์ฯ มอบรางวัลสุริยศศิธร ครั้งที่ 30

January 29, 2010

 สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยจัดพิธีมอบรางวัล สุริยศศิธร ครั้งที่ 30 ประจำปี 2553 โดย ฯพณฯ พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ประธานในพิธี โดยในปีนี้มีหน่วยงานตลอดจนองค์กรต่างๆส่งผลงานการออกแบบปฏิทินและสมุดบันทึกเข้าร่วมประกวดกันอย่างมากมาย 
 
 นายชยุต ชัยเจริญ ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ และ นายไพโรจน์ บุญรอด หัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟ ดีไซเนอร์ ตัวแทนบริษัทท็อป ไฟว์ ไอเดีย จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่บริษัท ท็อป ไฟว์ฯ ผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพภายใต้แบรนด์ icon greetings card ได้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวด และสามารถคว้ารางวัลมาได้ถึง 2 รางวัล คือ 
 
 1. รางวัลรองชนะเลิศปฏิทินดีเด่น ชนิดสมุดบันทึก ประเภทเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุด ต้นไม้ของพ่อ 
 
 2.รางวัลรองชนะเลิศปฏิทินดีเด่น ชนิดสมุดบันทึก ประเภทเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุด รำลึกล้นเกล้าฯ พระพุทธเจ้าหลวง 
 
 ขอขอบคุณสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยและคณะกรรมการที่คัดเลือกให้ผลงานของบริษัทท็อป ไฟว์ ไอเดีย จำกัด ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 2 รางวัล นำมาซึ่งความภาคภูมิใจและจะเป็นกำลังใจสำคัญของทีมงานทุกคนในการทุ่มเทและตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป 
 

 
 

เปิดตัว Noble Solo ทองหล่อ ผ่อน 5,010 บาท/เดือน

January 29, 2010

     

 

 

 

โนเบิลฯ เปิดตัวเคมเปญใหม่ Noble Solo คอนโดดีไซน์ต่าง ใจกลางทองหล่อ ผ่อนเพียง 5,010 บาท/เดือน เป็นเวลา 24 เดือน สำหรับ 30 ยูนิต ทุกห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ทันที ซื้อก่อน มี.ค.53 ได้สิทธิ์ลดค่าธรรมเนียมการโอนตามนโยบาลรัฐบาล 
 
 โนเบิลฯ เปิดตัวเคมเปญใหม่ที่เน้นไอเดียเก๋และแตกต่างไม่เหมือนใครสำหรับโครงการ Noble Solo คอนโดใจกลางทองหล่อที่มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าผ่อนเพียง 5,010 บาท/เดือน เป็นเวลา 24 เดือน สำหรับ 30 ยูนิตเท่านั้น ทุกห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ทันที พิเศษ เมื่อซื้อวันนี้ ถึง มี.ค. 53 รับสิทธิ์ลดค่าธรรมเนียมการโอนตามนโยบายรัฐบาล 
 
 นายธงชัย บุศราพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิลดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่าที่มาของแคมเปญ ผ่อนเพียง 5,010 บาท/เดือน สำหรับ Noble Solo เกิดจากคำว่า SOLO ที่มองแล้วเหมือนกับตัวเลข 5010 ไอเดียเก๋นี้จึงถูกนำมาเป็นจุดเด่นของเคมเปญ Noble Solo ซึ่งถือว่าเป็นโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับลูกค้าโนเบิลฯ 
 
 นายธงชัย บุศราพันธ์ ยังกล่าวอีกว่า การที่ลูกค้าสามารถผ่อนคอนโดย่านใจกลางทองหล่อได้เพียง 5,010 บาท/เดือน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะทองหล่อถือเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนเมืองและเส้นทางการคมนาคมทางรถก็สะดวกสามารถใช้เส้นทางถนนพระราม 4 หรือเส้นเพชรบุรีตัดใหม่ นอกจากนี้ที่ตั้งของ Noble Solo ยังใกล้กับบริการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าบีทีเอสทองหล่ออีกด้วย เรียกได้ว่า เพียงจับจอง Noble Solo วันนี้ คุณก็สามารถโซโลชีวิตใจกลางทองหล่อได้สบายๆ 
 
 คอนเซปต์ของ Noble Solo ที่เน้นการดีไซน์ตัวตึกให้เป็นสีเขียวของธรรมชาติ ตั้งอยู่ใจกลางทองหล่อ ถือเป็นองค์ประกอบที่ค่อนข้างโดดเด่น ถูกนำเสนอเพื่อตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมีระดับรุ่นใหม่ ที่สามารถผสมผสานการใช้ชีวิตอย่างอิสระท่ามกลางศูนย์รวมความบันเทิง ความทันสมัย และการพักผ่อนได้อย่างลงตัว คอนโดมิเนียมเป็นอาคารสูง (Hi- Rise) 24 ชั้น 1 อาคาร รวมทั้งสิ้น 408 ยูนิต ทุกห้องตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมเข้าอยู่ได้ทันที ประกอบด้วยห้อง 3 ขนาด ได้แก่ สตูดิโอ พื้นที่ใช้สอยประมาณ 35 ตารางเมตร,ขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยประมาณ 55 70 ตารางเมตร, ขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยประมาณ 80 ตารางเมตร 
 
 พื้นที่ใช้สอย และ Facility ของอาคารประกอบด้วยสระว่ายน้ำและอุปกรณ์ฟิตเนสครบครัน พร้อมสวนสีเขียวส่วนกลาง ที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับธรรมชาติใจกลางทองหล่อได้มากขึ้น เพียงจับจอง Noble Solo วันนี้คุณก็สามารถโซโลชีวิตในใจกลางทองหล่อได้อย่างแตกต่างและลงตัว 

 

ธปท.เผย ศก.เดือน ธ.ค.ขยายตัว ชี้ เกษตร-ท่องเที่ยว-แรงงาน กลไกหลัก

January 29, 2010

 

 

ธปท.เผยเศรษฐกิจ ธ.ค.ขยายตัวดี ชี้ “เกษตร-ท่องเที่ยว-แรงงาน” เป็นกลไกหลักปี 53 ในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศที่มีนัยสำคัญ แนะติดตามอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน ซึ่งฟื้นตัวช้ากว่าที่ควร พร้อมเสนอให้รัฐต้องเข้าไปดูรายละเอียดของปัญหา 
 
 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคม 2552 โดยระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจทุกด้านขยายตัวดีต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2552 และกระจายตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเป็นการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ สอดคล้องกับภาคการผลิตที่กลับมาขยายตัวหลังจากแผ่วลงไปเล็กน้อยในเดือนก่อน และเป็นการปรับตัวดีขึ้นในทุกสาขาการผลิต 
 
 ทั้งนี้ การปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงาน รายได้เกษตรกร และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ และเป็นแรงส่งที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจนในระยะต่อไป ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้เริ่มมีแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และสัญญาณการตึงตัวของตลาดแรงงานในบางอุตสาหกรรม 
 
 นายสุชาติ สักการโกศล ผู้ช่วยผู้ว่าการสาย นโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ภาคเกษตรที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกก็เร่งตัวขึ้นด้วย ด้านการผลิตที่เคยแผ่วในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2552 พอย่างเข้าเดือนธันวาคม 2552 ก็ขยับตัวขึ้นมาค่อนข้างดี ซึ่งเป็นธรรมชาติของการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทาน 
 
 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2552 แต่ยังปรับตัวลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหามาบตาพุด ซึ่งยังจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการจ้างงานและการลงทุนในระยะต่อไปด้วย 
 
 สำหรับรายได้ภาคเกษตรและท่องเที่ยวแม้ว่าจะขยายตัวได้ดี แต่ในระยะต่อไปก็ยังต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยในด้านรายได้เกษตรกรที่ขยายตัว 11% นั้น ยังต้องดูว่าจากแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้นจะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหนในระยะต่อไป เนื่องจากยังมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นตัวแปร ได้แก่ โรคระบาด โดยเฉพาะในการเพาะปลูกข้าวและมันสำปะหลัง ขณะที่ข้าวนาปรังก็ต้องดูปริมาณน้ำในเขื่อนที่อาจจะกระทบต่อผลผลิต 
 
 ด้านการท่องเที่ยวนั้น ในเดือนธันวาคม 2552 ตัวเลขนักท่องเที่ยว 1.68 ล้านคน ขยายตัวขึ้นมากถึง 45.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่โครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป จากที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากตะวันตกทั้งสหรัฐและยุโรป มาเป็นเอเชียมากขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบด้านรายได้การท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวเอเชียใช้เวลาพำนักในประเทศสั้นกว่า ซึ่งจะกระทบอัตราการเข้าพักและการใช้จ่าย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ก็ยังต้องติดตามอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานซึ่งฟื้นตัวช้ากว่า ก็จะต้องเข้าไปดูรายละเอียดของปัญหา 
 
 ส่วนกรณีที่ทางการจีนมีมาตรการเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อว่า แม้หลายฝ่ายจะคาดว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2553 จะขยายตัวเดป็น 2 digit แต่หากการปล่อยสินเชื่อชะลอตัวก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อเศรษฐกิจ และอาจกระทบมาถึงการส่งออกของไทย แต่ก็มองว่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปจีนส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จีนรับไปผลิตเป็นสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก 

 

ฮอนด้าประกาศผลโครงการ Honda Green Bin Design Contest

January 29, 2010

                                   

 
 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลผลงานชนะเลิศการประกวดออกแบบถังขยะแบบ Eco Design ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในโครงการ ฮอนด้า กรีน บิน ดีไซน์ คอนเทสต์ (Honda Green Bin Design Contest) ได้แก่ คุณเอกภูมิ เกียรติผดุงกุล เจ้าของผลงานชนะเลิศ ภายใต้ชื่อ START 
 
 คุณพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศในการประกวดผลงานการออกแบบถังขยะแนวคิดใหม่ครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ สวยงาม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำมาผลิตใช้ได้จริง เรายังประสบความสำเร็จในการเชิญชวนนิสิตนักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไปให้เข้าร่วมส่งผลงานกว่า 300 ผลงานจากทั่วประเทศ ซึ่งผมรู้สึกยินดีที่ฮอนด้าได้จุดประกายให้คนรุ่นใหม่มีความห่วงใยในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวเรา อย่างเช่นการคัดแยกขยะได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการนำขยะแปรรูปเป็นสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ 
 
 คุณเอกภูมิ เกียรติผดุงกุล เจ้าของผลงานชนะเลิศ ภายใต้ชื่อ START กล่าวถึงแรงบันดาลใจ และแนวคิดในการออกแบบถังขยะ ว่า กรีน ดีไซน์ หรือโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะประสบความสำเร็จได้ เราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์หรือเนื้อหาของโครงการนั้นจริงๆ ซึ่งเมื่อฮอนด้าได้จัดโครงการ ฮอนด้า กรีน บิน ดีไซน์ คอนเทสต์นี้ ผมจึงเกิดความคิดว่า ถ้าเราสามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้โดยการประยุกต์ของเหลือใช้ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุดและใกล้กับสถานการณ์จริงที่สุด เช่น ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อต่างๆ โดยเฉพาะถุงขนาดเล็ก มักคิดไม่มีประโยชน์ที่จะนำไปใช้ต่อ ก็จะทิ้ง ทำให้เกิดขยะมากขึ้น การออกแบบของผมจึงนำโจทย์นี้มาพัฒนาการนำมาขยะมาสร้างคุณค่าต่อ 
 
 โครงการ Honda Green Bin Design Contest นี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้ พันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อม ฮอนด้า กรีนเวย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพื่อโลกที่ไร้ขยะ โดยส่งผลงานการออกแบบถังขยะตามแนวคิด Eco Design ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรณรงค์การจัดการคัดแยกขยะและวัสดุเหลือใช้ เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว เศษวัสดุอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการนำขยะแปรรูปเป็นสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามอย่างมีศิลปะ สามารถผลิตและใช้งานได้จริงในที่อยู่อาศัยทั่วไป 
 
 ผลงานชนะเลิศ : คุณเอกภูมิ เกียรติผดุงกุล 
 ชื่อผลงาน : START 
 ได้รับรางวัลเงินสด 100,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ 
 
  
 แนวความคิด : เนื่องจากปัจจุบันเรื่อง eco social เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามากขึ้น คนส่วนใหญ่เริ่มรับรู้แต่ยังไม่ร่วมมือกันอย่างแท้จริง ดังนั้นชุดแยกขยะนี้จึงเป็นจุดเริ่ม (START) ให้ผู้ใช้เกิดการเรียนรู้และปรับพฤติกรรมส่วนตัว ในการแยกขยะ โดยออกแบบเป็นขนาดเล็ก ติดตั้งและใช้งานได้ง่าย ส่วนที่ใช้บรรจุขยะ ใช้ถุงพลาสติกที่ได้รับจากการซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อต่างๆ มักจะมีขนาดเล็ก (6 นิ้ว หรือ 8 นิ้ว) ซึ่งเป็นจำนวนที่มีปริมาณมากและไม่ได้ถูกนำมาใช้ซ้ำโดยชุดแยกขยะนี้ สามารถแยกขยะได้ สามประเภท คือ กระดาษ พลาสติก และเศษอาหาร ตามของที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ 
 วัสดุที่ใช้ : ยางเส้น และ แผ่นสเตนเลสพับขึ้นรูป 
 
 ผลงานรองชนะเลิศอันดับที่ 1: คุณศรัณพร กาลิก, คุณเจษฎา อินทรภักดิ์ 
 ชื่อผลงาน :
FLOW 
 ได้รับรางวัลเงินสด 50,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ 
 
  
 แนวความคิด : เนื่องจากแต่ละสถานที่มีประเภทและปริมาณของขยะที่แตกต่างกัน เช่น โรงพยาบาล,โรงอาหาร,office ต่างๆ,โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นถังบ้าง หรือทิ้งขยะผิดประเภทลงในถังที่ว่างอยู่บ้าง ดังนั้นจึงออกแบบให้ถังขยะแต่ละประเภทมีขนาดที่แตกต่างกันและยังสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมถังขยะแต่ละประเภทได้ โดยการวางต่อกันได้เป็น pattern นั่นคือ สถานที่ไหนเน้นขยะอะไรก็นำถังขยะประเภทนั้นมาวางเพิ่มต่อได้ โดยเริ่มต้นจะมี 1set คือ ถังสีเหลือง(ขยะแห้ง),ถังสีเขียว(ขยะเปียก),และถังสีแดง(ขยะอันตราย) ซึ่ง FLOW มีรูปแบบที่มี Inspiration มาจากเส้นสันบนผิวน้ำ ยามถูกแสงแดดกระทบซึ่งมีความลื่นไหลไม่คงที่และไม่หยุดนิ่งทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและความสดชื่น เหมาะที่จะใช้กับสถานที่ที่เป็นหน่วยงาน, องค์กรต่างๆ ที่มีคนเป็นจำนวนมากได้ 
 วัสดุที่ใช้ : แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ นั่นคือ 
 1.ส่วนที่เป็นถังในและฝาปิด วัสดุที่ใช้จะเป็นพลาสติก เพราะเป็นส่วนที่ต้องเจอกับขยะที่หลากหลายจึงจำเป็นต้องเป็นวัสดุที่ทนทานต่อขยะที่หลากหลายประเภทได้ 
 2.ส่วนที่เป็นถังนอก วัสดุที่ใช้สามารถเป็นได้หลายอย่าง เช่น พลาสติก, กระดาษ, แผ่นอะลูมิเนียม หรือไม้ เป็นต้น 
 ขนาด: เป็นขนาดรวมของ 1 set (มี 3 ถัง คือ ถังสีเหลือง, สีเขียว, สีแดง) คือ (กว้างxยาวxสูง) 
 51.7 ซม. x 82.2 ซม. x 60ซม. 
 
 ผลงานรองชนะเลิศอันดับที่ 2 : คุณเมธา ศีตะจิตต์ 
 ชื่อผลงาน :
ECO-TIE 
 ได้รับรางวัลเงินสด 30,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ 
 
  
 แนวความคิด : ECO-TIE ถังขยะที่ช่วยให้การคัดแยกขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยแถบสีที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงประเภทของขยะแต่ละชนิด ทำให้ขั้นตอนในการคัดแยกจากผู้ใช้ ไปสู่พนักงานเก็บขยะ หรือคนรับซื้อของเก่ารวดเร็ว เป็นระเบียบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนถึงโรงงานที่มีการ Recycle วัสดุต่างๆ และการกำจัดขยะบางประเภทเป็นไปได้จริง มันสำปะหลังแปรรูปเป็นวัตถุดิบชีวภาพ เป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการทำ ECO-TIE ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อย และใช้การขึ้นรูปชิ้นงานด้วยการปั๊ม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้ราคาขายไม่แพงมาก คนในหลายกลุ่มสามารถซื้อใช้ได้ก็จะทำให้วงจรในการคัดแยกขยะสมบูรณ์ และเป็นไปได้จริง 
 วัสดุที่ใช้ : มันสำปะหลังแปรรูป 
 ขนาด : W4 x L70 cm. Thickness 2mm. 
 
 เกี่ยวกับบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด 
 
 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์นั่งอันดับสองของประเทศ เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ฮอนด้าร่วมเป็นหนึ่งในสังคมไทยผ่านกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ฮอนด้า กรีนเวย์ เช่น การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ จ.ชลบุรี โครงการ โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่นเฉลิมพระเกียรติ โครงการ Miracle Green หรือต้นไม้มหัศจรรย์ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร แคมเปญรณรงค์ วิธีขับขี่รถยนต์อย่างประหยัดน้ำมัน กิจกรรมอบรมการขับขี่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการสอบใบขับขี่ และโครงการ Bon Voyage ยิ่งมีสติ.. ยิ่งปลอดภัย ที่รณรงค์ให้ผู้ใช้รถยนต์ขับขี่อย่างถูกต้อง มีสติและปลอดภัย รวมทั้งการสนับสนุนกิจกรรมกีฬาระดับโลกเช่น การแข่งขันฮอนด้า กอล์ฟ แอลพีจีเอ กิจกรรมการศึกษาโดยก่อตั้ง ศูนย์การศึกษาด้านเทคนิคของฮอนด้าที่วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม และกิจกรรมอบรมการขับขี่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการสอบใบขับขี่ 

 

 



 

 

 

คณะกรรมการ1

คณะกรรมการ2

ภาพการนำเสนอผลงาน 1

 

 

 

ภาพการนำเสนอผลงาน 2

บรรยากาศลงทะเบียน

บรรยากาศงาน

 

 

 

ภาพหมู่การรับมอบรางวัล 1

.. .

รางวัลชนะเลิศ_STRAT

 

 

 

บรรยากาศลงทะเบียน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1_Flow

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2_Eco Tie

 

 

 

รางวัลชมเชย_Box Bin

รางวัลชมเชย_Hoop

รางวัล Popular Vote_Cactusi-Mo

 

 

 

Eco Box

Anti Ant

Bin-To Pin-To

 

 

 



“ธาริษา”ทิ้งทวน!

January 29, 2010

 ”ยังไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้นำไปสู่การประกาศยุบสภา แต่อนาคตคงไม่มีใครสามารถบอกได้ รัฐบาลจะอยู่บริหารประเทศได้เกินเดือนมีนาคมนี้ แน่นอน”!!! 
 
 เป็นคำพูดนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาปฏิเสธ “รายวัน” หลังข่าวปล่อย ถูกปั้นขึ้นมา “ไม่ขาดสาย” เช่นเดียวกับข่าวทหารปฏิวัติ!! “กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีคลัง ทนเห็นตลาดหุ้นติดลบต่อเนื่องจนหลุด 700 ไม่ไหว ต้องออกมาการันตี “ไม่มีปฏิวัติ” เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ กรณ๊ขอให้นักลงทุนแยกแยะข้อมูลข่าวสารและอย่าเชื่อข่าวลือเด็ดขาด…ทราบแล้วเปลี่ยน!! 
 
 ท่ามกลางบรรยากาศความแตกแยก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น บ่ายวานนี้ “ธาริษา วัฒนเกส” ได้ฤกษ์แถลงแผนงานแบงก์ชาติปีนี้ บอกจะให้ความสำคัญ 3 ภารกิจคือ 1.ผ่อนคลายนโยบายทางการเงินตามเวลาที่เหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่ให้เงินเฟ้อ 2.ดูแลให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้ 3.ผลักดันให้เอกชนไปลงทุนนอกประเทศ ลดแรงกดดันเงินบาทแข็งค่าจากการไหลบ่าของเงินทุนต่างชาติ… 
 สัปดาห์หน้า แบงก์ชาติจะออกมาตรการใหม่และลดข้อจำกัดในการลงทุนต่างประเทศของเอกชนไทยเปิดกว้างการลงทุนต่างประเทศ “ธาริษา” แค่แย้ม แต่ไม่ระบุมาตรการที่ชัดเจน แต่ทันทีที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้ยินข่าว ค่าเงินบาทอ่อนค่า!! ปิดตลาดที่ระดับ 33.07/08 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 33.04/06 บาท/ดอลลาร์ “สวนทางกับค่าเงินในภูมิภาคที่ปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์”… 
 
 นี่ขาดยังไม่ทันประกาศ ได้ผลน่าพอใจ เค้าเรียกเล่นเป็น แพลมไปก่อน สัปดาห์หน้าอ้ากันชัดๆ “ค่าเงินบาท” จะได้ไม่ผันผวนเกินไป… 
 
 อีกประเด็นที่เซอร์ไพรส์ ผู้ว่าแบงก์ชาติแถลงบนเวที ชี้ชัดๆ “การเมืองเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจและประเทศ” พอลงจากโพเดียม นักข่าวเข้าไปหาทำท่าแปลกใจท่าที “คุณธา” ไม่ค่อยจะพูดถึง หรือบอกว่าการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยง “เสียงดัง” เท่าครั้งนี้ “คุณธา” จึงถือโอกาสยกตัวอย่าง “ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” สมัยเป็นผู้ว่าฯ อาจารย์ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะบทบาทผู้ว่าฯ ตามกฎหมายเท่านั้น “คุณธา” ซึ่งจะ “เกษียณอายุ” ในปีนี้!! จึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งแบงก์ชาติ ช่วยกันแก้ปัญหาเพื่อบ้านเมืองกลับสู่ความร่มเย็นอีกครั้ง เอ้า ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น!!… 
 
 เมื่อวานนี้ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การคดีหมายเลขดำที่ อ.302/2553 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “ราเกซ สักเสนา” ในฐานะอดีตที่ปรึกษา “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” แห่งบีบีซี “จำเลย” ในความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก “เกริกเกียรติ” ปรากฏว่า “แขกอินเดียผู้นี้ ให้การปฏิเสธ ศาลจึงนัดวันตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 31 พ.ค.53 เวลา 09.00 น. 
 
 คดีนี้จำเลยกับพวก “สมคบกันวางแผน” ทำความเสียหายให้บีบีซี 139 ล้าน จากการประเมินทีดินที่นำมาเป็นหลักประกันสูงเกินจริง เป็นที่ดิน จ.ปราจีนบุรี ใช้หลักฐานประเมินราคา 93 ล้าน ทั้งที่ราคาประเมินจริง 5 ล้าน นี่แค่ 1 ใน 100 กว่าเคสที่ “ราเกซ” และพวกรุ้มทึ้งบีบีซีจนเหลือแต่กระดูก รูปแบบอัปยศอย่างนี้ ต้องถาม “เนวิน-สุชาติ” และผองเพื่อนกลุ่ม 16 รับรอง จำแม่น!!! 
 

“เจ๊วา” โต้ล็อกสเปกข้าวส่งเฮติ ยันใช้วิธีพิเศษจัดซื้อเพราะเป็นจ๊อบด่วน

January 29, 2010

 

 

หึ่งซ้ำซาก “เจ๊วา” พล่านข่าวล็อกสเปกข้าวส่งช่วยภัยพิบัติที่เฮติ แจงยิบใช้วิธีพิเศษจัดซื้อ เพราะต้องเร่งบรรจุถุงให้แล้วเสร็จก่อนส่งมอบ 1 ก.พ.นี้ ทำให้ต้องพิมพ์ถุงล่วงหน้า ยันได้กำชับสำนักปลัดพาณิชย์ไปแล้วให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส 
 
 
 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวในการจัดซื้อข้าวสารสำหรับส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ประเทศเฮติ ซึ่งระบุว่า มีการล็อกสเปกให้บางบริษัทไว้แล้ว อย่างน้อย 2 ราย เพราะบริษัทดังกล่าวได้พิมพ์ข้อความว่า ข้าวสารมอบจากรัฐบาลไทยถึงประชาชนชาวเฮติ บนถุงบรรจุข้าวสารไว้ล่วงหน้าแล้ว ตนเองของชี้แจงว่า การดำเนินการเรื่องนี้ ได้ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างกรณีพิเศษ และจะต้องบรรจุถุงให้แล้วเสร็จก่อนส่งมอบในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ที่จะถึงนี้ ดังนั้น จึงถูกมองว่า เป็นการเอื้อประโยชน์หรือล็อกสเปก ตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ 
 
 อย่างไรก็ตาม โดยข้อเท็จจริง เรื่องนี้ถือเป็นกรณีพิเศษ และทางสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นคนดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) และกรมการค้าต่างประเทศ เป็นฝ่ายปฏิบัติการที่จะนำข้าวขาว 5% ปี 2551/2552 จำนวน 100 ตัน เพื่อมาบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม โดยใช้งบประมาณกลางของรัฐบาล ในการบรรจุถุงและปรับปรุงคุณภาพข้าวก่อนส่งออก จำนวน 280,000 บาท มาดำเนินการบรรจุถุง ซึ่งอยู่ในกรอบของราคากลาง และยืนยันไม่มีการล็อกสเปก ตามที่เป็นข่าว โดยได้สั่งการให้สำนักงานปลัดดำเนินการเรื่องนี้ให้โปร่งใสต่อไป 
 
 นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังสั่งให้มีการตรวจสอบเชิงลึก ในเรื่องการสับเปลี่ยนโควตาน้ำตาลทราย โดยเฉพาะโควตาการส่งออก เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายในต่างประเทศมีราคาสูงกว่า ซึ่งคาดว่า จะมีความชัดเจนในสัปดาห์หน้า 
 
 สำหรับเกณฑ์กลางอ้างอิงและการจ่ายเงินชดเชยโครงการการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวปี 2552/ 2553 ในระหว่างวันที่ 1 15 กุมภาพันธ์ 2553 นี้ หากเป็นโครงการข้าวนาปี ในรอบที่ 1 จะมีการจ่ายชดเชยเฉพาะข้าวเจ้า 5% ในอัตราตันละ 7 บาท และข้าวหอมมะลิ ในอัตราตันละ 385 บาท ส่วนข้าวชนิดอื่นมีราคากลางสูงกว่าราคาประกันจึงไม่มีการจ่ายชดเชย ส่วนโครงการข้าวนาปรัง หรือการจ่ายชดเชยในรอบที่ 2 จะไม่มีการจ่ายค่าชดเชยข้าวทุกชนิด 

 

รร.ไทยคึกปรับตัวรับ3จี โวยมหาดไทยปล่อยรร.เถื่อนเกลื่อนเมือง

January 28, 2010

 ส.โรงแรมไทย เล็งขยายช่องทางการตลาดเจาะโซเชียลเน็คเวิร์คบนโทรศัพท์มือถือ รับ3จี พร้อมโวยมหาดไทย ปล่อยโรงแรมเถื่อนเกลื่อนเมือง ทั้งที่มีกฎหมายบังคับใช้แล้ว ภาพรวมอัตราเฉลี่ยราคาห้องพักปีนี้จึงวูบอีกกว่า 5-8% 
 
 นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย(ทีเอชเอ) เปิดเผยถึงแผนงานด้านการตลาดของสมาคมโรงแรมไทยในปี 2553 ว่า จะเร่งดำเนินการใน 4 กิจกรรม ได้แก่ 1. การพัฒนาเว็บไซต์ เน้นโหมดสำรองห้องพักผ่านโทรศัพท์มือถือ 2.กิจกรรม โฮเทล มีท เอเยนต์ในตลาดต่างประเทศ 3.การจัดกิจกรรมพบปะหน่วยงานราชการและองค์กร เพื่อส่งเสริมตลาดประชุมสัมมนา(โดยเมสติกไมซ์ ) และ 4. การจัดทำข้อมูลอัตราเข้าพักเฉลี่ย และราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งประเทศ 
 
 ***พัฒนาเว็บผ่านมือถือเจาะสังคมออนไลน์**** 
 
 สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อเจาะสังคมออนไลน์ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือนั้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ พัฒนาระบบให้ทัน เพื่อรองรับกำลังซื้อตรงนี้ให้ได้ โดยสมาคมฯคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ เบื้องต้นต้องประสานกับบริษัทหรือหน่วยงานมีเทคโนโลยีรูปแบบนี้ที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือได้ทุกค่าย เข้ามาเป็นพันธมิตรเอื้อธุรกิจต่อกันมากกว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุน 
 
 ความสะดวกของสังคมคนรุ่นใหม่ได้ถูกพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีบนโทรศัพท์มือถือ เช่น เทคโนโลยี 3 จี เป็นต้น ทำให้มีการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับเปิดในโทรศัพท์มือถือ ผู้ประกอบการจึงคิดบริการเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้น ซึ่งทีเอชเอ จะพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นพอร์ทัลเว็บ เป็นเพย์เม้นเกทเวย์ อินสแตนท์บุ๊คกิ้ง และ อินสแตนท์ อินฟอร์เมชั่น ครบวงจรในหนึ่งเดียว 
 
 ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักโรงแรมของสมาชิกทีเอชเอ แบ่งเป็น 25% จองผ่านเว็บไซต์ อีก 75% ผ่านตัวแทนจำหน่าย โดยการเติบโตในรูปแบบการจองผ่านเว็บไซต์ต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละ 5-10% โดยบริการใหม่นี้จะถือเป็นทางเลือกหนึ่งให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งบริการรูปแบบนี้ในอเมริกาใช้กันแพร่หลายแล้ว ส่วนประเทศเพื่อบ้านไทย เช่น สิงคโปร์ ก็มีบริการนี้แล้วเช่นกัน 
 
 *** โวยมหาดไทยปล่อยรร.เถื่อนเกลื่อนเมือง**** 
 
 ด้านนายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย(ทีเอชเอ) กล่าวว่า อุตสาหกรรมโรงแรมปี 2553 มี 2 ประเด็นใหญ่น่าเป็นห่วงคือ 1.ปัญหาสงครามราคา เป็นผลให้อัตราค่าเฉลี่ยราคาที่พักโดยรวมของประเทศไทยในปี 2553 ลดลงจากปีก่อนนี้อีกราว 5-8% ขณะที่อัตราค่าเฉลี่ยโรงแรมทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวไปในทิศทางเดียวกันกับอัตรการเข้าพัก และตัวเลขเศรษฐกิจ 
 
 2.ปัญหาสถานการณ์โอเวอร์ซัปพลายของจำนวนห้องพัก อันเกิดจากผู้ประกอบการนอกระบบ อาทิ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ หอพัก โครงการบ้านจัดสรรที่มีบริการปล่อยเช่า ส่งผลให้ดีมานด์ที่มีอยู่ในตลาดไปใช้ซัพพลายที่ไม่ถูกกฎหมายจากกลุ่มนี้ เพราะราคาถูกกว่า เพราะไม่ต้องเสียภาษีเฉพาะธุรกิจโรงแรม 
 
 ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแลการใช้ประโยชน์อาคารโดยตรง และ ฝากผ่านไปยัง ททท. ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยจัดระบบห้องพักที่ไม่เข้าข่ายโรงแรมนี้ ให้หันมาเข้าระบบ หรือไม่ก็ลงโทษความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรงแรมที่ประกาศใช้มาแล้วหลายปี รวมถึงขอให้ภาครัฐยกเลิกระบบเหมาจ่าย เพราะเป็นช่องว่างเอื้อให้หน่วยงานราชการใช้โรงแรมเถื่อนกันมาก 
 
 รายงานจากสมาคมโรงแรมไทยตามภูมิภาคต่าง พบว่า ทุกพื้นที่มีจำนวนโรงแรมห้องพักเกิดขึ้นใหม่จำนวนมากทั้งที่ถูกและไม่ถูกตามกฎหมาย ได้แก่ โรงแรมภาคใต้ เฉพาะ 3 จังหวัดหลัก ภูเก็ต กระบี่ พังงา คาดว่าปีนี้จะมีโรงแรมเปิดใหม่อีกกว่า 3,000 ห้อง เป็นระดับ 4-7ดาว ไม่นับรวมโครงการบ้านจัดสรร คอนโดที่ปล่อยเช่า, ภาคตะวันตก เพชรบุรี ประจวบฯ พบว่าเฉพาะที่หัวหินและ ชะอำ มีห้องพักรวมกว่า 20,000 ห้อง โดยระยะ 3 ปีล่าสุดนี้มีห้องพักเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ห้อง ยังไม่นับรวม คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และเซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์, ภาคเหนือ โรงแรมขนาดเล็ก ราคา 300-400 บาท ต่อคืน ผุดขึ้นจำนวนมากโดยเฉพาะเหนือตอนล่าง, ภาคตะวันออก เน้นที่ พัทยา จ.ชลบุรี คาดมีโรงแรมเปิดใหม่อีกว่า 2,000 ห้องปีนี้ จากเดิมที่โอเวอร์ซัปพลายแล้ว ส่วนภาคกลาง ที่อยุธยา เซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์และห้องพักรายวันเกิดขึ้นจำนวนมาก 
 

‘โตโยต้า’เก็บรถคืน8ล.คัน เร่งแก้จุดบกพร่องฟื้นวิกฤตศรัทธา

January 28, 2010

 รอยเตอร์/เอเอฟพี/วอลล์สตรีทเจอร์นัล โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ทำท่าจะต้องเรียกคืนรถยนต์ในทั่วโลกจำนวนกว่า 8 ล้านคัน เพื่อกลับมาซ่อมแซมจุดบกพร่องจากโรงงาน สืบเนื่องจากพรมปูพื้นรถอาจหลุดเข้าไปทำให้คันเร่งเกิดทำงานอย่างไม่ได้ตั้งใจ โดยวานนี้(28) ปัญหาได้ขยายไปถึงรถซึ่งขายในแถบยุโรปและประเทศจีนด้วย หลังจากที่นับถึงวันพุธ(27) บริษัทต้องเรียกคืนรถในตลาดอเมริกาเหนือแล้วรวมประมาณ 6 ล้านคัน ตลอดจนต้องสั่งระงับการจำหน่ายและการผลิตเป็นการชั่วคราว ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า ความเสียหายที่หนักหนาสาหัสที่สุดของโตโยต้าจากกรณีนี้ก็คือ บริษัทผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกรายนี้ต้องเสียประวัติครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่เคยมีชื่อเสียงมายาวนานในแง่ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ 
 
 
 พอล โนลัสโก โฆษกของโตโยต้าแถลงจากกรุงโตเกียววานนี้ว่า บริษัทจะต้องขยายการเรียกคืนรถยนต์กลับมาซ่อมแซมให้ครอบคลุมถึงยุโรปด้วย แต่ยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะกระทบรถรุ่นใดบ้างและเป็นจำนวนเท่าใด ขณะที่โฆษกหญิงของโตโยต้ายุโรปกล่าวว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องหยุดการผลิตในยุโรป แบบเดียวกับที่กระำทำในอเมริกาเหนือ เนื่องจากโตโยต้าได้เลิกใช้คันเร่งดังกล่าวในยุโรปแล้ว ส่วนทางด้านสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ต่างคาดหมายว่า รถที่จะต้องเรียกคืนในยุโรปน่าจะมีจำนวนราว 2 ล้านคัน 
 
 วานนี้เช่นกัน องค์การกำกับดูแลคุณภาพ, การตรวจสอบและการกักกันโรค ของทางการจีน ได้ระบุในคำแถลงซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ขององค์การว่า โตโยต้าจะต้องเรียกคืนรถยนต์ในจีนมาซ่อมแซมข้อบกพร่องเรื่องคันเร่ง เป็นจำนวนกว่า 75,000 คัน โดยเป็นรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นราฟ4 
 
 อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดญี่ปุ่นนั้น โฆษกโตโยต้าระบุว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้ใช้คันเร่งแบบเดียวกันนี้ 
 ใ 
 นอเมริกาเหนือนั้น โตโยต้าได้แถลงในคืนวันพุธว่า ยินดีที่เปลี่ยนพรมปูพื้นรถหรือชุดคันเร่งให้กับรถยนต์ในสหรัฐฯจำนวนอีก 1.1 ล้านคน ถ้าหากลูกค้าประสงค์เช่นนั้น มาตรการเรียกรถคืนโดยสมัครใจล่าสุดนี้ เมื่อบวกกับประกาศเรียกคืนหลายระลอกก่อนหน้านี้ ก็ทำให้จำนวนรถในตลาดอเมริกาเหนือที่โตโยต้าต้องซ่อมแซมทั้งหมดอยู่ที่เกือบๆ 6 ล้านคัน 
 
 ยิ่งกว่านั้น หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า โตโยต้าได้แจ้งกับพวกดีลเลอร์ในสหรัฐฯและแคนาดาในวันอังคาร(26) ขอให้หยุดการจำหน่ายรถโตโยต้ารุ่น 8 รุ่น สืบเนื่องจากปัญหาข้อบกพร่องของคันเร่งนี้ รถ 8 รุ่นดังกล่าวซึ่งคิดเป็น 57% ของรถโตโยต้าทั้งหมดที่ขายในสหรัฐฯในปี 2009 ได้แก่ คัมรี และ โคโรลลา ที่เป็นรุ่นยอดนิยม นอกจากนั้นยังมี แมทริกซ์, อาแวลอน, ไฮแลนเดอร์, ราฟ4, เซโกเวีย, และ ทุนดรา 
 
 โดโยต้ายังแจ้งด้วยว่า จะหยุดการผลิตรถรุ่นเหล่านี้ในโรงงานที่อยู่ทางอเมริกาเหนือหลายแห่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป 
 
 ทางด้าน จิม ซีกเลอร์ ที่ปรึกษาด้านการจำหน่ายรถในเมืองแอตแลนตา, สหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า โตโยต้านั้นมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นคราวนี้ ทว่าครั้งนี้ก็ยังคงเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่โตโยต้าเคยเผชิญมาอยู่ดี แถมเกิดขึ้นในขณะที่พวกคู่แข่งอย่างเช่น ฟอร์ด, ฮุนได, และบริษัทอื่นๆ กำลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วย 
 
 ปัญหาหนักหน่วงของโตโยต้า ยังทำให้หุ้นของบริษัทมีราคาทรุดลงมาอีก 4% ในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียววานนี้ รวมนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วราคาหุ้นตัวนี้ได้หดหายไปกว่า 15% และเท่ากับว่ามูลค่าตามราคาในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทแห่งนี้ลดสูญไปราว 25,000 ล้านดอลลาร์ 
 
 พวกนักวิเคราะห์มองว่าการเรียกคืนรถยนต์ครั้งนี้จะสร้างความเสียหายทางการเงินให้กับโตโยต้าเท่าไรนั้น ที่สำคัญขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะต้องหยุดการผลิตรถรุ่นเหล่านี้นานแค่ไหน รวมทั้งผู้บริโภคว่าจะสูญเสียความเชื่อมั่นในโตโยต้ามากน้อยแค่ไหน โดยจะมีผลสะท้อนทั้งต่อรถยนต์ใหม่และรถมือสอง 
 
 การระงับการจำหน่ายและการผลิตอาจทำให้โตโยต้าสูญเสียผลกำไรจากการดำเนินงานอย่างน้อย 50,000 ล้านเยน (553 ล้านดอลลาร์) ต่อเดือน โคจิ เอนโด นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรถยนต์กล่าว 
 
 ตั้งแต่ก่อนหน้าจะต้องเรียกคืนรถจำนวนมากมายคราวนี้ ผลประกอบการของโตโยต้าก็มีปัญหาหนักสืบเนื่องจากวิกฤตทางการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจทรุดต่ำทั่วโลกอยู่แล้ว โดยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ 19 รายจัดทำโดยทอมสัน รอยเตอร์ ไอ/บี/อี/เอส คาดหมายวเอาไว้ว่า ในปีการเงิน 2010 (เม.ย.2009-มี.ค.2010) โตโยต้าจะขาดทุนจากการดำเนินงานราว 47,000 ล้านเยน แต่จะดีดกลับมาทำกำไรได้ราว 599,000 ล้านเยนในปีการเงิน 2011 
 
 ผมเคยคิดว่าบริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 100,000-200,000 ล้านเยนในปีนี้ แต่ตอนนี้คงจะกลายเป็นศูนย์หรือไม่ก็ติดลบจากการระงับการจำหน่ายและการผลิต เอนโดบอกอีกว่า โตโยต้าคงเดือดร้อนหนักขึ้นในปีหน้าเพราะภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหาย 
 
 ทางด้าน ฟิตซ์ บริษัทเครดิตเรตติ้งรายใหญ่รายหนึ่งของโลก แถลงว่า กำลังจัดให้โตโยต้าอยู่ในบัญชีผู้ที่ถูกจับตามองในแง่ลบ เนื่องจากสิ่งเกิดขึ้นมาเหล่านี้อาจสร้างปัญหาต่อการฟื้นตัวในการจำหน่ายและการกลับมาทำกำไรของโตโยต้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐฯ 
 
 ด้านคู่แข่งสำคัญของโตโยต้า ไม่ว่าจะเป็นฮอนดา มอเตอร์, นิสสันมอเตอร์ หรือฮุนได มอเตอร์ ต่างก็ได้ประโยชน์จากข่าวร้ายของโตโยต้า โดยราคาหุ้นที่ซื้อขายในตลาดเอเชียของบริษัททั้งสามต่างปรับสูงขึ้น 4.9, 4.2 และ 4.2 %ตามลำดับ 
 
 ฮอนดา นิสสัน และฟอร์ด มอเตอร์จะได้รับประโยชน์ห ากโตโยต้าเผชิญกับภาวะยอดขายตกต่ำอย่างยืดเยื้อ โคตะ ยูซาวา นักวิเคราะห์อีกคนหนึ่งของโกลด์แมนแซคส์ในโตเกียวให้ความเห็น 
 
 สำหรับเจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) รีบแถลงในวันพุธว่า ลูกค้ารถโตโยต้า สามารถนำรถมาเปลี่ยนเป็นรถที่จีเอ็มกำลังเสนอขายอยู่ในเวลานี้แทบทุกรุ่น โดยทางจีเอ็มจะให้ราคารถโตโยต้าเก่าเหล่านี้สูงสุด 1,000 ดอลลาร์ หรือไม่ก็จะให้เลือกทำสัญญาไฟแนนซ์รถจีเอ็มด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลานานถึง 5 ปี 
 

ศึกชิงบิ๊กส.อ.ท.เดือดขู่ฟ้องถึงศาลฯ จับตาการเมืองส่อตั้งกรรมการกลาง

January 28, 2010

 ศึกชิงเก้าอี้ส.อ.ท.เดือดพล่านหลังต่างฝ่ายต่างเดินหน้าท้าชน ก๊วนหนุนพยุงศักดิ์ลั่นยังมั่นใจคะแนนหนุนอยู่เพียบแม้ค่ายปูนใหญ่ถอนตัว ขู่ฟ้องศาลฯหากมีการเมืองเล่นตุกติกสั่งเลื่อนเลือกตั้ง ขณะที่ฝั่งสุรพร-อดิศักดิ์ใครกันแน่ที่จะฟ้องลั่นมีหลักฐานเพียบ จับตาการเมืองอาจล้วงลึกยื่นครม.ตั้งกรรมการกลาง 
 
 
 นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่เครือ ซิเมนต์ไทยประกาศไม่สนับสนุนการเสนอชื่อนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล เข้าชิงประธานส.อ.ท.คนใหม่นั้นไม่ได้มีความกังวลใดๆ เพราะฐานคะแนนของเครือซิเมนต์ไทยมีเพียง 100 กว่าเสียงเท่านั้นแต่คะแนนเสียงที่จะสนับสนุนอื่นๆ ยังมีค่อนข้างสูงโดยเฉพาะจากเครือสหพัฒน์ที่มี 300-400 คะแนน จึงยังมั่นใจว่าจะมีคะแนนสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ 
 
 อย่างไรก็ตามหากมีการเมืองเข้ามาบีบและส่งผลให้มีการเลื่อนเลือกตั้งที่จะเริ่มเลือกกรรมวันที่23 มี.ค.โดยไม่มีเหตุผลก็จะยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุด 
 
  เมื่อเช็คคะแนนเสียงแล้วกลุ่มที่สนับสนุนคุณพยุงศักดิ์ยังมีมากในทุกภาคส่วนกระทั่งค่ายโตโยต้าบางส่วนยังมาสนับสนุน และการที่ข้อกล่าวหาว่ามีการบล็อคโหวตนั้นคนส.อ.ท.มีความรู้บางคนจบถึงดอกเตอร์ย่อมตัดสินใจเองได้ นายธนิตกล่าว 
 
 นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานส.อ.ท.กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาปัญหาการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. มีข่าวความขัดแย้งและปัญหาการเมืองเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งและก่อให้เกิดความไม่สบายใจกับหลายฝ่าย รวมทั้งปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งถือเป็นบริษัทมีธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม จึงได้ตัดสินใจเสียสละลาออกจากปูนซิเมนต์ไทย เพื่อให้การเข้าชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. เป็นไปโดยอิสระ 
 
  การลงคะแนนเลือกตั้งจะต้องลงคะแนนเสียงสนับสนุนทั้งจากประธานกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มจังหวัด รวม 113 คน รวมทั้งตัวแทนจากกลุ่มอื่น ๆ อีก ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนแต่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถและมีการตัดสินใจที่เป็นของตัวเอง จึงเชื่อว่าจะสามารถพิจารณาเลือกบุคคลที่เหมาะสมได้นายพยุงศักดิ์กล่าว 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเปิดแถลงข่าววานนี้ (28 ม.ค.) ยังมีการนำตัวแทนของประธานอุตสาหกรรมแต่ละภาคทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มาร่วมแถลงข่าว ซึ่งทุกคนยังยืนยันสนับสนุนนายพยุงศักดิ์ เข้าชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ซึ่งจะอยู่ในฐานะของผู้สมัครอิสระเข้าชิงตำแหน่งครั้งนี้ 
 
 ท้าใครกันแน่ที่จะฟ้องร้องต่อศาลฯ 
 
 
 แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กลุ่มผู้สมัครของนายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. ได้เรียกร้องผ่านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรมในฐานะมีอำนาจตามพรบ.ส.อ.ท. ให้มีการตั้งกรรมการกลางเพื่อการเลือกตั้งส.อ.ท.เพื่อความโปร่งใสโดยเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจากฝ่ายการเมืองว่าจะมีการนำเสนอผ่านเข้าไปสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือไม่ 
 
 ทั้งนี้หากไม่มีการนำเสนอครม.หรือนำเสนอแล้วอาจไม่ได้รับความเห็นชอบทางกลุ่มของนายสรพร และนายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานส.อ.ท.ที่เป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งอีกคนหนึ่งก็จะร่วมกันยื่นฟ้องร้องต่อศาลฯเช่นกันโดยให้เหตุผลสำคัญคือการเลือกตั้งไม่ยุติธรรม มีการบล็อคโหวตคะแนนเสียง และที่สำคัญมีการตั้งคณะอนุกรรมการสรรหา 7 คนไม่โปร่งใส 
 

ทีโอทีลุยสงครามราคาบรอดแบนด์ ขาย4เม็ก590 บาทแบบไม่มัดมือชก

January 28, 2010

 ทีโอทีโดดลงสงครามราคาบรอดแบนด์ ด้วยการปลดล็อกลูกค้าใหม่ไม่ต้องทำสัญญาใช้บริการเหมือนเมื่อก่อน เริ่มต้นที่ความเร็ว 4 Mbps ราคา 590 บาท พร้อมเอาใจคนชอบอัพโหลดให้ความเร็ว 1 Mbps เริ่มต้นที่ดาวโหลด4 Mbps ราคา 690 บาท หวังปั้มลูกค้าใหม่ 7 หมื่นคน ปีนี้ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 3 แสนพอร์ท ทำเงิน7,500 ล้านบาท 
 
 นางสาวพุ่มแพทิพย์ เอี่ยมโสภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักการตลาด สายงานการตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีได้ออกแพกเกจส่งเสริมการขายบรอดแบนด์ Simple Fit สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการทำสัญญาใช้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาการใช้บริการบรอดแบนด์ทีโอทีจะต้องทำสัญญาใช้บริการอย่างน้อย 12 รอบบิล 
 
 สำหรับแพกเกจดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 แบบได้แก่ Basic Fit ลูกค้าสามารถเลือกความเร็วได้ตามต้องการเริ่มตั้งที่ความเร็ว 4 Mbps ในราคา 590 บาท ความเร็ว6 Mbps ราคา 790 บาท และความเร็ว 8 Mbps ที่ราคา 1,000 บาท จากเดิมความเร็วต่ำสุดที่ทีโอทีให้บริการอยู่ที่ 3Mbps ราคา 590 บาท 
 
 ส่วนแบบที่ 2 คือ Power Fit ที่เน้นตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ต้องการ อัพโหลด ข้อมูลภาพขึ้น Facebook และHi5 ร้านอินเทอร์เน็ตค่าเฟ่ และกลุ่มนักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างชาติ ที่ต้องการอัพโหลดข้อมูลจำนวนมาก โดยแพกเกจนี้จะมีความเร็วในการอัพโหลดข้อมูลสูงถึง 1 Mbps จากเดิมความเร็วในการอัพโหลดข้อมูลอยู่ที่ 512 Kbps แพกเกจนี้มีความเร็วดาวน์โหลดเบื้องต้นที่ 4 Mbps ราคา 690 บาท 
 ความเร็ว6 Mbps ราคา 890 บาท และความเร็ว 8 Mbps ที่ราคา 1,100 บาท 
 
 แพกเกจที่ทีโอทีออกมาครั้งนี้ มุ่งเน้นเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้า เพราะเป็นแพกเกจที่ลูกค้าสามารถเลือกไม่ทำสัญญาได้ นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกทำสัญญาระยะสั้นไปจนถึงระยะยาวได้อีกด้วย นอกจากนี้ ทีโอทียังให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้าที่จ่ายค่าบริการล่วงหน้าด้วยการให้ส่วนลด เริ่มต้นที่ 3 เดือนได้ส่วนลด 2% และลูกค้าที่จ่ายล่วงหน้าได้ 8 เดือนได้ส่วนลด 8 % 
 
 นางสาวพุ่มแพทิพย์กล่าวว่า แพกเกจดังกล่าวจะทำให้ทีโอทีมีลูกค้าบรอดแบนด์ใหม่ในไตรมาส 1 อย่างน้อย 70,000 ราย และแพกเกจนี้จะสร้างรายได้ให้ทีโอทีถึง 81 ล้านบาท ส่วนยอดลูกค้าใหม่ในปีนี้ทั้งปีทีโอทีคาดว่าจะมีราว 300,000 พอร์ต ส่วนปีที่ผ่านมา ทีโอที มีฐานลูกค้าบรอดแบนด์ทั้งหมด 9.5 แสนราย มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ราว200,000 กว่าพอร์ต 
 
 ส่วนรายได้ทีโอทีตั้งเป้าจากธุรกิจบรอดแบนด์ในปีนี้ไว้ที่ 7,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาทีโอทีมีรายได้จากธุรกิจนี้ 5,800 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวเติบโตจากปี 2551ราว 1,500 ล้านบาท สำหรับปีนี้ทีโอทีมีเป้าหมายรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งต่อไป 
 

ธาริษาอุ้มค่าบาทชี้การเมืองตัวถ่วง ลั่นจุดยืนสังคมก่อนเกษียณ

January 28, 2010

 สัปดาห์หน้า แบงก์ชาติเตรียมออกมาตรการใหม่พร้อมผ่อนคลายเกณฑ์ลงทุนต่างประเทศ หวังบริหารเงินทุนไหลเข้า สกัดบาทแข็งและความผันผวนเงินทุนเคลื่อนย้าย “ธาริษา” ฮึดก่อนเกษียณ สวมบท “ดร.ป๋วย” เป็นห่วงความขัดแย้งในสังคม วอนทุกฝ่ายร่วมมือแก้วิกฤต ชี้ชัด การเมืองถ่วงเศรษฐกิจและชาติ! 
 
 นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ประจำปี 53 ในหัวข้อ ทิศทางนโยบายของ ธปท.และความท้าทายของเศรษฐกิจไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่องอย่างแข่งแกร่ง โดยคาดว่าทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.3-5.3% ได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายในประเทศและการส่งออก ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินคาดว่าอยู่ที่ 1.3-2.3%ต่อปี 
 
 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง เช่น การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศที่มีความผันผวนมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการฟื้นตัวเร็วก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศที่มีการฟื้นตัวช้า จึงดึงดูดให้มีเงินทุนไหลเข้ามามากเห็นได้ตั้งแต่ปลายปีก่อน ส่วนปัจจัยในประเทศ ความไม่แน่นอนด้านการเมือง กระทบบรรยากาศความเชื่อมั่น มีแต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในสังคม เนื่องจากไม่เคารพกฎกติกาในการหาทางออกร่วมกัน กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงทำได้ลำบาก 
 
 ”ที่ผ่านมาปัญหาการเมืองส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนให้ต่ำกว่าปกติมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่ไหลลื่น น่าห่วงปัญหาบ้านเมืองและความขัดแย้งในสังคม อาจจะเป็นเรื่องแปลกที่ ธปท.พูดเรื่องการเมือง แต่ในอดีตสมัยอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำให้ดูแล้ว ท่านไม่ได้มองเฉพาะบทบาทตามกฎหมายเท่านั้น จึงควรช่วยกันคิดในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน 
 
 ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ในปีนี้ ธปท.จะให้ความสำคัญด้านนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ 1.ธปท.จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้ราบรื่นไม่ให้ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการคลังควรทยอยลดบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่และอัตราเงินเฟ้อในอนาคต 2.เป็นตัวกลางดูแลสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระจายสินเชื่อสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี 
 
 ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นของโครงการค้ำประกันสินเชื่อกับภาครัฐ ล่าสุดเดือนม.ค.พบว่าให้สินเชื่อไปแล้ว 2.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในสิ้นเดือนมี.ค.ที่เป็นช่วงวันสิ้นสุดโครงการจะได้ตามเป้าหมาย 3 หมื่นล้านบาท รวมถึงเน้นเรื่องธรรมาภิบาลมากขึ้นผ่านคณะกรรมการชุดต่างๆ 
 
 และ3.เตรียมผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านปริวรรตเงินตราเพิ่มเติม โดยภายในสัปดาห์หน้าจะเริ่มประกาศออกมา ซึ่งก็มีทั้งเรื่องเก่าที่นำมาปรับปรุงใหม่หรือเรื่องใหม่ที่ขยายให้เพิ่มเติม แต่จะเน้นเรื่องเงินทุนไหลออกเป็นสำคัญ เพื่อให้เงินทุนไหลเข้าออกมีความคล่องตัวแก่ภาคธุรกิจหรือผู้ลงทุนมากขึ้น รวมถึงมีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 
 
 โดยในปีที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นรายได้ส่งออกสุทธิ 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ เงินที่เข้าตลาดตราสารหนี้ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเข้าในตลาดทุน 1.1 พันเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปีนี้รายได้ส่งออกสุทธิน้อยกว่าปีก่อนประมาณ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนมากขึ้น แต่คงไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้สุทธิการส่งออก 
 
 ฉะนั้นเงินทุนไหลเข้ามาไทยจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ปัญหาการเมืองไทยภายในประเทศที่เพิ่มเติมกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ปัญหามาบตาพุดที่ยังไม่มีความชัดเจน การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย รวมถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ย และขณะนี้ยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทจากการที่ตลาดคาดว่าปลายปีค่าเงินหยวนแข็งค่าทำให้มีเงินทุนเข้ามาพักเก็งกำไรเงินบาทก่อน 
 
 แม้ในปีนี้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก แต่คงไม่ซ้ำรอยเหมือนปี 49 เพราะภาวะแวดล้อมในขณะนี้ต่างกับปี 49 ที่มีเงินทุนไหลเข้ามาเร็ว และการติดตามข่าวสารในการติดตามทิศทางเงินยากกว่าปัจจุบัน โดยปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการส่งข้อมูลที่รวดเร็วและมีการติดตามใกล้ชิดมากขึ้น ขณะที่ ธปท.เองมีเครื่องมือรวมถึงเปิดเสรีให้เงินทุนไหลออกได้คล่องตัวกว่าปี 49 ผู้ว่า ธปท.กล่าวและย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดภาวะฟองสบู่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งธปท.ก็มีการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจากบทเรียนในปี 40 จึงต้องระวังให้มาก โดยหากเริ่มเห็นสัญญาณก็จะรีบแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เป็นฟองสบู่ที่โตขึ้น เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจต้องใช้ยาขมหม้อใหม่ที่สร้างความจำเป็นให้แก่ภาคธุรกิจมีมากขึ้น 
 
 นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีการยกระดับและเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และศักยภาพในการขยายตัวเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าเดิม จึงควรปฏิรูป 3 ด้านสำคัญ คือ 1.ปฏิรูปทางการเงินให้เน้นเรื่องกำกับดูแลความเสี่ยงที่เกิดจากความเชื่อมโยงของระบบสถาบันการเงินกับภาคการเงินอื่นๆ เปิดเสรีการแข่งขันจากต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายให้ประชาชนได้เลือก 
 
 2.ปฏิรูปทางการคลัง ถือเป็นเส้นเลือดที่สำคัญในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ โดยเน้นงบประมาณการลงทุนให้มีมากขึ้นจากปัจจุบัน 80%ของงบประมาณเป็นงบรายจ่ายประจำ ซึ่งได้รับแรงกดดันด้านสังคม การเมืองและภาระด้านสังคมที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงโครงสร้างผู้สูงอายุที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ธปท.สนับนุนนโยบายภาครัฐในการปฏิรูปภาษี เพื่อหารายได้ไปพร้อมๆ กับเพิ่มความแข่งแกร่งฐานะการคลังในที่สุด 
 
 3.ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งไทยมีจุดอ่อนเรื่องความสามารถเทคโนโลยี คุณภาพการศึกษา และความเข้มแข็งของปัจจัยทางสถาบัน โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่นและเสถียรภาพทางการเมือง โดยไทยควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงลงทุนด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาให้มีมากขึ้น 
 
 การยกระดับเศรษฐกิจไทยให้สามารถยืดหยุ่นอยู่บนเวทีโลกได้อย่างแข่งแกร่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและคงประสบความสำเร็จได้ยากหากขาดความร่วมมือร่วมใจกัน ดังนั้น ภารกิจร่วมของคนไทยทุกคนที่จะช่วยกันเสริมสร้างประเทศให้มีความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมซึ่งการร่วมแรงร่วมใจของทุกคนในครั้งนี้เป็นการลงทุนระยะยาวที่จะนำไปสู่ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต 
 

ไทยทิกเก็ตฯข่มคู่แข่งขายบัตร ชูประกันความเสี่ยงมัดใจลูกค้า

January 28, 2010

 ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ฯ เดินหน้า เพิ่มบริการประกันความเสี่ยง 2 รูปแบบ คืนค่าบัตรหากเกิดเหตุสุดวิสัย เชื่อช่วยลูกค้ามั่นใจ หวังเปิดโอกาสขยายเวลาขายบัตรได้นานขึ้น มั่นใจสิ้นปีการเติบโตแตะ 15% 
 
 นายโชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่ไทยทิกเก็ตฯได้เปิดให้บริการตลอดมา พบว่าจะมีลูกค้าที่ติดต่อกลับมาเพื่อขอคืนบัตร เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นไม่สามารถไปชมการแสดงได้ โดยตัวเลขที่เกิดขึ้น ต่องานพบว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า 5-10% ของจำนวนบัตรที่ขายได้ในแต่ละงาน ซึ่งถือว่าสูงมาก 
 
 ดังนั้นล่าสุดทางไทยทิกเก็ตฯจึงได้ร่วมกับ บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ ภายใต้แบรนด์ Chartis บริษัทด้านประกันภัย เข้าช่วยประกันความเสี่ยงลูกค้าที่ซื้อบัตรผ่านทางช่องทางของไทยทิกเก็ตฯ ซึ่งจะมีรูปแบบบริการให้ลูกค้าเลือก 2 แบบ คือ 1. บริการ Ticket Protect สำหรับลูกค้าที่ซื้อบัตรชมคอนเสิร์ตและงานอีเวนต์ต่างๆ แต่ไม่สามารถเข้าไปชมงานในวันที่จัดได้ทัน 
 
 ด้วยเหตุสุดวิสัยต่างๆตามข้อตกลงที่ระบุไว้ ซึ่งบริการนี้ลูกค้าเพียงเพิ่มเงินที่ซื้อบัตรขึ้นอีกเพียง 7% ของราคาบัตร ก็คุ้มครองสิทธิ์ให้กับลูกค้าทันที โดยจ่ายคืน 100% ตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมทั้งยังมีประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับอุบัติให้ด้วย 
 
 2.บริการ Tour Sure บริการประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วรถทัวร์ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขาทุกช่องทาง เพียงจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มอีก 30 บาท จากราคาตั๋วที่ซื้อ จะได้รับความคุ้มครอง 24ชม. ทันที เริ่มตั้งแต่วันเดินทาง โดยคุ้มครองสูงสุดถึง 2 แสนบาท เชื่อว่าบริการพิเศษที่มอบให้ลูกค้านี้ จะได้รับการตอบรับที่ดี 
 
 สำหรับบริการพิเศษนี้ ทางไทยทิกเก็ตฯได้ร่วมกับทางนิวแฮมพ์เชอร์ เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยระยะต่อไปจะมีการพัฒนาประกันภัยต่างๆให้เหมาะกับบริการขายบัตรที่ทางบริษัทจะเพิ่มเข้ามาในอนาคตด้วย ขณะที่บริการนี้ทางไทยทิกเก็ตฯได้เริ่มทดลองเปิดให้บริการแก่ลูกค้ามาตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมา พบว่า ถึงสิ้นเดือนธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา มีลูกค้าสมัครใจที่จะใช้บริการนี้สูงถึง 12% ของจำนวนผู้ซื้อบัตรเข้าชมงานต่างๆในระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก 
 
 ดังนั้นจึงมองว่า หากลูกค้ามีความมั่นใจในการซื้อบัตรหรือตั๋วเข้าชมงานต่างๆที่ทางไทยทิกเก็ตฯบริการขายมากนั้น อนาคตจะส่งผลดีให้กับไทยทิกเก็ตฯต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการขายตั๋วที่จะมีมากขึ้น ลูกค้าที่จัดงานจะมีความมั่นใจในการเพิ่มรอบ โอกาสขายบัตรก็มีมากขึ้นตาม รายได้ของไทยทิกเก็ตฯก็จะเติบโตตามไปด้วยเช่นกัน 
 
 อย่างไรก็ตามบริการนี้ ทางนิวแฮมพ์เชอร์ คาดว่า ใน 3 ปี จะมีรายได้จากการให้บริการนี้ราว 50 ล้านบาท ในส่วนของไทยทิกเก็ตฯเองก็จะได้เพียงการหักค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการนี้เท่านั้น แต่เชื่อว่าในภาพรวมแล้ว บริการดังกล่าว รวมถึงการเพิ่มบริการใหม่ๆที่จะมีให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี จะส่งผลให้ไทยทิกเก็ตฯมีรายได้ในสิ้นปีนี้เติบโตขึ้นกว่า 15% ตามแผนที่วางไว้ 
 
 นายโชคชัย กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์การจัดงานในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 10% จากปีก่อนที่มีการจัดงาน พร้อมขายบัตรผ่านไทยทิกเก็ตฯจำนวนกว่า 222 งาน หรือมีการจำหน่ายบัตรได้กว่า 935 ล้านบาท โดยสัดส่วนการขายนี้ คิดเป็นสัดส่วนที่ทางไทยทิกเก็ตฯครองส่วนแบ่งทางการตลาดขายบัตรชมคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ต่างๆได้ถึง 90% 
 

เครือเปาโลซุ่มแผนร่วมทุน บุก4มุมเมืองหวัง5พันล.ปีหน้า

January 28, 2010

 เครือรพ. เปาโล เมโมเรียล เตรียมขยายเครือข่ายครอบคลุม 4 มุมเมือง ซุ่มเจรจาโรงพยาบาลอีก 2-3 แห่งหวังบรรลุเป้าหมาย 5 พันล้านบาทปีหน้า ล่าสุดเปิดตัวน้องใหม่ในเครือ เปาโล นวมินทร์ สาขาที่ 4 ชูมาตรฐานเทียบชั้นเครือโรงพยาบาลฯ คาดปีนี้ยอดรวมโตกว่า 35% เป็น 4,100 ล้านบาท 
 
 
 นายสิทธิชัย สุขเจริญมิตร กรรมการผู้จัดการ เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล เปิดเผยว่า ทางโรงพยาบาลอยู่ระหว่างการเจรจากับโรงพยาบาลอื่นอีก 2-3 แห่งในชานเมืองทั้งกรุงเทพฯภาคใต้ เพื่อจะร่วมทุนกันให้บริการโรงพยาบาลในย่านชานเมืองให้ครบ 4 มุมเมืองในปีหน้า คาดว่าอาจจะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรใหม่อีก 1-2 รายจากที่กำลังเจรจาอยู่ โดยในสิ้นปีหน้าโรงพยาบาลในเครือเปาโล เมโมเรียลจะมีโรงพยาบาลให้บริการทั้งหมด 5-6 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 4 แห่งซึ่งรวมถึง เปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลน้องใหม่ล่าสุดภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับเครือรงพยาบาลเปาโล เมโเรียล ซึ่งจับกลุ่มชุมชนขนาดใหญ่ระดับ B ขึ้นไป เป็นฐานลูกค้าหลัก 
 
 ทั้งนี้เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียลมีแผนจะใช้งบประมาณ 350 ล้านบาทในปีนี้เพื่อลงทุนด้านเครื่องมือแพทย์ 50-60% ใช้เพื่อการปรับโฉมโรงพยาบาลเก่า 30% และอีก 10-20% เป็นการลงทุนเรื่องระบบ 
 สำหรับงบอีก 350 ล้านบาทจะใช้ในโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ 110 ล้านบาท สาขาพหลโยธิน 80 ล้านบาท สาขาสมุทรปราการ 120 ล้านบาทและสาขาโชคชัย อีก 30-40 ล้านบาท ภายหลังได้เข้าถือหุ้นใน iพ.ศรีสยามใหม่ ในปีที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้ลงทุน 60 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมคุณภาพและบริการและมาตรฐานทางการรักษาพยาบาล อาทิ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้านศูนย์การแพทย์เฉพาะทางที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น รพ.เปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ 
 
 นายสิทธิชัยกล่าวว่า โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายในเขตชานเมืองละแวกนี้ทั้งหมด เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าโอกาสการขยายตัวของเมืองในบริเวณชานเมืองจะมีมากขึ้น การจะเข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลในเมืองนั้น อาจจะมองเป็นเรืองยาก ทั้งการจราจร และระยะเวลาการเดินทางที่นาน ซึ่งสาขานวมินทร์นั้นจะช่วยดึงกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสาขานี้เราวางแผนและสังเกตุจากบริเวณโดยรอบเป็นหลัก นั่นคือ กลุ่มหมู่บ้านที่มีเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับ B ไปถึงระดับ A ซึ่งถือเป็นแหล่งชุมชนที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีกำลังซื้อ 
 
 นายแพทย์นิพนธ์ ธีราโมกข์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ กล่าวว่า สาขานวมินทร์นี้โดดเด่นในหลายๆด้าน อาทิ ศูนย์รังสีรักษา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษา เครื่องฉายแสง 3 มิติ (Linac) เครื่องแรกของประเทศไทย หรือห้องพักผู้ป่วยเด็ก ที่ปรับสไตล์ใหม่เป็นเตียงนอนขนาดใหญ่ 
 สำหรับผลประกอบการของเครือในปี 2552 ที่ผ่านมานั้น นายสิทธิชัยกล่าวว่า ทางกลุ่มมียอดรายได้ 3,100 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 15% จากปี 2551 ซึ่งมั่นใจว่ายอดรวมของธุรกิจของเครือฯในปีนี้ อันประกอบไปด้วย สาขาพหลโยธิน สาขาโชคชัย 4 สาขาสมุทรปราการ และสาขานวมินทร์ จะเติบโตว่า 35% เป็น 4.1-4.2 พันล้านบาทในสิ้นปี 2553 นี้ และเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาทในปี 2554 
 

บิ๊กเทสโก้โวยพรบ.ฯขวาง เบรกแผนคอมมูนิตี้มอลล์

January 28, 2010

 บิ๊กเทสโก้โลตัสโวย พรบ.ค้าปลีกและ พรบ.ผังเมือง ตัวฉุดให้ค้าปลีกใหญ่ขยายตัวช้า ชี้กระทบผู้บริโภคในท้ายที่สุด ลั่นกำเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท ลุยต่อเนื่องทุกรูปแบบ ยอมรับปีนี้ชะลอคอมมูนิตี้มอลล์ก่อน 
 
 
 นายสตีฟ แฮมเมทท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีก เทสโก้โลตัส เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในปัจจุบันแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาของกฎหมายทั้งจากพระราชบัญญัติผังเมือง ที่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการเปิดสาขาใหม่อย่างเข้มงวด รวมทั้งพระราชบัญญัติค้าปลีกฉบับใหม่ที่ใกล้จะมีผลแล้วนั้น จะทำให้เกิดข้อจำกัดในการขยายธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ 
 
 ทั้งนี้ประเมินว่าหากการลงทุนของผู้ประกอบการในการเปิดสาขาใหม่น้อยลงนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคด้วย เพราะว่าในอดีตการแข่งขันเปิดสาขามาก ทำให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกและซื้อสินค้าที่ถูกลง จากการแข่งขันของผู้ประกอบการ 
 
 การที่กฎหมายนี้ออกมาใช้นั้น ผมมองว่าเป็นข้อจำกัดที่ถึงขั้นสุดท้ายแล้วจะทำให้ลูกค้าเสียผลประโยชน์นั่นเอง 
 
 อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนของเทสโก้โลตัสในประเทศไทยนั้น จะยังคงมีต่อเนื่องไม่มีการชะลอแต่อย่างใด โดยจะใช้งบลงทุนแฉลี่ยต่อปีประมาณ 7,000 ล้านบาทเหมือนที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการขยายสาขาใหม่ๆของเครือเทสโก้ในทุกรูปแบบที่มีอยู่ในไทย เพื่อให้ครอบคลุมถึงความต้องการและพื้นที่บริการให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ เทสโก้โลตัสไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เทสโก้โลตัสคุ้มค่า ตลาดสดโลตัส และเทสโก้โลตัสเอ็กซ์เพรส และพลัสมอลล์ 
 
 แต่แผนการเปิดสาขาใหม่ในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ในปีนี้ ยอมรับว่า อาจจะต้องมีการเลื่อนออกไปก่อน เพราะเหตุที่ว่าปีนี้บริษัทฯจะเน้นการลงทุนในรูปแบบของพลัสมอลล์เป็นหลักมากกว่า โดยมีแผนที่จะเปิดรูปแบบพลัสมอลล์อย่างต่ำ ปีละ 1 สาขา 
 
 โดยล่าสุดได้ใช้งบประมาณกว่า 700 ล้านบาท ในการขยายสาขาของพลัสมอลล์แห่งที่สองที่ อมตะนคร ถนนบางนา-ตราด กม. 57 ซึ่งมีเนื้อที่รวมกว่า 54 ไร่ มีร้านค้ามากกว่า 135 ร้านค้า ซึ่งเช่าเต็มแล้ว สาขานี้จับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในชลบุรี รวมทั้งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และครัวเรือนที่อยู่รัศมีใกล้เคียงประมาณ 200,000 คน ซึ่งเป็นชชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองเปิดบริการมา 3 เดือนแล้ว พบว่ามีลูกค้าเดินเข้าศูนย์ฯเฉลี่ย 30,000 คนต่อสัปดาห์ 
 
 พลัสมอลล์อมตะนครนี้เป็นสาขาที่สอง หลังจากได้เปิดพลัสมอลล์สาขาแรกที่ถนนศรีนครินทร์ไปแล้วเมื่อปีที่แล้วและประสบความสำเร็จอย่างดี คอนเซ็ปท์ของพลัสมอลล์นี้ จะเป็นแบบ เนเบอร์ฮู้ด ชอปปิ้ง เซ็นเตอร์ จะใช้พื้นที่ประมาณ 8,000 ตารางเมตร หรือพื้นที่มากกว่า 25 ไร่ขึ้นไป มีบริการหลากหลายทั้งสโตร์ และเอนเตอร์เทนเม้นต์ โรงหนังคาราโอเกะ จึงเหมาะสมกับชุมชนที่อาศัยอยู่ในรัศมีประมาณ 5-10 กิโลเมตร แตกต่างจากคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีพื้นที่เล็กกว่าประมาณ 5-8 ไร่เท่านั้น 
 
 นายสตีฟยังกล่าวด้วยว่า จากการลงทุนในปีนี้รวมทั้งการทำตลาดอย่างเต็มที่ คาดว่าจะส่งผลต่อยอดรายได้รวมปีนี้เพิ่มขึ้น 10% ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ที่มีรายได้รวมเติบโต 10% เช่นเดียวกัน ส่วนรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ในการขายโฆษณาในพื้นที่ของเทสโก้โลตัสนั้น มีรายได้เติบโตโดยเฉลี่ย 15-17% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 
 

หอการค้าญี่ปุ่นทุบโต๊ะแก้มาบตาพุดห้ามยืดเยื้อ ลั่นต้องจบใน 6 เดือน

January 28, 2010

 

 

หอการค้าญี่ปุ่น ยอมรับกรอบทำงานแก้ปัญหามาบตาพุดใน 6 เดือน แต่หากยังล่าช้า อาจต้องกลับมาทบทวนแผนการลงทุน พร้อมยืนยัน ญี่ปุ่นยังไม่ถอนการลงทุนในไทย และพร้อมขยายการลงทุน เพราะเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในทุกด้านของเอเชีย 
 
  
 
 นายโย จิซึคาตะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจซีซี) กล่าวภายหลังหารือร่วมกับนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการหารือประจำปี ระหว่างภาครัฐและเจซีซี โดยระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีความเป็นห่วงการลงทุนในมาบตาพุด เพราะเกือบ 1 ใน 3 ของการลงทุนของญี่ปุ่นอยู่ในมาบตาพุด ดังนั้น ต้องการให้รัฐบาลไทยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และเร่งแก้ปัญหาให้ได้ข้อยุติภายใน 6 เดือน เพราะบรรยากาศการลงทุนในไทยยังดี 
 
 อย่างไรก็ตาม หากการแก้ปัญหาล่าช้าออกไปอีกอาจส่งผลให้นักลงทุนญี่ปุ่นต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าจะลงทุนในไทยต่อไป หรือย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นหรือไม่ แต่ในขณะนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นยังยืนยันที่จะลงทุนในไทย เพราะเห็นว่า สถานการณ์ยังอยู่ในภาวะปกติ 
 
 ด้านนายชาญชัย กล่าวว่า ได้ชี้แจงและทำความเข้าใจให้หอการค้าญี่ปุ่นเข้าใจแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไทย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้ว 4 รูปแบบ คือ การเร่งออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อหาข้อยุติ ตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 และเร่งออกเป็นพระราชบัญญัติให้ทันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหอการค้าญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่ยังต้องการเห็นความชัดเจนภายใน 6 เดือน 
 
 ทั้งนี้ ยืนยันว่า หอการค้าญี่ปุ่นยังไม่ถอนการลงทุนในไทย และพร้อมขยายการลงทุน เพราะเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในทุกด้านของเอเชีย 
 
 นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า เจซีซีจะตั้งคณะกรรมการร่วมกับกรมสรรพากร เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีในการทำธุรกรรมของบริษัทแม่ในญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกรรมผ่านสำนักงานในไทย 
 
 ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันกับกรมศุลกากรที่นักลงทุนเห็นว่า การประเมินพิกัดศุลกากร การให้สินบนนำจับ รวมถึงบทลงโทษ ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเดินหน้าแก้ไขร่างพระราชบัญญัติศุลกากร ซึ่งจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยจะจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอบอร์ดบีโอไอ พิจารณาภายในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นี้ 

 

เปลี่ยนสีน้ำมัน 1 ก.พ.นี้ ดัดหลังพ่อค้าหัวใส-ห่วง ปชช.ยังสับสน

January 28, 2010

 

 

กระทรวงพลังงาน เตรียมประกาศบังคับใช้โครงสร้างสีน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ 1 ก.พ.นี้ เตรียมแผนประชาสัมพันธ์ชุดใหญ่ ป้องกันประชาชนเกิดความสับสน โดยเบนซินออกเทน 91 ปรับเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเหลือง , เบนซินออกเทน 95 ปรับเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำเงิน , ดีเซลหมุนเร็ว บี5 ปรับเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง เพื่อป้องกันผู้ค้าหัวใสนำแก๊สโซฮอล์มาปลอมปนเพื่อขายในราคาสูง 
 
 
 นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมประกาศปรับปรุงสีน้ำมันใหม่ โดยกรมธุรกิจพลังงานได้ออกประกาศคุณภาพน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเพื่อปรับเปลี่ยนสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป 
 
 เบื้องต้น กรมธุรกิจพลังงานจะแจ้งให้ผู้จำหน่ายรับทราบ เพื่อไม่เกิดความผิดพลาดและใช้ความระมัดระวังในการจำหน่ายน้ำมันให้แก่ผู้ใช้น้ำมัน ขณะที่กระทรวงพลังงานจะเร่งประชาสัมพันธ์การปรับโครงสร้างสีน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการเกิดความสับสนในช่วงเปลี่ยนผ่าน 
 
 นายพีระพล กล่าวอีกว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสีน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งนี้ จะปรับเปลี่ยนสีของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี5 โดยเบนซินออกเทน 91 ปรับเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเหลือง , เบนซินออกเทน 95 ปรับเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำเงิน , ดีเซลหมุนเร็ว บี5 ปรับเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจำแนกความแตกต่างของชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เหมาะสมกับสถานการณ์การค้าน้ำมันในปัจจุบัน และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการป้องกันการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงจะได้สีน้ำมันตามที่กำหนดไว้ทั้งหมด 
 
 ”ปัจจุบัน การใช้ดีเซล บี5 และแก๊สโซฮอล์มีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก จากการตรวจสอบผู้ผลิตผู้จำหน่ายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง พบปั๊มหลายพื้นที่ปลอมปนเพื่อจำหน่ายโดยหวังกำไร ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น นำดีเซลหมุนเร็ว บี 5 มาจำหน่ายเป็นดีเซลธรรมดา หรือนำแก๊สโซฮอล์มาปลอมปนในเบนซิน 91 ซึ่งน้ำมันบางชนิดมีสีใกล้เคียงกัน ทำให้การสังเกตสีเป็นไปได้ยาก การปรับเปลี่ยนสีน้ำมันใหม่จะทำให้มีความแตกต่างกันชัดเจนขึ้นและสามารถตรวจสอบได้ง่าย” นายพีระพล กล่าวสรุปทิ้งท้าย 

 

การเมืองทำหุ้นตกยาว

January 28, 2010

 ขอแสดงความเสียใจแด่ “Mr.Lee” รองประธานวัย 51 “บริษัท ซัมซุง อิเล็คทรอนิกส์” บริษัทในเครือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ที่กระโดดตึก “ฆ่าตัวตาย” ที่กรุงโซล เหตุ “รับภาระหนักหน่วงไม่ไหว” เป็นเหตุผลที่ระบุไว้ในจดหมายลาตาย บ่งบอกถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้เป็นอย่างดี… 
   
 ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังร่อแร่ “เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ชัดเจน” แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังโดย “สาธิต รังคสิริ” ผู้อำนวยการฯ ออกมา “เสิร์ฟน้ำ” กลางทะเลทราย ด้วยการตั้งโต๊ะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 52 ว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3.5% ส่งผลให้ทั้งปีติดลบ 2.8% ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์…ถือเป็นข่าวดีช่วยบรรเทาบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจในชั่วโมงที่ข่าวปฏิวัติรัฐประหาร แพร่สะพัด!! 
   
 พูดถึงงานแถลงข่าววานนี้ “ยูเรก้า” กระทรวงมี “ดูโอ” คู่ใหม่ “สาธิต รังคสิริ-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ผอ.กับโฆษกกระทรวงฯ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย พอ “สาธิต” ขยับปุ๊บ โฆษกรับลูกทันที แบบไม่ต้องเงยหน้ามอง ยังกับท่องบทกันมาล่วงหน้า “ถือเป็นมิติใหม่” ของการทำงานที่ประสานไหลรื่น ระหว่าง ผอ.สศค.กับโฆษกกระทรวงคลังฯ ขุนคลังน่าจะถูกใจ… 
   
 เนื้อหาการแถลงข่าว มีการส่งสัญญาณว่า “เศรษฐกิจจะดีขึ้น” มีแรงหนุนจากการส่งออกในกลุ่มสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเกษตร ส่วนการใช้จ่ายภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน แถมอัตราว่างงานลดลงต่อเนื่อง แต่ที่ไม่ต้องลุ้นแล้วคือตลาดหุ้น “ผู้อ่อนไหว” ที่สุด ตลอดสัปดาห์ติดลบแดงเถือกจากปัจจัยตลาดโลก ซ้ำเติมด้วยการเมืองในประเทศที่กำลังปั่นป่วน เพราะรัฐบาลเล่นเกมการเมืองมากเกิน ลืมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการมาบตาพุด ที่มีแต่ทรงกับทรุด… 
   
 บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นวานนี้ ช่วงเช้าดัชนีรีบาวน์ตามตลาดต่างประเทศ แต่ค่อนข้างผันผวน กระทั่งช่วงบ่ายปิดตลาดดำดิ่งไปที่ 690.46 จุด ลบ 11.20 จุด หรือ 1.60% ปัจจัยกลุ่มคนเสื้อแดงป่วนเมืองก่อนคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ผสมโรงด้วยกรณีพรรคประชาธิปัตย์สวนทางพรรคร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้นักลงทุนเห็นคล้อยตามสื่อว่าจะมีการยุบสภา ขืนการเมืองเล่นเกมไปเรื่อยๆ ใครคิดจะเข้าตลาดหุ้น ขอให้ใจเย็น รอไปยาวๆ… 
   
 แม้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะยืนยันเสียงแข็งว่าหลังพรรคประชาธิปัตย์ลงมติไม่ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 รัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพ ทุกพรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น แต่พอเจอคำถามที่ว่าหุ้นตกมาจากการเมืองหรือไม่ ทั่นตอบได้แค่ “ไม่แน่ใจ” เอกชนเลยว้าเหว่… 
   
 ยอมจำนนสำหรับภาคเอกชน ล่าสุด “ชายน้อย เผื่อนโกสุม” CEO ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) 1 ในกรรมการภาคเอกชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด “สารภาพ” การทำตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ตามโครงการลงทุนในมาบตาพุดของเครือปตท. (PTT) ต้องใช้เวลาถึง 8-10 เดือน!! 
   
 สิ่งที่ CEO PTTAR ต้องการจากภาครัฐยังเป็นประเด็นเดิมที่เอกชนพูดหลายครั้งแล้วคือการทำงานของรัฐบาล วานช่วยเหลือขั้นอนุมัติโครงการให้เร็วขึ้นได้ไหม…ทั่นนายกฯ ควรจะลงมือเอง แต่เท่าที่เห็นยังรอหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระรวงอุตฯ ทั้งๆ ที่ “ริบหรี่”… 
   
 หลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน นายกฯ บอกแค่กำลังหารือกับทางอัยการ ดูว่ามีช่องทางอะไรเพิ่มเติมอะไรบ้างในบางโครงการเท่านั้น นายกฯ ใจเย็นเหลือเกิน บอกมั่นใจเอกชนคงเข้าใจข้อกฎหมาย และเชื่อว่าทุกคนเคารพกระบวนการศาล คลุมเครือเหลือเกินทั่น… 
 

Next Page »