ชมชมพูภูคา บานแห่งเดียวในโลกที่น่าน

February 1, 2010

ดอกชมพูภูคาบานรับเดือนแห่งความรัก

 ททท.ชวนชมดอกชมพูภูคาบานแห่งเดียวในโลก ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน ตั้งแต่เดือน ก.พ.ไปจนถึง เดือน มี.ค. พร้อมชวนเที่ยวงานเทศกาลชมพูภูคา สืบสานตำนานไตลื้อ ในช่วงดอกชมพูภูคาบานที่ อำเภอปัวอีกด้วย 
 
 
 นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานแพร่(ดูแลพื้นที่จังหวัด แพร่ น่าน อุตรดิตถ์)กล่าวว่า ในเดือนกุมภาพันธ์อันเป็นเดือนแห่งความรักไปจนถึงเดือนมีนาคม 2553 นักท่องเที่ยวต่างรอคอยที่จะมาสัมผัสความงามของดอกไม้ นามว่า ชมพูภูคา ที่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน 
 
 ต้นชมพูภูคาได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระเทพพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพืชหายากชนิดหนึ่งของโลก มีดอกสีชมพูอมขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bretschneidera sinensis Hemsl ชื่อวงศ์ BRETSCHNEIDERACEAE พบแห่งเดียวที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน เคยค้นพบในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศจีนและตอนเหนือของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีการค้นพบอีกเลยและอาจจะสูญพันธ์จากโลกไปแล้ว จนในปี 2552 ได้มีการค้นพบอีกครั้งโดย ดร. ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคาแห่งนี้ 
 
 ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดอกชมพูภูคา ในปีนี้คาดว่าจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์และจะบานงดงามให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม 2553 นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2553 อำเภอปัว ได้จัดงาน เทศกาลชมพูภูคา สืบสานตำนานไตลื้อ ในช่วงดอกชมพูภูคาบานอีกด้วย 
 
 และเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเมืองน่านเมืองแห่งอารยธรรมล้านนาตะวันออกไปพร้อมกับการชมดอกชมพูภูคา ททท.สำนักงานแพร่ แนะนำนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเมืองน่านด้วยตนเองหรือนั่งรถราง โดยเฉพาะในพื้นที่เรียกว่า หัวแหวนเมืองเก่าน่านมีโบราณสถานสวยงามและเก่าแก่ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ งาช้างดำที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน วัดมิ่งเมือง วัดสวนตาล และ วัดพระธาตุแช่แห้ง (พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีเถาะ) ซึ่งนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานแพร่ โทร. 0-5452-1118,0-5452-1127, อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทร. 0-5470-1000,0-5473-1362,08-1881-6785 เทศบาลตำบลปัว โทร. 0-5479 -1400,08-7786-7743,08-9701-0350 
 
 อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง 
  “ชมพูภูคา”อันซีนเมืองน่าน บานรับรักแห่งเดียวในโลก  
 

“คาร์ลสัน” ทะยาน 31 อันดับ, ธงชัย 59 โลก

February 1, 2010

 

 

โรเบิร์ต คาร์ลสัน

 

 

โรเบิร์ต คาร์ลสัน โปรชาวสวีดิชทะยานจากอันดับ 31 ขึ้นมาเป็นมือ 17 ของโลก หลังคว้าแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ รายการ คอมเมอร์เชียล แบงค์ กาตาร์ มาสเตอร์ส 2010 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ มื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 
 
 ขณะที่สองก้านเหล็กไทย “โปรช้าง” ธงชัย ใจดี ซึ่งคว้าอันดับ 32 ร่วมบนสนามโดฮา กอล์ฟ คลับ กระเถิบจาก 60 ขึ้นมารั้งมือ 59 ของโลก ส่วน “โปรหมาย” ประหยัด มากแสง ซึ่งไม่ผ่านตัดตัวรายการดังกล่าว อันดับหล่นลง 3 อันดับ รั้งมือ 99 ของโลก 
 
 ส่วนนักกอล์ฟมือ 1 ของโลกยังเป็นของ “พญาเสือ” ไทเกอร์ วูดส์ โปรชาวอเมริกัน ซึ่งตอนนี้ขออำลาวงการชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาส่วนตัว และมี ฟิล มิคเคลสัน เพื่อนร่วมชาติตามมาเป็นอันดับ 2 โดย “สิงห์อีซ้าย” เตรียมลงป้องกันแชมป์ในรายการ นอร์ทเธิร์น ทรัสต์ โอเพน ที่สนามทอร์เรย์ ไพน์ ในเมือง ซาน ดิเอโก รัฐแคร์ลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์นี้ 
 
 ผลการจัดอันดับนักกอล์ฟโลกประเภทชาย 10 อันดับแรก พร้อมคะแนนเฉลี่ยสะสมล่าสุดมีดังนี้ (ในวงเล็บคืออันดับเมื่อสัปดาห์ก่อน) 
 1. (1) ไทเกอร์ วูดส์ (สหรัฐฯ) 13.34 คะแนน 
 2. (2) ฟิล มิคเคลสัน (สหรัฐฯ) 7.75 คะแนน 
 3. (3) สตีฟ สตริคเกอร์ (สหรัฐฯ) 6.88 คะแนน 
 4. (4) ลี เวสต์วูด (สหราชอาณาจักร) 6.65 คะแนน 
 5. (5) จิม ฟิวริก (สหรัฐฯ) 5.42 คะแนน 
 6. (14) มาร์ติน เคย์เมอร์ (เยอรมนี) 5.27 คะแนน 
 7. (9) พอล เคซีย์ (สหราชอาณาจักร) 5.20 คะแนน 
 8. (7)พาแดร็ก แฮร์ริงตัน (ไอร์แลนด์) 5.14 คะแนน 
 9.(11)รอรีย์ แม็คอิลรอย (ไอร์แลนด์เหนือ) 5.13 คะแนน 
 10.(8) เฮนริก สเตนสัน( สวีเดน) 5.10 คะแนน 
 
 อันดับนักกอล์ฟไทยที่น่าสนใจ 
 59. (60) ธงชัย ใจดี 2.12 คะแนน 
 99. (96) ประหยัด มากแสง 1.44 คะแนน 
 214. (212) ชัพชัย นิราช 0.81 คะแนน 
 237. (233) ถาวร วิรัตน์จันทร์ 0.72 คะแนน 
 252. (247) กิรเดช อภิบาลรัตน์ 0.68 คะแนน 
 
 สรุปอันดับเงินรางวัลสูงสุดยูโรเปียน ทัวร์ หรือ เรซ ทู ดูไบ ประจำปี 2010 
 1. ชาร์ล ชวาร์ทเซล (แอฟริกาใต้) 513,271 ยูโร 
 2. โรเบิร์ต คาร์ลสัน (สวีเดน) 298,634 ยูโร 
 3.มาร์ติน เคย์เมอร์ (เยอรมนี) 262,779 ยูโร 
 4.อัลบาโร กีรอส (สเปน) 223,087 ยูโร 
 5. พาโบล มาร์ติน (สเปน) 190,950 ยูโร 
 6. อันเดรส แฮนเซน (เดนมาร์ก) 175,635 ยูโร 
 7. ริชี แรมซีย์ (สกอตแลนด์) 171,279 ยูโร 
 8. เอียน โพลเตอร์ (อังกฤษ) 166,660 ยูโร 
 9. คีธ ฮอร์น (แอฟริกาใต้) 153,013 ยูโร 
 10. จีฟ กาปูร์ (อินเดีย) 145,700 ยูโร 
 
 … 
 54. ธงชัย ใจดี (ไทย) 34,429 ยูโร 
 … 
 130. ประหยัด มากแสง (ไทย) 10,050 ยูโร 

 

“หลี่” พุ่งรั้งมือ 10 โลก “นาดาล” หลุดท็อปทรี

February 1, 2010

   

 

 

หลี่-น่า ยอดนักเทนนิสสาวมือ 1 จากจีน ที่สร้างประวัติศาสตร์ เป็นนักเทนนิสจากทวีปเอเชีย คนแรกทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ศึกเทนนิส ออสเตรเลียนโอเพนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำอันดับทะลุเข้าท็อป 10 ของโลกเรียบร้อย ขณะที่ ‘แทมมี’ แทมมารีน ธนสุกาญจน์ แม้พลาดร่วงเพียงรอบที่ 2 แต่ อันดับขึ้นมา 12 อันดับ รั้งที่ 87 โลก ทาางด้านฝ่ายชาย ราฟาเอล นาดาล ที่พลาดตกรอบ 8 คนสุดท้ายสแลมออสซี่ อันดับร่วงมา 2 อันดับ หลุดท็อป 3 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2005 
 
 ผลการจัดอันดับโลกนักเทนนิสประเภทหญิงเดี่ยว โดยดับเบิลยูทีเอทัวร์ ประจำวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 (ตัวเลขในวงเล็บ คือ อันดับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา) 
 
1.(1) เซเรนา วิลเลียมส์ (สหรัฐฯ) 9,195 คะแนน 
 2.(2)ดินารา ซาฟินา (รัสเซีย) 6,480 คะแนน 
 3.(4)แคโรไลน์ วอสเนียสกี (เดนมาร์ก) 5,995 คะแนน 
 4.(3)ซเวตลานา คุซเนตโซวา (รัสเซีย) 5,861 คะแนน 
 5.(6)วีนัส วิลเลียมส์ (สหรัฐฯ) 5,526 คะแนน 
 6.(7)วิคตอเรีย อซาเรนกา (เบลารุส) 4,960 คะแนน 
 7.(5)เอเลนา ดีเมนเทียวา (รัสเซีย) 4,705 คะแนน 
 8.(8)เยเลนา แยนโควิช (เซอร์เบีย) 3,845 คะแนน 
 9.(10)อักเนียสกา รัดวานสกา (โปแลนด์) 3,605 คะแนน 
 10.(17) หลี่-น่า (จีน) 3,500 คะแนน 
 …… 
 16.(14) มาเรีย ชาราโปวา (รัสเซีย) 2,825 คะแนน 
 17.(15) คิม ไคลจ์สเตอร์ส (เบลเยี่ยม) 2,780 คะแนน 
 
 นักเทนนิสสาวไทย 
 
87. (99) แทมมารีน ธนสุกาญจน์ 728 คะแนน 
 264.(272) สุชานัน วิรัชประเสริฐ 172 คะเเนน 
 
 ผลการจัดอันดับโลกนักเทนนิสประเภทชายเดี่ยว โดยเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ประจำวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 (ตัวเลขในวงเล็บ คือ อันดับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา) 
 1. (1) โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (สวิส) 11,350 คะเเนน 
 2. (3)โนวัค ยอโควิช (เซอร์เบีย) 8,310 คะแนน 
 3. (4)แอนดี เมอร์เรย์ (สหราชฯ) 7,800 คะแนน 
 4. (2)ราฟาเอล นาดาล (สเปน) 7,670 คะเเนน 
 5. (5)ฮวน มาร์ติน เดล ปอโตร (อาร์เจนฯ) 6,400 คะแนน 
 6. (6)นิโคไล ดาวิเดนโก (รัสเซีย) 5,290 คะแนน 
 7. (7)แอนดี ร็อดดิก (สหรัฐฯ) 4,150 คะแนน 
 8. (8)โรบิน โซเดอร์ลิง (สวีเดน) 3,375 คะแนน 
 9. (10)โจ-วิลเฟรด ซองกา (ฝรั่งเศส) 3,235 คะแนน 
 10. (14)มาริน ซิลิค (โครเอเชีย) 2,970 คะแนน 
 
 นักเทนนิสชายไทย 
 
175.(183) ดนัย อุดมโชค 282 คะเเนน 
 491.(492) กิตติพงษ์ วชิรมโนวงศ์ 60 คะเเนน 
 772.(773) พีระเกียรติ ศิริฤทัยวัฒนา 18 คะเเนน 
 
 ประเภทชายคู่ 
 
78.(84) สนฉัตร รติวัฒน์ 985 คะแนน / 79.(85)สรรค์ชัย รติวัฒน์ 985 คะแนน 

 

“อาร์ชาวิน” รับสภาพปืนโอกาสแชมป์ริบหรี่

February 1, 2010

อาร์ชาวิน

 อังเดร อาร์ชาวิน ดาวยิงจอมเลื้อยของ อาร์เซนอล ยอมรับโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของ “ปืนโต” เหลือน้อยเต็มทีหลังพ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบหมดรูป เว้นเสียแต่เก็บชัยชนะได้ในโปรแกรมสองนัดถัดไปที่จะดวลกับ เชลซี และ ลิเวอร์พูล 
 
 อาร์เซนอล ทำผลงานผิดฟอร์มจนถูก แมนฯ ยูไนเต็ด บุกมาถล่มยับถึงสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม 1-3 ในเกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นความพ่ายแพ้นัดที่ 5 ในฤดูกาลนี้พร้อมทำให้ “เดอะกันเนอร์ส” ตามหลัง เชลซี ทีมจ่าฝูงห่าง 5 แต้ม 
 
 นอกจากนี้ หาก “สิงห์บลูส์” คว้าชัยเหนือ ฮัลล์ ซิตี ในเกมนัดตกค้างช่วงกลางสัปดาห์ยิ่งทำให้ช่องว่างของคะแนนถ่างออกไปอีก 
 
 อย่างไรก็ตาม อาร์ชาวิน แม้ยอมรับสภาพการณ์ที่เป็นไป แต่ยังมีความหวังตรงที่ อาร์เซนอล ต้องพยายามเก็บชัยชนะในเกมที่จะบุกไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในวันอาทิตย์นี้ และเกมรับมือ ลิเวอร์พูล ในวันพุธหน้า 
 
 ”มันยากที่จะเชื่อว่าเราสามารถคว้าแชมป์ลีกได้หลังจากความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเช่นนั้น” ดาวเตะทีมชาติรัสเซียกล่าว “ผมแบ่งเกมในช่วงนี้ที่ต้องพบกับ แอสตัน วิลลา แมนฯ ยูไนเต็ด เชลซี และ ลิเวอร์พูล เป็นสองส่วน โดยส่วนแรกมันผ่านไปแล้วจึงเหลืออีก 2 เกม ซึ่งผมหวังว่าเราจะทำผลงานได้ดีขึ้น” 
 

“ปาร์ก” เตือนสิงห์เจอผีกัดไม่ปล่อย

February 1, 2010

ปาร์ก

 ปาร์ก จี ซอง มิดฟิลด์เลือดกิมจิ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงเตือน เชลซี คู่แข่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมเจอกับความกดดัน เนื่องจาก “ผีแดง” จะไล่บี้ติดชนิดกัดไม่ปล่อยเพื่อเบียดแย่งตำแหน่งจ่าฝูงของตาราง พร้อมกล่าวชม เวย์น รูนีย์ ดาวยิงเพื่อนร่วมทีมซึ่งกำลังอยู่ในฟอร์มสุดยอดจะเป็นกุญแจสำคัญพาต้นสังกัดป้องกันแชมป์ 
 
 ปาร์ก ซัลโวหนึ่งเม็ดจนช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปถล่ม อาร์เซนอล 3-1 ถึงสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมกับทำคะแนนไล่จี้ เชลซี ทีมจ่าฝูงเหลือเพียงแต้มเดียว 
 
 ล่าสุด มิดฟิลด์เกาหลีใต้ออกมากล่าวถึงการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับลูกทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ในช่วงที่เหลือของฤดูกาลว่า “เราต้องทำเพียงเก็บชัยชนะต่อไปเรื่อยเพื่อกดดันเชลซี ฤดูกาลนี้ยังเหลือเวลาอีกยาวนานราว 3 เดือน ดังนั้นเราต้องตั้งสมาธกับฟอร์มการเล่นของเรา ซึ่งผมมั่นใจว่าเราสามารถรับมือกับความกดดันนี้ได้ ส่วนพวกเขารับมือได้แค่ไหน เราจะรอดูกัน” 
 
 นอกจากนี้ ปาร์ก ยังกล่าวชม รูนีย์ ที่กำลังอยู่ในฟอร์มสุดยอดซัดไปแล้ว 22 ประตูในฤดูกาลนี้และเพิ่งยิงประตูในเกมลีกครบ 100 ลูกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ตอนนี้ไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้ เขาเป็นผู้เล่นที่น่าเหลือเชื่อมาก แม้เราเสีย คริสเตียโน โรนัลโด ไป แต่ รูนีย์ มาทดแทนการยิงประตูและช่วยทีมอย่างมาก มันเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมของเขา” 
 

“ทรู” เปิดศึกสงครามโลก “คาร์ม่า” กรีธาทัพพรุ่งนี้

February 1, 2010

         

 

 

 

 

 

“ทรูดิจิตอล” เปิดตัว “คาร์ม่า ผ่าปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า” เกมออนไลน์แนวชู้ตติ้งมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มให้บริการโอเพ่นเบต้า 2 กุมภาพันธ์นี้ ผู้บริหารตั้งเป้าเจาะกลุ่มผู้เล่นที่ชอบความสมจริงมากขึ้น ด้วยจุดเด่นที่กราฟิกดีขึ้น มีฟีเจอร์ใหม่ๆมากขึ้น 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) บริษัททรูดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ได้เปิดตัวเกมออนไลน์ “คาร์ม่า ผ่าปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า” (Karma Operation Barbarossa) เกมแนวชู้ตติ้งมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ใช้เนื้อหายุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ 
 
 ”คาร์ม่า ผ่าปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า” (Karma Operation Barbarossa) ได้หยิบยกเอา “ปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า” ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ฝ่ายนาซี (อักษะ) ได้ทำการรุกเข้าสู่ดินแดนของสหภาพโซเวียต (พันธมิตร) จนเกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรง โดยผู้เล่นจะสามารถเลือกได้ว่าจะรับบทบาทเป็นกองกำลังฝ่ายอักษะหรือฝ่ายพันธมิตร สามารถลงทะเบียนเล่นเกมได้ที่เว็บไซต์ www.karma.in.th 
 
 นายอิศร์ เตาลานนท์ ผู้จัดการทั่วไปบริษัททรูดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ระบุว่า ในปีนี้ทรูดิจิตอล จะเดินหน้าตอกย้ำภาพของการเป็นผู้นำในการให้บริการเกมออนไลน์แนวชู้ตติ้งมุมมองบุคคลที่หนึ่งในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวเกมออนไลน์ “คาร์ม่า ผ่าปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า” เพื่อให้ผู้เล่นได้ย้อนยุคเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ได้สัมผัสสมรภูมิรบที่สมจริง รวมถึงอาวุธยุทธโธปกรณ์และบรรยากาศสิ่งแวดล้อมในเกม โดยจะเริ่มเปิดให้บริการช่วงโอเพ่นเบต้าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ 
 
 ”ตลาดโดยรวมของเกมแนวชู้ตติ้งมุมมองบุคคลที่หนึ่งโตขึ้นมาโดยตลอด เกมใหม่ๆที่เข้ามาต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างคาร์ม่าก็จะเจาะตลาดกลุ่มผู้เล่นที่ชอบความสมจริงมากขึ้น กราฟิกดีขึ้น มีฟีเจอร์ใหม่ๆมากขึ้น ส่วนคนที่สเป็กเครื่องยังไม่ถึงก็อาจจะต้องเล่นสเปเชี่ยลฟอร์ซต่อไป คาร์ม่าจึงเหมือนเป็นทางเลือกใหม่ๆให้กับผู้เล่น ถ้าดูในเรื่องสเป็กเครื่อง ตัวเกมคาร์ม่าอาจจะจำกัดจำนวนผู้เล่นมากกว่าสเปเชี่ยลฟอร์ซ แต่ก็ทดแทนด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆของเกมคาร์ม่าที่ทางสเปเชี่ยลฟอร์ซไม่มี” นายอิศร์ กล่าว 
 
 นายอิศร์ ระบุอีกว่า ในปีที่ผ่านมาทรูดิจิตอลเปิดให้บริการเกมใหม่ไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเปิดประมาณปีละ 3-4 เกม ดังนั้นในปีนี้และปีหน้าบริษัทจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะป็นเจ้าตลาดเกมออนไลน์ไทยได้ใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยเกมออนไลน์อื่นๆจะมีการทยอยเปิดให้บริการ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยวางแผนที่จะเปิดให้บริการ Kingdom Under Fire Online แต่ทางดราก้อนฟลายผู้พัฒนาเกมยังไม่พร้อม ก็มีการนำไปปรับปรุงใหม่ ตอนนี้ก็มีความพร้อมในส่วนของคาร์ม่า 
 
 ”เกมไหนจะเปิดเมื่อไหร่ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของทั้งสองฝ่าย เกมอื่นๆของดราก้อนฟลายก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แน่นอนว่าเขาก็อยากให้เกมมีคุณภาพที่สูงก่อนที่จะเปิดในไทย เพราะไทยก็ถือเป็นตลาดใหญ่ ความนิยมของเกมสเปเชี่ยลฟอร์ซในไทยเป็นรองเพียงแค่เกาหลีใต้ ดีมากกว่าจีนและเวียตนามเสียอีก” นายอิศร์ กล่าว 
 
 นอกจากนี้ภายในงานยังได้มีการเผยไฮไลต์ของเกมอื่นๆในเครือฯ “ทรูดิจิตอล” โดยในส่วนของเกม “สเปเชี่ยลฟอร์ซ” จะเพิ่มระบบตีบวกปืนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอาวุธ ทางด้าน “ฟีฟ่าออนไลน์ 2″ จะรับกระแสฟุตบอลโลก 2010 ด้วยการเปิดโหมดเวิลด์คัพ พร้อมนำนักฟุตบอลในตำนานมาร่วมสร้างสีสันในเกม อาทิ เปเล่ , เอริค คันโตน่า , ฟรังโก้ บาเรซี่ , โลท่าธ์ มัทเธอุส ฯลฯ ในส่วนของ “ฮิพสตรีท” จะมีการเพิ่มฟังก์ชั่นแต่งงานตามประเพณีจีน พร้อมทั้งเตรียมดึงกลุ่มศิลปินเอเอฟเข้ามามีส่วนร่วมกับเกม ขณะที่ “คาร์ทไรเดอร์” จะมีแผนไปทำกิจกรรมตามโรงเรียนต่างๆ พร้อมเปิดโหมดใหม่ 

 

ศุภาลัยฯแจกสะบัดก่อนสิ้นมี.ค.สัญญาณคลังไม่ต่อภาษีอสังหาฯ

February 1, 2010

 จับตาตัวเลขยอดขายไตรมาสแรกปี53 กระโดด หลังอสังหาฯพาเหรดอัดแคมเปญเร่งยอดขายก่อนสิ้นมาตรการอสังหาฯมี.ค.นี้ “ศุภาลัยฯ”ผุดSupalais Zero Sum Special ในโครงการบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอนฯ 9 โครงการและคอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมโอนฯ 6 โครงการ 
 
 นายอธิป พีชานนท์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับปีนี้บริษัทฯ ได้จัดโปรโมชันพิเศษ Supalais Zero Sum Special ทุกอย่างบวกกัน = 0 (ไม่ต้องจ่าย) คือ ฟรี เงินจอง+เงินทำสัญญา, ฟรี ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์, ฟรี ค่าธรรมเนียมจดจำนอง, ฟรี ค่าประกันมิเตอร์น้ำ, ฟรี ค่าประกันมิเตอร์ไฟ และฟรี ค่าส่วนกลาง 1 ปีแรก 
 
 โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจโครงการบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอนฯ ใน 9 โครงการ รวมทั้งโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนฯ ใน 6 โครงการ ได้แก่ ศุภาลัย คาซา ริวา, ศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์, ซิตี้โฮม สุขุมวิท, ศุภาลัย ริเวอร์ เพลส, ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท ภูเก็ต และศุภาลัย บุรี 
 
 นอกจากนี้ ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 6-7 ก.พ.53 บริษัทฯ ได้เตรียมจัดงาน House Warming Party ใน 2 โครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนฯ ได้แก่ โครงการซิตี้โฮม รัชดา-ปิ่นเกล้า และโครงการศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์ ณ สำนักงานขายทั้ง 2 โครงการดังกล่าว สำหรับโครงการศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์ มีห้องชุดหรูพร้อมเข้าอยู่ตั้งแต่ 35-84 ตร.ม. สตูดิโอ 2 ห้องนอน เริ่มเพียง 1.29 ล้านบาท โดยมอบสิทธิพิเศษ ทุกยูนิตรับฟรี! แอร์, ครัว, เครื่องทำน้ำอุ่น, ฉากกั้นอาบน้ำแบบกระจกนิรภัย พิเศษ! เลือกรับส่วนลดสูงสุด 250,000 บาท หรือเฟอร์นิเจอร์ครบชุด อีกทั้งมีร้านค้าน่าลงทุน 51.91 ตร.ม. ขึ้นไป เริ่มต้นเพียง 3 ล้านกว่าบาท และยังร่วมในโปรโมชั่น Supalais Zero Sum Special (ทุกอย่างบวกกัน = 0) 
 
 ขณะที่โครงการซิตี้โฮม รัชดา-ปิ่นเกล้า มีห้องชุด ตั้งแต่ 29-82 ตร.ม. สตูดิโอ 2 ห้องนอน พิเศษเริ่ม 988,000 บาท, ร้านค้าน่าลงทุน 42 ตร.ม. เริ่มต้นเพียง 3 ล้านกว่าบาท โดยมอบสิทธิพิเศษ ฟรี เงินจอง จ่ายเงินทำสัญญาเพียง 20,000 บาท (ใช้บัตรเครดิตไม่คิดค่าธรรมเนียม), ฟรี แอร์, ครัว, เครื่องทำน้ำอุ่น, ฉากกั้นอาบน้ำแบบกระจกนิรภัย, ให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ครบชุด หรือส่วนลดเพิ่มพิเศษสูงสุด 250,000 บาท และฟรี ค่าธรรมเนียมโอนฯ+ค่าจดจำนอง (เฉพาะยูนิตที่บริษัทกำหนด) 
 
 ” ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า รัฐบาลจะต่อมาตรการภาษีอสังหาฯอย่างไร ซึ่งในส่วนของ 3 สมาคมอสังหาฯน่าจะมีการส่งสัญญาณบางอย่างให้แก่ภาครัฐ น่าจะภายในเดือนก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ เราขอให้เป็นปีดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ” นายอธิปกล่าว 
 

พฤกษาออกหุ้นกู้1,500ล. แจงนำเงินลงทุนต่างประเทศ

February 1, 2010

 พฤกษา เล็งออกหุ้นกู้ 1,500 ล้านบาท ในไตรมาส 2/53 ระบุนำเงินลงทุนต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท ส่วนอีก 500 ล้านบาทลงทุนในประเทศ ล่าสุดทยอยเซ็นสัญญาลงทุนในมัลดีฟ เวียดนาม เชื่อติดอันดับ 1 ใน 10 ของเอเชียแน่นอน ด้าน AREA สุดๆไปเลย เผยผลสำรวจพบพฤกษาเป็นบริษัทอสังหาฯใหญ่สุดในอาเซียน 
 
 
 นายสมบูรณ์ วศินชัชวาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายบัญชีและการเงิน บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชนป หรือ PS เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2/53 บริษัทเตรียมออกหุ้นกู้ 1,500 ล้านบาท อายุ 5 ปี จากวงเงินที่บริษัทขออนุมัติผู้ถือหุ้นเมื่อปี 52 จำนวน 2,500 ล้านบาท สำหรับเงินทุนดังกล่าว บริษัทจะนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับแผนการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ในอินเดีย, เวียดนามและมัลดีฟ ประมาณแห่งละ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือรวมแล้วประมาณ1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 500 ล้านบาทเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งนอกจากวงเงินกู้ดังกล่าวแล้ว บริษัทยังมีกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนอีกจำนวนหนึ่งด้วย 
 
 สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ ขณะนี้ได้ทยอยเซ็นสัญญาร่วมทุน โดยเมื่อวันที่ 26 ม.ค.53 ที่ผ่านมา นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาเพื่อลงทุนในมัลดีฟ จัดตั้งบริษัท พฤกษา HDC Housing มีทุนจดทะเบียน 8 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทถือหุ้น 80% และ HDC ถือหุ้น 20% เป็นการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเกาะ Hualumale แบ่งเป็น 3 เฟส จำนวน 2,000 ยูนิต พื้นที่ 140 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,000-4,500 ล้านบาท ส่วนการลงทุนจะทยอยพัฒนาทีละเฟส โดยเฟสแรกจำนวน 600 ยูนิต มูลค่า 1,500 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3/53 
 
 ล่าสุดนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการได้เดินทางไปเซ็นสัญญาร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ ที่เมืองไฮฟง ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเห็นการเปิดโครงการของบริษัทในไตรมาส 3/53 โดยเฟสแรกจะเปิดเป็นทาวน์เฮาส์ และทยอยเปิดคอนโดมิเนียม บนพื้นที่ 140 ไร่ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวเป็นการร่วมทุนและจัดตั้งภายใต้ชื่อ พฤกษา-เวียดนาม เรียลเอสเตท ทุนจดทะเบียน 10 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทถือหุ้น 85% 
 
 ทั้งนี้ ภายหลังการลงทุนในไฮฟงแล้ว บริษัทมีแผนขยายการลงทุนที่เมืองฮานอย ของเวียดนาม คาดว่าจะเห็นได้ในปลายปี 53 ถึงต้นปี 54 ซึ่งเมืองฮานอยเป็นเมืองขนาดใหญ่ และมีประชากรจำนวนมาก ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ประกอบกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่พัฒนาโครงการในราคาระดับกลางถึงบน จึงเป็นโอกาสในการเจาะตลาด 
 
  การที่ไปลงทุนในต่างประเทศถือเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับพฤกษาอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการพัฒนาในประเทศที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว และมั่นใจว่ายังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งใน 10 ของเอเชียได้ เพราะนอกจากประเทศที่เราไปลงทุนแล้ว เรายังมองหาโอกาสในประเทศอื่นๆ อีกด้วย ” นายสมบูรณ์ กล่าว 
 
 **AREAเครมพฤกษาใหญ่สุดในอาเซียน** 
 
 ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผยว่า จากการสำรวจเฉพาะในปี 2552 พฤกษาเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 40 โครงการ และมีจำนวนหน่วยขาย 9,471 หน่วย รวมมูลค่า 17,412 ล้านบาท หากเทียบกับบริษัทอื่นๆจะพบว่าในรอบปี 52 ไม่มีบริษัทใดเปิดตัวโครงการใหม่เกินกว่า 9 โครงการเลย ซึ่งจำนวนบ้านที่เปิดใหม่ของพฤกษาที่ 9,471 หน่วย เท่ากับ 16.4% ของทั้งตลาด แต่หากเทียบกับมูลค่าทั้งหมดที่ 182,994 ล้านบาท เท่ากับว่าพฤกษามีส่วนแบ่งในตลาด 9.5% ของมูลค่าที่เปิดใหม่ทั้งตลาด 
 
 อย่างไรก็ตาม จากฐานข้อมูลการสำรวจอสังหาฯในกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮชิมินห์ พบว่า พฤกษาเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน หากเทียบการเปิดตัวต่อปี 1. โฮชิมินห์ ประเทศเวียดนามในปีที่มีการเปิดตัวมากที่สุด คือปี 50 เปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่เพียง 89,000 ล้านบาท หรือเพียง 5 เท่าของมูลค่าโครงการของพฤกษาในปี 52 
 
 2. กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เปิดขายในปี 2552 ประมาณ 40,000 ล้านบาท หรือเพียง 2.3 เท่าของมูลค่าการพัฒนาของพฤกษาในปี 52, 3. กรุงมะนิลา ประเทศมาเลเซีย ในปีที่เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยสูงสุด คือ 51 มีมูลค่าทั้งหมด 58,146 ล้านบาท หรือเพียง 3.3 เท่าของมูลค่าการพัฒนาของพฤกษาในปี 52, 4. กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีความคึกคักที่สุดรองจากกรุงเทพมหานคร ในปีที่เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยสูงสุดคือ51 มูลค่าทั้งหมด 123,354 ล้านบาท หรือเพียง 7 เท่าของมูลค่าการพัฒนาของพฤกษาในปี 52 
 
 ถ้าเทียบเฉพาะบริษัทมหาชนด้วยกันเอง จะพบว่า บริษัทพฤกษาฯเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 52 ถึง 26% หรือ1ใน 4 ของหน่วยขายทั้งหมดของบริษัทมหาชน 24 แห่งจาก 42 แห่งที่เปิดตัวโครงการใหม่ในปีที่ผ่านมา แต่ในแง่ของมูลค่าโครงการพฤกษามีมูลค่าโครงการเปิดใหม่ในปี 52 ประมาณหนึ่งในหก หรือ 15.3% 
 
 ถ้าเทียบกับบริษัทอันดับที่สองที่มีการเปิดตัวโครงการมากที่สุดโดยนับจากจำนวนหน่วย จะพบว่า บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 7,059 หน่วยหรือเท่ากับ 75% ของหน่วยขายของพฤกษา แต่หากเทียบตามมูลค่าแล้ว บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าของที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่ในปี 52 ประมาณ 14,093 หรือเท่ากับ 81% ของมูลค่าโครงการใหม่ของพฤกษา 
 

LH Bankเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลท.ปีนี้ ลุ้นแบงก์ชาติไฟเขียว

February 1, 2010

 LH Bank เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เผยความคืบหน้าอยู่ระหว่างการขออนุมัติจาก ธปท. คาดเสร็จสิ้นกระบวนการภายในปีนี้ ด้านสินเชื่อปีนี้ตั้งเป้าโตแค่ 20% แต่หากศก.รุ่ง-การเมืองมีสิทธิ์โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนๆที่ 40-60% ขณะที่ปี 52 มีกำไรสุทธิ 365 ล้าน พร้อมล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยง 
 
 
 นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย หรือ LH Bank เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2553 ว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ระดับ 20% จากในปีก่อนที่เติบโตประมาณ 25% หรือคิดเป็นพอร์ตสินเชื่อรวม 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อรายย่อยประมาณ 70% โดยธนาคารจะมุ่งเน้นการวางมาตรการระยะยาวเพื่อให้เป็นการเติบโตแบบมีคุณภาพ มีการควบคุมคุณภาพสินเชื่อให้ได้มาตรฐาน พร้อมกันนั้น ยังพัฒนาด้านการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารจะใช้จุดเด่นในเรื่องความคล่องตัวของธนาคารขนาดเล็กมาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงาน และมีแผนที่เปิดสาขาใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 6-8 แห่ง เพื่อรองรับการใช้บริการของลูกค้าให้สะดวกยิ่งขึ้น 
 
 นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนที่จะเพิ่มทุนโดยขายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 1 : 1 เพื่อให้ธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง และรองรับต้องการขยายฐานสินเชื่อ ซึ่งการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะทำให้ธนาคารสามารถเพิ่มศักยภาพในการขยายตัวของสินเชื่อได้ตามแผนงานปี 2553 ในอัตราไม่ต่ำกว่า 20% และหากภาวะเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตในระดับที่ดีกว่าคาดการณ์ไว้ การขยายตัวของสินเชื่อใหม่ในปีนี้ มีโอกาสจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการเติบโตสินเชื่อของธนาคารใน 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราเติบโตสินเชื่อเฉลี่ย 40-60% 
 
 สำหรับความคืบหน้าในการนำธนาคารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานตามแผน โดยธนาคารได้ทำหนังสือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อถือหุ้นของธนาคารทั้ง 100% เพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป และคาดว่าหลังจากได้รับการอนุมัติก็จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ทันภายในปีนี้ ส่วนการยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบนั้น ตามมาสเตอร์แพลนของธปท.แล้วจะต้องมีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท แต่ธนาคารยังมีเงินกองทุนไม่ถึง จึงยังชะลอเรื่องดังกล่าวไปก่อน 
 
 ”ความจริงอยากให้เรื่องจดทะเบียนในตลาดเสร็จสิ้นในครึ่งปีแรก แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งตอนนี้เรื่องอยู่ที่ธปท.แล้ว รออนุมัติอย่างเดียว หากเข้าตลาดฯก็คงจะขายหุ้นออกมาประมาณ 15% ส่วนเรื่องการหาพันธมิตรนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งก็มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประมาาณ 2-3 ราย ซึ่งในความเป็นไปได้น่าจะเป็นประเภทกองทุนมากกว่า เพราะถ้าเป็นสถาบันการเงินต่างชาติในขณะนี้ ก็จะยังลำบากจากวิกฤตเศรษฐกิจอยู่”นางศศิธร กล่าว 
 
 ด้านผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2552 ธนาคารมีกำไรสุทธิ (หลังหักภาษี) 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน 52% โดยธนาคารมีกำไรก่อนหักภาษีจำนวน 394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบปี 2551 ทำให้ธนาคารสามารถล้างขาดทุนสะสมได้หมดในเดือนกันยายน 2552 และ เริ่มชำระภาษีตั้งแต่เดือน ต.ค.2552 
 
 โดยสิ้นปี 2552 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 49,660 ล้านบาท เติบโต 12% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สินทรัพย์หลักๆ ที่เพิ่มขึ้นมาจากเงินให้สินเชื่อ ณ สิ้นปี 2552 มีจำนวน 35,604 ล้านบาท ที่เติบโตถึง 11.2% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจเริ่มทยอยฟื้นตัว ส่งผลให้ธนาคารมีการขยายตัวสินเชื่อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบ ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross NPL) ณ 31 ธ.ค.2552 มีจำนวน 435 ล้านบาท คิดเป็น 1.22% ของเงินให้สินเชื่อ ลดลงจากสิ้นปี 2551 ที่อยู่ที่ 2.42% เป็นผลมาจากธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและมีกระบวนการติดตามอย่างใกล้ชิด 
 
 นอกจากนี้ ธนาคารยังมีนโยบายรักษาระดับเงินสำรองหนี้สูญ ตามเกณฑ์ธปท.ในระดับสูงเพื่อความมั่นคงและความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 140% และสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อยู่ที่ 71% ซึ่งอยู่ในระดับสูงและแข็งแกร่ง และตัวเลขเงินสำรองดังกล่าว มีจำนวนที่สูงทัดเทียมกับธนาคารขนาดใหญ่ และปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 11.3% 
 
 สำหรับรายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ (Net Interest Income) มีจำนวน 1,259 ล้านบาท เติบโตถึง 32% เมื่อเทียบปีก่อน นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยรวม 165 ล้านบาท เติบโต 114% มีอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์รวม 0.88% เติบโตเข้าใกล้กับค่าเฉลี่ยของระบบที่ 1.07% และมีอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อผู้ถือหุ้น13% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบที่อยู่ 11% 
 
 ในส่วนของยอดเงินฝากมีจำนวน 31,822 ล้านบาท และ เงินกู้ยืมประเภท ตั๋วแลกเงินจำนวน 10,216 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากและเงินกู้ยืมเฉลี่ยอยู่ที่ 103% และ จำนวนลูกค้าเงินฝากของธนาคารเพิ่มขึ้นจากปี 2551 กว่า 30% เพิ่มขึ้นในส่วนลูกค้ารายย่อยวงเงินต่ำกว่า 1 ล้านบาทถึง 10,000 กว่าราย ทำให้สิ้นปี 2552 มีจำนวนผู้ฝากเงินเฉพาะกลุ่มนี้ถึง 41,993 ราย คิดเป็น 92% ของจำนวนผู้ฝากเงินทั้งหมด 
 

สินค้าขึ้นราคาดันเงินเฟ้อม.ค.พุ่ง4.1% มั่นใจเศรษฐกิจส่อสัญญานฟื้นตัวแล้ว

February 1, 2010

 สินค้าดาหน้าขึ้นราคา อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ สินค้าเกษตร พุ่งพรวด ดันเงินเฟ้อ ม.ค.53 ทะยาน 4.1% พาณิชย์เชื่อไตรมาสแรกยังพุ่งต่อ แต่หลังจากนั้นทยอยลด ฟุ้งเศรษฐกิจฟื้นแล้ว กำลังซื้อคืนชีพ 
 
 
 นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(เงินเฟ้อ) เดือน ม.ค.53 ว่า เท่ากับ 106.29 เพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับดัชนีเดือน ม.ค.52 เป็นการเพิ่ม 4 เดือนติดต่อกัน ส่วนเมื่อเทียบดัชนีเดือนธ.ค.52 เพิ่มขึ้น 0.6% แสดงว่าทิศทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกำลังซื้อประชาชนที่เริ่มกลับมาเป็นบวกแล้ว 
 
 สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อม.ค.53สูงขึ้น 4.1% มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม 3.2% สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มได้แก่ ข้าวและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่สัตว์น้ำเพิ่ม ผักและผลไม้ ไข่และผลิตภัณฑ์นม อาหารสำเร็จรูป รวมถึงดัชนีหมวดอื่นๆไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ได้แก่ ยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง กระแสไฟฟ้า น้ำประปา ค่ายาเวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาลผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกฮอล์ 
 
 ส่วนสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเทียบกับเดือน ธ.ค.52 เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.5% สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้นได้แก่ ข้าว เนื้อสุกร ผัก ผลไม้ ไก่สด เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ อาหารสำเร็จรูป มีเพียงไข่ไก่เท่านั้นที่ราคาลด ขณะที่หมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม 0.7%โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้น ประกอบกับรัฐบาลลดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ทำให้ค่าน้ำประปาเพิ่ม เช่นเดียวกับสินค้าอุปโภคบริโภค และรถยนต์ 
 
 เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน ตัวเลขการบริโภคในประเทศก็เพิ่มขึ้น แสดงว่าความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคมีมากโดยสาเหตุที่ทำให้กำลังซื้อฟื้น มาจากการฟื้นตัวของการส่งออกทำให้ภาคการผลิตและการจ้างงานดีขึ้น อัตราการว่างงานเดือน พ.ย.ลดลงต่ำสุด นับจากเผชิญวิกฤตมาประกอบกับรายได้จากภาคเกษตรก็เพิ่มขึ้น จากการที่ขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น 
 
 นายยรรยง กล่าวว่า เป้าหมายเงินเฟ้อปี 53 จะเป็นไปตามที่ตั้งไว้ขยายตัว 3-3.5% โดยคาด ไตรมาสแรกจะขยายตัว 3.7% ส่วนไตรมาสต่อๆ ไปจะแผ่วลงภายใต้สมมติฐาน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 31 -33 บาทต่อเหรียญฯ และรัฐบาลต่อมาตรการลดภาระค่าครองชีพโดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ และความผันผวนของราคาน้ำมัน 
 
 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานเดือน ม.ค.53 เท่ากับ103.03 สูงขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับ ม.ค.52 และเพิ่มสูงขึ้น 0.2%เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.52 โดยราคาสินค้าสูงขึ้นและลดลงใกล้เคียงกันสินค้าที่ราคาเพิ่ม เช่น ค่าน้ำประปา ของใช้ส่วนบุคคล สินค้าราคาลดลง ได้แก่ค่าอุปกรณ์บันเทิง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
 
 นายยรรยง กล่าวถึงแนวโน้มราคาสินค้าว่า สินค้าเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะผลผลิตลดลงจากปัญหาเพลี้ยกระโดด และภัยแล้งขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบโลก เช่น เหล็กอิฐมอญ ยกเว้นปูนซีเมนต์ที่ราคาลดลง โดยปูนผสมขนาด 50 กก. ลดจากถุงละ 135บาท เหลือ 132 บาท ปุ๋ย ถุง (50 กก.) ลดจาก 835 บาท เหลือ 827 บาทส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ผงซักฟอกน้ำยาล้างจาน จะยังตรึงราคาต่อไปตลอดไตรมาสแรก 
 

ไล่ลงทุนตปท. ธปท.สกัดช่องว่างเก็งกำไร-บาทแข็ง

February 1, 2010

 ผ่อนคลายมาตรการลงทุนนอกอ้าซ่า ธปท.เลิกคุมวงเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าได้ หวังสกัดการเก็งกำไรค่าบาท รับมือเงินทุนไหลเข้าผันผวน เผยหากมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ ศูนย์วิจัยกสิกรชี้สร้างสมดุลในระยะยาว 
 
 
 นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงมาตรการผ่อนคลายระเบียบควบคุมแลกเปลี่ยนเงินตราเพิ่มเติม 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.อนุญาตให้นิติบุคคลหรือบริษัททั่วไปของคนไทยสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ รวมถึงให้กู้ยืมแก่บริษัทแม่หรือกิจการในเครือในต่างประเทศได้ไม่จำกัดวงเงิน จากเดิมที่กำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ลงทุนไม่จำกัดจำนวน และให้กู้ยืมไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์การลงทุนหรือการกู้ยืมไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันธุรกิจไทย และลดความแตกต่างระหว่างบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ 
 
 ”ขณะนี้มองว่าเสถียรภาพในต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ จึงคาดว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นในปีนี้ทำให้ ธปท.ต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้บุคคลธรรมดาและภาคธุรกิจมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการธุรกิจ เพิ่มโอกาสและทางเลือกใหม่ๆ” 
 
 ธปท.ได้ขยายวงเงินลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ไปจัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมให้ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.52 มียอดคงค้างการลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศไปแล้ว 20,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันเพิ่มขึ้น 61.74% 
 
 2.อนุญาตให้ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสามารถยกเลิกธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าสินค้าและบริการได้ทุกกรณี จากเดิมกำหนดให้ต้องมีเหตุผลจำเป็นในจำนวนเกิน 20,000 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลจำเป็นต้องขออนุญาต ธปท.เป็นรายกรณี เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดเงินตราต่างประเทศให้สามารถสะท้อนปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานเงินตราต่างประเทศมากขึ้น 
 
 ธปท.ไม่ห่วงว่าจะมีการเก็งกำไรค่าเงินบาทเกิดขึ้น เพราะผู้ส่งออก-ผู้นำเข้าสามารถยกเลิกทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่ต้องมีธุรกรรมรองรับ ขณะเดียวกันแบงก์พาณิชย์ที่ให้บริการก็จะมีการตรวจสอบที่ดี ขณะเดียวกันในปีนี้ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายปีนี้จะมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้คาดการณ์เงินบาทได้ยากรองผู้ว่าการธปท.กล่าว 
 
 3.ในการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงินเพื่อบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศให้แก่บริษัทในเครือ โดยอนุญาตให้ใช้นิติบุคคลเดิมประกอบธุรกิจบริหารเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ อนุญาตให้ศูนย์บริหารเงินสามารถโอนเงินตราต่างประเทศกับบริษัทในเครือในไทยได้ จากเดิมกำหนดเงินบาทเท่านั้น และผ่อนคลายคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งศูนย์บริหารเงินให้มีบริษัทในเครือที่จดทะเบียนในไทยและต่างประเทศอย่างละ 2 บริษัท จากเดิมที่กำหนดให้มีเฉพาะบริษัทในเครือ 3 บริษัทที่จดทะเบียนในไทย เวียดนาม และประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับไทย เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถจัดการเงินตราต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานผลิตในไทยย้ายการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศเข้ามาอยู่ในไทย และสนับสนุนให้ใช้ไทยเป็น Regional Operating Headquarter ตามนโยบายภาครัฐ รวมถึงช่วยพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารเงินด้วย 
 
 นอกจากนี้ ธปท.ยังขยายวงเงินให้สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากเดิม 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนการให้กู้ยืมแก่บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือที่ไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี จากเดิมทุกรณีต้องอนุญาต ขณะเดียวกันเพิ่มยอดคงค้างในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศเป็น 500,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา จากเดิมที่กำหนดให้บัญชีเงินตราต่างประเทศประเภทแหล่งในประเทศแบบไม่ต้องแสดงภาระผูกพันฝากได้ไม่เกิน 300,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา 100,000 เหรียญสหรัฐ 
 
 สำหรับการอนุญาตให้ยกเลิกธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกรณีค่าสินค้าและบริการ รวมถึงเรื่องการขยายวงเงินลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่อนุมัติให้ก.ล.ต.จัดสรรจะมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.นี้เป็นต้นไป สำหรับการผ่อนคลายเรื่องอื่นๆ ที่เหลืออยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังออกประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าไม่เกินสิ้นเดือน ก.พ.นี้ 
 
 ถ้าจะมีการเปิดเสรีการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต แบงก์ชาติจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้และสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศรองผู้ว่าฯ ธปท.กล่าว 
 
 ***ศูนย์กสิกรฯชี้ช่วยสร้างสมดุล 
 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยกล่าวถึงการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะการดูแลเงินทุนไหลออก เพื่อรับมือความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายว่า จะเป็นผลดีต่อภาคเอกชนในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศแล้วแล้วยังเป็นกลไกที่อาจช่วยสร้างสมดุลคอยบรรเทาผลกระทบที่ค่าเงินอาจได้รับในยามที่มีกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ทิศทางค่าเงินบาทช่วงนี้ คาดว่าจะยังคงถูกกำหนดโดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ฯ เป็นหลัก โดยหากเงินดอลลาร์ยังคงได้รับแรงหนุนจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัญหาฐานะการคลังและพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอของยูโรโซน หรือการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นของทางการจีนแล้ว คาดว่าเงินบาทอาจยังคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นไปตามกระแสของค่าเงินในภูมิภาค ตลอดจนการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลก 
 
 ***บาทปิดอ่อนค่าที่ 33.20 
 เงินบาทปิดตลาดเย็นวานนี้ (1 ก.พ.) ที่ระดับ 33.18/20 บาทต่อดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าจากช่วงเช้าที่ระดับ 33.17/19 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันปรับตัวอ่อนค่าสุดที่ระดับ 33.23/26 เป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค เนื่องจากดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าหลังตัวเลขจีดีพีของสหรัฐออกมาค่อนข้างดี และเกิดความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป 
 
 ด้านนักบริหารเงินคาดการณ์ วันนี้ (2 ก.พ.) เงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าได้อีกเล้กน้อย โดยจะเคลื่อนไหวระหว่าง 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ 
 

ขวัญกระเจิง! ตปท.-สถาบันแห่ทิ้งหุ้น หนีปัญหายึดทรัพย์แม้ว

February 1, 2010

 

 

จับตาหุ้นไทยช่วงกุมภาพันธ์น่าวิตก แม้ดัชนีมีแนวโน้มรีบาวด์ แต่ปัจจัยการเมืองยังกดดันหนัก จากสัญาณต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง ไม่กล้าถือยาว เพราะความหวั่นเกรงกรณีการเคลื่อนไหวของม๊อบเสื้อแดง และการขู่ฆ่าผู้พิพากษา ตามเกมบีบกดดันหวังผลคำตัดสินยึดทรัพย์ แม้วช่วงปลายเดือนนี้ เช่นเดียวกับสถาบัน และพรอต์ลงทุนโบรกเกอร์ที่เทขายตั้งแต่ต้นปีขายรวมกันกว่า 18,000 ล้านบาท ล่าสุด 1ก.พ.ช่วงเช้าดัชนีร่วง 10 จุด ก่อนรีบาวด์กลับขึ้นมาบวก 1.06 จุดได้ในช่วงท้ายของวัน 
 
 ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยังโดนปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์ภายในประเทศ ซึ่งสร้างความกังวลต่อนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมากจนนำมาสู่การขายสุทธิหุ้นไทยตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยวันที่ 1ก.พ. เพียงเปิดตลาดในช่วงเช้า ดัชนีลดลงไปถึง 10 จุด ซึ่งมีแรงเทขายหุ้นกลุ่มพื้นฐานขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป) ออกมามาก ก่อนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยช่วงท้ายตลาด 
 
 โดยดัชนีปิดที่ 697.61 จุด เพิ่มขึ้น 1.06 จุด หรือ 0.15% มูลค่าการซื้อขาย 13,905.58 ล้านบาท ระหว่างวันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 697.61 จุด และต่ำสุดที่ 685.69 จุด 
 
 ประเด็นดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า เป็นการฟื้นตัวตามตลาดภูมิภาค หลังตลาดฮ่องกงปิดบวกได้จากช่วงเช้าที่ลบไปมาก อีกทั้งเกิดเทคนิคเคิลรีบาวน์ในดัชนีหุ้นไทย จากที่อยู่ในเขต Oversold และปัจจัยจากภายนอกประเทศยังเป็นเรื่องเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่า โดยดัชนี ฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดที่ 20,243.75 จุด เพิ่มขึ้น 121.76 จุด หรือ 0.61 % ด้านดัชนี นิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดที่ 10,205.02 จุด เพิ่มขึ้น 6.98 จุด หรือ 0.07 % 
 
 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยมีการฟื้นตัวน้อยกว่าตลาดอื่นๆในภูมิภาค เนื่องมาจากปัจจัยลบภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นการลอบสังหารผู้พิพากษา และการชุนมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ก่อนศาลตัดสินในคดียึดทรัพย์นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร 
 
 โดยมูลค่าการซื้อขายสุทธิ เมื่อแยกเป็นประเภทนักลงทุน พบว่า นักลงทุนต่างประเทศยังขายสุทธิอีก 1,218.02 ล้านบาท สถาบันซื้อสุทธิ 756.52 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 27.51 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 433.98 ล้านบาท แต่เมื่อย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ต้นปี (1ม.ค. 2553) พบว่า นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิไปแล้ว 8,697.18 ล้านบาท ถัดมาคือสถาบันขายสุทธิ 7,452.51 ล้านบาท และบัญชีบล.ขายสุทธิ 2,040.95 ล้านบาท รวมเป็นการขายกว่า 18,000 ล้านบาท 
 
 **โบรกฯมองหุ้นมีโอกาสรีบาวด์ 
 
นายถนอมศักดิ์ สหรัตนชัย ผู้บังคับบัญชา สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายวานนี้ได้ฟื้นขึ้นตามตลาดภูมิภาคที่ต่างฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นฮ่องกงสามารถปิดตลาดอยู่ในแดนบวกได้จากช่วงเช้าที่ลบไปมาก ซึ่งดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้น ฮ่องกงปิดวันนี้ที่ 20,243.75 จุด บวก 121.76 จุด อีกทั้งช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยเกิดเทคนิคเคิลรีบาวน์ หลังจากที่ได้อยู่ในเขต Oversold ทำให้เชื่อว่าสัปดาห์นี้ตลาดฯน่าจะบวกได้แล้ว เพราะปัจจัยภายนอกประเทศที่มีอยู่ก็เป็นปัจจัยเดิม ๆ เพียงแต่ตอนนี้ก็คอยดูว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะจะแข็งค่าขึ้นเมื่อไร จากปัจจุบันที่แข็งค่าอยู่ เพราะรับผลมาจากเงินยูโรถูก short อันเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาหนี้สินของกรีซ สเปน และโปรตุเกส แต่เชื่อว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯเพียงระยะสั้นเท่านั้น 
 
 ขณะเดียวกัน ประเมินว่า เม็ดเงินต่างชาติขณะนี้จะพักอยู่ที่ตลาดเงิน ยังไม่ใช่เป็นการถอนทุนออกไปจากภูมิภาคเอเชีย เพราะเงินสกุลต่าง ๆ ในแถบเอเชียยังแข็งค่าอยู่ ส่วนปัจจัยภายในประเทศ มองว่าเรื่องของการเมืองยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดดังนั้นแนวโน้มการลงทุนในวันที่ 2 ก.พ. ตลาดหุ้นไทยยังมีลุ้นรีบาวน์ได้ต่อ โดยแนวรับอยู่ที่ 690 จุด และแนวต้าน 702-706 จุด 
 
 **KESTฟันธงการเมืองปัจจัยลบตัวใหญ่ 
 
บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KEST) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้(1-5ก.พ.)ว่า แนวโน้มภาพรวมตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังคงมีความผันผวนสูง โดยคาดว่าจะยังถูกกดดันทั้งจากการเมืองภายในประเทศที่ร้อนแรงขึ้น และปัจจัยจากต่างประเทศที่ยังคงมีทิศทางค่อนข้างเป็นลบ ทั้งจากการออกมาตรการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีน และปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปอย่าง กรีซ สเปน และโปรตุเกส รวมทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จนส่งผลกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นการลงทุนสัปดาห์นี้ จึงเน้นเข้าลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะ Defensive และมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูง รวมทั้งมีแนวโน้มผลประกอบการปี 53 ที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้แก่ RATCH, AIT, TASCO, SPALI และ KBANK 
 
 ทั้งนี้ KEST ได้แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในพอร์ตเป็นถือเงินสด 30%, หุ้น 70% โดยแบ่งพอร์ตหุ้น(70%) ออกเป็น Buy and Hold 100% เพิ่ม AIT, RATCH, และ SPALI เข้าพอร์ต, ขายตัดขาดทุน PTTEP, SSI และ MAJOR, ลดน้ำหนัก KBANK ลงจาก 25% เหลือ 20% 
 
 **ต่างชาติวิตกเทขายต่อเนื่อง 
 นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์. บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวถึงภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวานนี้ ว่า ดัชนีฯแกว่งตัวค่อนข้างมาก โดยในช่วงเช้าดัชนีฯเคลื่อนไหวในแดนลบ เนื่องจาก ปัจจัยลบในประเด็นทั้งในและต่างประเทศกดดัน ทั้งความกังวลต่อมาตรการชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯและจีน รวมถึงประเด็นการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่มีความแน่นอน ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความวิตกกังวลจนขายสุทธิต่อเนื่อง 
 
 อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายช่วงบ่าย ดัชนีฯเริ่มรีบาวน์และเคลื่อนไหวในแดนบวก เนื่องจากตลาดหุ้นภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวและปิดตลาดในแดนบวกได้ แต่ประเด็นการเมืองภายในประเทศยังคงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนต่อไป จนเกิดแรงขายออกมาระยะสั้น ซึ่งทำให้ดัชนีฯเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด 
 
 สำหรับแนวโน้มดัชนีฯในวันนี้ ประเมินว่า ดัชนีฯน่าจะผันผวนสูง เพราะได้รับแรงกดดันจากประเด็นการเมืองภายในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯยังมีแนวโน้มฟื้นตัว เพราะในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีฯปรับตัวลดลง ทำให้ทางเทคนิคมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ เลือกซื้อหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง เช่น AIT-BCP-TK โดยมี Dividend Yield มากกว่า 5% ส่วนการลงทุนระยะยาวสามารถทยอยสะสมได้ โดยประเมินแนวรับอยู่ที่ 690 จุด และแนวต้านอยู่ที่ 708 จุด 

 

บสท.โละสินทรัพย์1.7แสนล.ขายต่อ บสก.-บสส.สุขุมวิท

February 1, 2010

 บสท.เดินแผนยุบกิจการ หลังดำเนินงานครบกำหนด 10 ปี ตาม พ.ร.ก.บสท. พร้อมเตรียมโละสินทรัพย์คงเหลือ 1.72 แสนล้าน ขายต่อ บสก.-บสส.สุขุมวิท ฟุ้งปี52 สร้างรายได้รวม27,499ล้านบาท ตั้งเป้า16เดือนสุดท้ายก่อนยุบเลิก 32,650ล้านบาท 
 
 นางจุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กล่าวว่า ปัจจุบัน บสท.มียอดสินทรัพย์คงเหลือจำนวน172,173ล้านบาท แบ่งออกเป็นเงินชำระตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน49,921 ล้านบาท ทรัพย์สินระหว่างบังคับหลักประกันมูลค่า30,678 ล้านบาท และทรัพย์สินรอการขาย (NPA)จำนวน91,574 ล้านบาท 
 
 โดยในปี 53บสท.ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้รวม21,220ล้านบาทแบ่งออกเป็นรายได้จากการจัดเก็บหนี้ 13,82ล้านบาท และรายได้จากการขยายNPA 7,400 ล้านบาท ในขณะที่ปี 54บสท.ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้รวม 11,430ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจัดเก็บหนี้ 8,730ล้านบาท และรายได้จากการขาย NPA อีก 2,700 ล้านบาท หรือจะทำให้ในช่วง16เดือนก่อนที่ บสท. จะยุบเลิกกิจการนั้น จะสามารถระบายสินทรัพย์ได้ทั้งสิ้น 32,650ล้านบาท 
 
 ทั้งนี้ หาก บสท. สามารถสร้างรายได้ตามเป้าที่วางไว้ จะส่งผลให้ ณ ปี 54บสท.มีทรัพย์สินคงเหลือทั้งสิ้น 139,523ล้านบาท ซึ่งสินทรัพย์ในส่วนที่เหลือทั้งหมด จะต้องจำหน่ายให้สถาบันการเงินของรัฐ คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์(บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อนำไปบริหารการขายต่อ ในขณะเดียวกัน จะให้สิทธิ์แก่เจ้าหนี้เดิมที่โอนสินทรัพย์ให้แก่บสท.ได้มีโอกาสในการเสนอซื้อสินทรัพย์ในส่วนที่เหลือก่อน 
 
 อนึ่ง บสท.เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียในระบบ ซึ่งมีอายุการดำเนินงาน10 ปี และต้องยุบเลิกกิจการตามมาตรา 95 แห่งพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ก.) บสท. พ.ศ. 2544 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อบสท.ดำเนินกิจการครบเจ็ดปีนับแต่วันที่ พ.ร.ก.ใช้บังคับแล้ว ต้องให้ยุบเลิกบสท.เมื่อครบ10ปี และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่12 นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.ก.ใช้บังคับ 
 
 นางจุไรรัตน์ กล่าวว่า ในส่วนของภารกิจเพื่อการยุบเลิกตามกฎหมายนั้น บสท.ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 51 ที่ผ่านมา โดยได้จัดทำแผนงานเสนอต่อกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.51 และได้จัดประชุมกับสถาบันการเงินผู้โอนหนี้ทั้ง 23 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีส่วนได้เสียในการร่วมรับผิดชอบผลกำไรและขาดทุน ที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารหนี้เสียของบสท. เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการบริหารจัดการสินทรัพย์คงเหลือ 
 
  สถาบันการเงินส่วนใหญ่มีความเห็นให้ขายสินทรัพย์คงเหลือให้แก่ บสก.และบสส. ซึ่งขณะนี้ บสท.อยู่ระหว่างนำเสนอความเห็นของสถาบันการเงินต่อกระทรวงการคลัง และหากเห็นชอบ ทางบสท.จะจัดแยกกองประมูลขายสินทรัพย์ประเภทลูกหนี้ รวมถึงสิทธิ์เรียกร้อง และNPA ต่อไป ในเบื้องต้นจะมี 4 กอง  
 
 สำหรับในปี 52 ที่ผ่านมา บสท.มีรายได้รวม 27,499 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 16,309 ล้านบาท และรายได้จากการขาย NPA จำนวน11,190 ล้านบาท และมีรายได้จากการไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 21,690 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา สามารถลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศและจากการค้ำประ กันตั๋วสัญญาใช้เงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ( FIDF ) 
 
 โดยการไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินในส่วนของเงินต้น จำนวน 161,261 ล้านบาท คิดเป็น65.07% ของทั้งหมด 247,844 ล้านบาท และได้ชำระค่าดอกเบี้ยไปแล้ว จำนวน 20,349 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบัน คงเหลือตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 86,583 ล้านบาท 
 
 นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บสท.ได้ส่งผ่านลูกหนี้สุจริตและมีศักยภาพกลับเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินตามปกติ ทั้งสิ้น 3,555 ราย คิดเป็นมูลค่าทางบัญชี 122,816 ล้านบาท 
 

สยามพิวรรธน์ลุยนิวมีเดีย คาดเจเทรนด์ปีนี้กลับมาแรง

February 1, 2010

 สยามพิวรรธน์ ปรับเกมรุก อัดฉีดงยบตลาดเพิ่ม 15% เป็น 300 ล้านบาท พร้อมเตรียมงบพิเศษอีกไม่อั้น โฟกัสสื่อออนไลน์-นิวมีเดียมาขึ้น เผยเจเทรนด์ ปีนี้จะกลับมาแรงอีก 
 
 นางสาวศิริเพ็ญ อินทุภูติ ผู้บริหารสายการตลาดและประชาสัมพันธ์ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯได้ปรับแผนการทำตลาดและการใช้งบด้านการตลาดใหม่ โดยตั้งงบประมาณตลาดไว้ที่ 300 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15% โดยจะเน้นการทำอีเวนต์กับพันธมิตรมากขึ้น เพื่อให้กระจายและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรค่ายเพลง หรือสินค้าและบริการต่างๆ 
 
 อย่างไรก็ตาม จะมีการประเมินสถานการณ์ทุกไตรมาสเพื่อพิจารณาว่าจะใช้งบตลาดเพิ่มติมอีกหรือไม่ หากมีสถานการณ์พิเศษเกิดขึ้น โดยปีนี้จะมีอีเวนต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% หรือรวมเป็นมากกว่า 280 กิจกรรม เช่นเดียวกับปีที่แล้วบริษัทฯตั้งงบการตลาดไว้ที่ 250 ล้านบาท แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น 
 ทำให้ต้องอัดอีเวนต์เพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มงบพิเศษเข้าไปอีก 130 ล้านบาท ทำให้ทั้งปี 2552 บริษัทฯใช้งบตลาดรวม 380 ล้านบาท อีกทั้งปีนี้ยังตั้งงบด้านซีอาร์เอ็มแยกออกมาต่างหากอีก 50 ล้านบาท 
 
 นอกจากนั้นแล้วปีนี้ยังจะหันมาใช้งบทางด้านออนไลน์มาร์เก็ตติ้งหรือสื่อใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 20% เพิ่มจากปีที่แล้วที่ใช้สื่อทางด้านนี้ 10% จากงบรวมทั้งหมด ด้วยการพัฒนาและเพิ่มช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ลักษณะ 2 ทาง ที่ได้รับความสนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแท้จริง สื่ออิเลคทรอนิคส์ เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บบล็อก เป็นต้น 
 
 ทั้งนี้การตลาดปีนี้จะทำภายใต้ 4 กลยุทธ์หลักที่ผสมผสานกันคือ 1.สร้างยอดขายให้กับร้านค้าในศูนย์ฯ 2.สร้างทราฟฟิกมากขึ้น ปัจจุบัน สยามเซ็นเตอร์มีคนเดินเข้าศูนย์ฯประมาณ 100,000 คนต่อวัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 3,500 บาทต่อคนต่อครั้ง ส่วนสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ มีคนเดินเข้าศูนย์ฯ 80,000 คนต่อวัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 5,500 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้ง 2 ศูนย์ฯคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้น 20% โดยจะดึงทั้งลูกค้าเก่าให้กลับมาเดินและหาลูกค้าใหม่ด้วย 
 
 3.การขยายฐานลูกค้า ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ นักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่คนไทย 65% คนต่างชาติ 35% จะปรับเป็น คนไทย 60% คนต่างชาติ 40% 4.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำซีอาร์เอ็ม ด้วยการทำผ่านทั้ง 2 บัตรคือ เอสคลับ ปัจจุบันมีประมาณ 33,000 ราย กับ วิซการ์ด ที่ขณะนี้มี 15,000 ราย (เมื่อปลายปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 8,000 รายในช่วงท้ายปีที่ได้ออกบัตรไวท์การ์ด) โดยยึดแนวแคมเปญต่างๆที่สามารถครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย 
 
 จากการสำรวจบของบริษัทฯพบว่า กลุ่มลูกค้าที่เดินเข้าทั้ง 2 ศูนย์ฯนี้จะมีหลากหลาย ทั้งวัยรุ่นนักศึกษา คนทำงาน นักท่องเที่ย ว ครอบครัว ทั้งสยามเซ็นเตอร์จะเน้นไปที่ความเป็นแฟชั่น สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์เน้นไปที่สินค้าบริการไลฟ์สไตล์และความเป็นอาร์ต ซึ่งปีที่แล้ววิซการ์ดเน้นการทำตลาดที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ถือบัตรเป็นหลัก แต่ปีนี้จะเน้นด้านการทำซีอาร์เอ็มมากขึ้นด้วย 
 
 ปีนี้คาดว่าจะเห็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับกระแสญี่ปุ่นเริ่มกลับมามากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกกระแสเคป๊อปจากเกาหลีแย่งเวทีไป ซึงในส่วนของบริษัทฯเองก็จะมีกิจกรรมทั้ง ศิลปิน ดารา นักร้อง จากญี่ปุ่นมาจัดกิจกรรมมากขึ้นด้วย คาดว่าจะเริ่มเห็นไต้ไนไตรมาสสองเป็นต้นไป แต่ก็ยังคงไม่สามารถดึงกระแสกลับคืนมาจากเคป๊อปได้ ต้องรอเวลาอีกระยะนางสาวศิริเพ็ญกล่าว 
 
 ล่าสุดในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ที่อยู่ในวันเดียวกันคือ 14 กุมภาพันธ์ จะนำมาทำแคมเปญรวมกัน โดยใช้งบตลาดรวม 5 ล้านบาท จัดกิจกรรม สยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ ไชนีส นิวเยียร์ เซเลเบรชั่น 2553 53 เลิฟ แอนด์ ฟอร์จูน ตั้งแต่วันที่ 4 28 กุมภาพันธ์ รับโชค 2 ชั้น เมื่อซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข ลุ้นแพคเกจท่องเที่ยวกรุงเทพฯฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ และอื่นๆ หรือลุ้นรับของขวัญและร่วมกิจกรรมากมายทั้งสองศูนย์ฯ จากกิจกรรมดังกล่าวตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า 20% 
 

TEAหนุนรัฐดันไทยฮับสินค้าจัดงาน

February 1, 2010

 สมาคมแสดงสินค้าไทย หนุน สสปน.และกรมส่งเสริมการส่งออก ใช้ข้อตกลงอาฟต้า ดันไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าประเภทเพื่อใช้จัดงานในอาเซียน ส่วนเรื่องการประมูลสิทธื์ จัดเวิลด์ เอ็กโป 2020 เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ 
 
 นายพรรธระพี ชินะโชติ ประธานกรรมการ บริษัท แบงค็อค เอ็กซ์ซิบิชั่น เซอร์วิสเซส ในฐานะนายกสมาคมการแสดงสินค้าไทย(TEA) เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน.) และกรมส่งเสริมการส่งออก ให้ผลักดันอุตสาหกรรมที่มีการจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ได้มีพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าอาเซียน หรือ อาเซียน เทรด แฟร์ ภายในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นด้วย 
 
 ทั้งนี้เพราะประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์ของการเปิดเสรีการค้าอาเซียน(อาฟต้า) นำสินค้าจากอาเซียนเข้าไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ผ่านการจัดงานแสดงสินค้า และนิทรรศการ ได้ก่อนประเทศอื่นๆในอาเซียน ถือเป็นการตอกย้ำศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าประเภทจัดงานได้ก่อน ล่าสุด ทั้ง 2 หน่วยงานก็รับเรื่องไปศึกษาข้อมูลอยู่ 
 
 ”การเปิดเสรีอาเซียน จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการได้ หากรู้จักใช้ เพราะหากผู้จัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ รายใดสามารถยกระดับ งานแสดงสินค้าเดิม ให้มีพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าประเภทนั้นสำหรับชาติอื่นในอาเซียนด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมงานจากประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้อยู่ในอาเซียนด้วย ซึ่งถึงตรงนั้นเท่ากับไทยได้ประกาศให้ทั่วโลกเห็นว่าเราเป็นศูนย์กลางของสินค้าประเภทนั้นๆได้” 
 
 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการจัดงานแสดงสินค้าไทยปีนี้ คาดว่ามูลค่าการจัดงานจะเพิ่มขึ้น จากปีก่อน 20% เพราะในปีก่อนจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ผู้จัดงานลดขนาดลง เพราะผู้เข้าชมก็ลดลงด้วย แต่ปีนี้ การฟื้นตัวของเศรษบกิจเริ่มเห็นชัด ซึ่งหากไทยไม่มีปัญหาทางการเมือง เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตแน่นอน ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้จัดงานหลายรายที่จองพื้นที่ไว้ ต่างขอปรับพื้นที่ขยายงานเพิ่ม และมีงานแสดงสินค้าใหม่ๆ ติดต่อเข้ามาอีกจำนวนมาก 
 
 สำหรับกรณี การเสนอตัวเข้าประมูลสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ที่ สสปน. อยู่ระหว่างดำเนินการนั้น ทางสมาคมแสดงสินค้าไทยเห็นด้วย เพราะความจริงไทมยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดงานดังกล่าวนี้ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยขาดองค์กรที่จะมาเป็นผู้นำที่จะเข้าไปเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ 
 
 ซึ่งหากไทยประกาศตัวประมูลสิทธิ์จัดงานนี้อย่างเป็นทางกหารเมื่อใด เชื่อว่าจะผลักดันให้อุตสาหกรรมการจัดงานแสดงสินค้าในไทย มีความคึกคักขึ้นภายใน 1-2 ปีนับจากวันที่ได้รับสิทธิ์ โดยเวทีนี้จะเป็นการประกาศศักยภาพประเทศไทย ให้รายชื่อผู้เข้าร่วมประมูลสิทธิ์ ได้รับทราบ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของประเทศไทยด้วย 
 

แอลจีเพิ่มกำลังผลิต3สินค้าหลัก ฮึกเหิมทุ่ม3พันล.สูงสุดรอบ10ปี

February 1, 2010

 แอลจีทุ่ม 3,000 ล้านบาท สูงสุดใน 10 ปี ขยายกำลังการผลิต 3 ผลิตภัณฑ์หัวหอก พร้อมลุยการตลาดเต็มสูบ หลังภาพลักษณ์แบรนด์ครองใจคนไทยมากขึ้น จากความประสบความสำเร็จของ LG Entertainer ล้านฝันสนั่นโลก ฝันปี 2555 ขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั้งไทยและระดับโลก 
 
 
 นายเฮียน วู (ฮาร์เวิร์ด) ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปี2553นี้ถือเป็นปีที่ทางแอลจีจะมีการลงทุนมากสุดในรอบ 10 ปี รวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการเพิ่มกำลังการผลิต 2,000 ล้านบาท และงบการตลาดราว 900 ล้านบาท 
 
 โดยตามแผนการลงทุนในปี 2553 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ธ.ค. นี้ บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้าใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือ กลุ่มจอภาพ โดยเฉพาะแอลอีดีทีวี และทีวีระดับพรีเมี่ยม, เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้าฝาหน้า ที่โรงงาน จังหวัดระยอง ซึ่งการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้ เพื่อซัพพรอตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องซักผ้าฝาหน้านั้น ไทยถือเป็นฮับในการการผลิตไปยังประเทศในแถบเซาส์อีสเอเชีย, มีดเดิลอีส และอาฟริกาด้วย 
 
 ขณะเดียวกันปีนี้ในแง่ของงบประมาณทางการตลาด จะใช้มากถึง 800-900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 10% จากที่ใช้ไปเกือบ 800 ล้านบาท โดยมองว่าหลังจากที่ 1-2 ปีที่ผ่านมา แอลจีมุ่งเน้นทำการตลาดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับการนำเอาเอ็นเตอร์เทนเม้นท์มาร์เก็ตติ้งเข้ามาช่วยสร้างแบรนด์ พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมากขึ้น ล่าสุดกับโปแรมการแข่งขัน LG Entertainer ล้านฝันสนั่นโลก ออกอากาศทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ และจบลงเมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาพบว่าได้รับการตอบรับสูง 
 
 โดยในส่วนของแบรนด์นั้น สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการสำรวจที่ผ่านมา ผู้บริโภคจะรู้จักแบรนด์แอลจี และเลือกแบรนด์แอลจีที่ 60% จากโปรแกรมนี้ พบว่า อัตราการเข้าถึงนี้เพิ่มขึ้นอีกราว 10% เนื่องจากเป็นโปรแกรมการแข่งขันที่จับฐานกลุ่มผู้บริโภคระดับอายุตั้งแต่ 15-49 ปี ซึ่งถือเป็นฐานที่กว้าง โดยในส่วนของสินค้านั้น พบว่ากลุ่มสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายมากสุดในช่วงโปรแกรมการแข่งขันนี้ 
 
 อย่างไรก็ตามในแง่ของการตลาดนั้น ปีนี้จะเน้นการเพิ่มโปรแกรมกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ มาร์เก็ตติ้ง, โซเชียล มาร์เก็ตติ้ง และสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์กับสินค้าภายใต้แบรนด์แอลจีมากขึ้น กับการขยาย แบรนด์ ชอปซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วกว่า 16 ชอป เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า 4 ชอป และโทรศัพท์มือถือ 12 ชอป 
 
 นายเฮียน กล่าวต่อว่า แผนการลงทุน โดยเฉพาะในแง่ของการเพิ่มกำลังการผลิตนี้ ถือเป็นแผนงานที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับผู้เล่นในตลาดมีความเคลื่อนไหวในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อยลง หรือถอนกำลังการผลิตออกไปแต่อย่างไร ทั้งนื้ทางแอลจีกลับมองว่า ปัจจัยที่ทำให้แอลจีมีการลงทุนมากสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากมองว่า 1.ประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก 2.โครงสร้างของประเทศไทย มีพื้นที่ดีและมั่นคง และ 3. ในแง่ของแรงงานถือว่าราคายังต่ำอยู่ ดังนั้นเมื่อรวมทั้ง 3 ข้อแล้ว จึงมั่นใจในความพร้อมของประเทศไทยอย่างมาก ทั้งนี้ทางแอลจีเชื่อมั่นว่าภายในปี 2555 แอลจีจะก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่งที่ครองใจผู้บริโภคสูงสุดทั้งในไทยและในระดับโลก 
 

จัดซื้อบัตรไกด์ส่งกลิ่น ศาลเรียก 6 ขรก.สอบไอ้โม่งงาบหัวคิว

February 1, 2010

 สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กลิ่นตุ พิรุธจัดซื้อบัตรเพื่อ ออกเป็นบัตรประจำตัวไกด์ ศาลอาญารับฟ้องบริษัท พาวเวอร์ลิงค์ ที่ยื่นฟ้อง 6 ข้าราชการระดับรองผู้อำนวยการ สพท. และ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ชี้ถ้าผิดจริง โทษถึงจำคุก ล่าสุดไกด์กว่า 5,000 คน ที่ต้องรอเพราะสำนักทะเบียนและมัคคเทสก์ไม่มีบัตรออกให้ ต้องเสียรายได้วันละ 800 บาทต่อคน รวมสูญรายได้นับล้านบาท ขณะที่ แหล่งข่าววงการท่องเที่ยวชี้ พาวเวอร์ ลิงค์ เสนอราคาแพงเกินจริง ถึงใบละ 178 บาท 
 
 
 นายจารุพล เรืองเกตุ อดีตนายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ เปิดเยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก บริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ว่า เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางวิไล เทิงวิเศษ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว(สพท.) และ พวกอีก 6 คน ซึ่งในที่นี้มี นายสมประสงค์ โขมพัตร รองผู้อำนวยการ สพท. เป็นจำเลยที่ 6 ในข้อหา ร่วมกันปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในกรณีการจัดซื้อบัตร เพื่อนำมาออกเป็นบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ ล่าสุด ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทย์นำสืบชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีของโจทย์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรตรา 157 ,158 และ 188 จึงมีคำสั่งให้ประกทับฟ้องไว้พิจารณา โดยได้ออกหมายเรียกจำเลยทั้ง 6 พร้อมนัดสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 8 มี.ค.53 ซึ่งจำเลยต้องมาแสดงตัว และสามารถยื่นประกันตัวได้ 
 
 ทั้งนี้ข้อพิพาทดังกล่าว มาจากการที่ฝ่ายพัสดุ และคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาซึ่งมีนายสมประสงค์ เป็นประธานออกประกาศราคาซื้อบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์จำนวน 10,000 ใบ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 52 ซึ่งผลการเปิดซอง บริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับเลือก ในวงเงินที่เสนอราว 1.7 ล้านบาท แม้เป็นราคาที่สูงสุดจากผู้ยื่นซองประกวด ประมาณ 5 ราย แต่สาเหตุที่ได้ เพราะ เป็นบริษัทเดียวที่มีเอกสารประกอบการยื่นซองประกวดราคาตามระเบียบราชการอย่างถูกต้อง โดยจะทำการจัดซื้อและส่งมอบไม่เกิน 1 เดือน เพื่อให้ทันกับความต้องการใช้งาน แต่ทั้งนี้เรื่องได้ถูกตีกลับหลายครั้ง จนทำให้ บริษัท ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ทันกำหนด โดยอ้างว่า บริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ ไม่มีหนังสือ บริคณห์สนธิ ทั้งที่ความจริง หากบริษัทใดไม่มีหนังสือดังกล่าวนี้ ก็ไม่สามารถผ่านเกณฑ์เข้าไปยื่นประกวดราคาตามระเบียบราชการได้อย่างแน่นอน ทำให้ บริษัทพาวเวอร์ ลิงค์ ต้องสูญเสียเครดิตกับคู่ค้า เสียชื่อเสียง รวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท 
 
 ขณะที่ สพท. โดยคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาได้เลือก บริษัท อินโนเวชั่น สเตป จำกัด มาเป็นคู่ค้า ส่งบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ ให้แทน โดยไม่มีการประกาศยกเลิกแล้วเริ่มต้นเปิดวองประกวดราคาใหม่ตามระเบียบราชการ 
 
 แหล่งข่าวจากวงการท่องเที่ยว กล่าวว่า จากรณีนี้ จำเลยเป็นข้าราชการทั้งในระดับปฎิบัติการ และ ในระดับสูง โดยตามกฎหมายอาญา ความผิดที่เกิดขึ้นที่โทษถึงขั้นจำคุก ซึ่งเป็นการผิดวินัยร้านแรงอาจถึงขั้นต้องออกจากราชการโดยไม่ได้บำเน็จบำนาญ แต่ในระหว่างการสืบหาข้อเท็จจริง ขณะนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาระดับ ปลัดกระทรวง หรือ รัฐมนตรีว่าการกระรทรวงการท่องเที่ยวฯว่าจะต้องพักราชการในระหว่างดำเนินคดีหรือไม่ อย่างไร 
 
 ขณะนี้ผู้เดือดร้อนจริงๆคือมัคคุเทศก์ที่มาขอทำบัตรประจำตัว เพราะ สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไม่สามารถออกบัตรใบใหม่ให้ได้ เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบในการทำ โดยมีมัคคุเทศก์รอรับบัตรสะสมอยู่ขณะนี้ราว 5,000 คน แต่ละคนถ้ามีบัตรสามารถทำงานได้เงินวันละ 800 บาท เพราะบัตรที่บริษัทอินโนเวชั่น สเตป ส่งมาให้นั้น มีสเปคที่ผิดเพี๊ยน จากของเดิม โดยเฉพาะเรื่องสีบัตร เป็นสีเทาไม่มีเกร็ดมุด ต่างจากของบริษัท พาวเวอร์ลิงค์ ที่เป็นสีขาวและมีเกล็ดมุก สาเหตุที่แพงเพราะต้องฝั่งชิพด้วย รูปแบบจะคล้ายบัตรประชาชน 
 
 ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการท่องเที่ยวอีกรายหนึ่ง กล่าวว่า การจัดซื้อดังกล่าว ได้กระทำมา 2-3 ครั้งแล้ว โดยบริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ จะเป็นผู้ชนะการประกวดราคาทุกครั้ง ทั้งที่เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งขัน เฉลี่ยที่ใบละ 178 บาท แต่เมื่อมีคู่แข่งขันมากขึ้น ก็ปรับลดราคาลงบ้าง แต่ก็ยังสูงกว่าคู่แข่งขันรายอื่น ซึ่งล่าสุด บริษัท อินโนเวชั่น สเตป ที่ได้รับเลือกรายใหม่นี้ เสนอราคาบัตรที่ใบละ 22 บาท เพราะเป็นผู้นำเข้าบัตรโดยตรง 
 

รับอานิสงส์อาฟต้า เซเรบอสลุยส่งออกอาหารเสริมรังนก

February 1, 2010

 เซเรบอส จ่อคิวลุยส่งออกเต็มสูบ รับอานิสงส์อาฟต้าภาษีนำเข้า 2-3ปี เหลือ 0% เท 40 ล้านบาท โหมแบรนด์รังนกลุยซีซันนัล มาร์เก็ตติง ผุดแคมเปญโฆษณารับวาเลนไทนส์ หวังขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่-วัยทำงาน สิ้นปีรั้งบัลลังก์ผู้นำตลาดรังนกกวาดแชร์ 63% จาก 61% 
 
 นายตุลย์ วงศ์ ศุภสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไปการจัดการุรกิจและการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อแบรนด์รังนก เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนขยายตลาดส่งออกในเชิงรุกมากขี้น หลังจากผลจากการเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ส่งผลให้ภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดลงจาก 20% เหลือ 5% ในปีนี้ และในอีก 2-3 ปี เหลือ 0%จากปัจจุบันบริษัทผลิตเพื่อส่งออก 50% อาทิ เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา ฯลฯ ซึ่งตลาดเติบโตมากกว่า 15% และภายในประเทศ 50% 
 
 สำหรับแผนการตลาดในประเทศไทย ล่าสุดได้ทุ่มงบ 40 ล้านบาท ภายใต้การทำตลาดซีซันนัล มาร์เก็ตติ้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2549 เพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ของแบรนด์รังนกสื่อรัก แทนความห่วงใย เพื่อมอบแด่คนที่คุณรักในทุกเทศกาล ล่าสุดรับเทศกาลวันวาเลนไทนส์ ด้วยการเปิดตัวแคมเปญโฆษณาดูแลรัก ให้มากขึ้นทุกวัน ด้วยแบรนด์รังนกแท้โดยเปิดตัวแอมบาสเดอร์คู่รักอ้อม- พิยดา และอาท – ศรา จุฑารัตนกุล นำเสนอการดูแลกันและกันหลังจากการแต่งงานของคู่รัก เพื่อตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ของสินค้า 
 
 นายตุลย์ กล่าวว่า นโยบายการตลาดปีนี้บริษัทใช้กลยุทธ์อีโมชันนัล มาร์เก็ตติง เพื่อสร้างการจดจำ และความชื่นชอบจากผู้บริโภค พร้อมกับดำเนินการตลาดเชิงรุกตามเทศกาลต่างๆ อาทิ วันแม่ โดยเฉพาะเทศกาลวันวาเลนไทนส์ จะช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่หรือวัยทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป จากเดิมฐานลูกค้าหลักอายุ 30-40 ปี พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เปิดตัวสินค้ารุ่นลิมิเต็ดรังนกทอง 5 ขวด ราคา 1,990 บาท รับกับวันวาเลนไทนส์ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าใหม่ 2-3 ตัว 
 
 สำหรับตลาดรังนกปีนี้มูลค่า 2,500 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 10% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยยอดขายปีนี้ตั้งเป้าโต 12% หรือตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดด้วยการครองส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น 61% เป็น 63% ส่วนสก๊อต 33% และแบรนด์รังนกยังครองความเป็นในทุกช่องทาง อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต 56% ร้านสะดวกซื้อ 70% และโชว์ห่วยกว่า 80%อย่างไรก็ตามจากการดำเนินการตลาดในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทนส์ตั้งเป้ายอดขายโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงปกติยอดขายทรงตัว 
 

ทรูคอฟฟี่ลุยจีนเองไม่ขายสิทธิ์

February 1, 2010

 ทรูคอฟฟี่ ผ่อนคันเร่งสาขาใหม่ในไทย เปิดใหม่ประมาณ 10 แห่ง ย้ำปีนี้ขอลุยอัพเกรดเรื่องบริการเต็มที่ ส่วนต่างประเทศมีอีก 3 ที่ ย้ำตลาดจีนขอลุยเองมั่นใจเห็นแน่ปีนี้ 
 
 
 นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารร้านทรูคอฟฟี่ เปิดเผยว่า ในปีนี้ทรูคอฟฟี่วางแผนที่จะเปิดสาขาใหม่ไม่มากนัก ประมาณ 10 กว่าแห่ง เนื่องจากต้องการที่จะหันมาเน้นและปรับปรุงด้านการบริการให้ดีและเพิ่มมากยิ่งขึ้นแม้ว่าทุกสาขาที่เปิดมาจะมีกำไรแล้วก็ตาม หลังจากที่ได้เปิดตัวธุรกิจนี้มาประมาณ 5 ปีแล้ว และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ขณะที่ปีที่แล้วเปิดสาขาใหม่ประมาณ 12 แห่ง 
 
 สำหรับสาขาใหม่ในไทยปีนี้เช่น รัตนโกสินทร์พิพิธภัณฑ์ประเทศไทย, เชียงใหม่, หัวหิน เซ็นทรัลลาดพร้าว((หลังจากรีโนเวทเสร็จ) เป็นต้น ส่วนต่างประเทศจะขายแฟรนไชส์จะเปิดใหม่ที่ เวียงจันทน์ เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น ซึ่งจะขายรูปแบบแฟรนไชส์รายเดี่ยว ส่วนจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ บริษัทฯมีนโยบายที่จะเข้าไปลงทุนเองไม่ขายแฟรนไชส์ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ คาดว่าจะเห็นได้ในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันในต่างประเทศมีทรูคอฟฟี่เปิดบริการเพียงแห่งเดียวคือที่เวียงจันทน์ ขณะที่โดยรวมทั้งหมดแล้วปัจจุบันมีสาขารวมประมาณ 45 แห่ง โดยในไทยมีแฟรนไชส์ 7 สาขา 
 
 ล่าสุดเปิดสาขาใหม่แห่งที่ 45 ที่ทรูคอฟฟี่ แฟล็กชิบชอป @ ดิจิทัล เกตเวย์ ลงทุน 8 ล้านบาท มีพื้นที่ 240 ตารางเมตร ชั้น 1 ตึกทรูดิจิทัลเกตเวย์สยามสแควร์ ซึ่งจะเป็นต้นแบบร้านทรูคอฟฟี่ ที่สมบูรณ์ที่สุด ตามแนวคิดหลัก ความสมบูรณ์ทั้ง 5 ส่วนคือ 1.อาหารและเครื่องดื่ม 2.ความเร็วออนไลน์ มีเซิร์ฟเน็ตแบบไฮสปีดสูงสุด 16 เมก หรือออนไลน์ผ่าน WiFi และ 3G 3.การบริการครบครัน4.การเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ และ5. ทีมงานที่มีความชำนาญ 
 
 สำหรับผลประกอบการเมื่อปีที่แล้วพบว่า มีรายได้รวมประมาณ 200 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 40% มากกว่าปรกติที่เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี เนื่องจากมีการเปิดสาขาใหม่ๆและมีการทำตลาดต่อเนื่อง 
 
 นายปพนธ์กล่าวว่า เรื่องแบรนด์ลอยัลตี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในการทำธุรกิจ ซึ่งแม้เต่ธุรกิจร้านกาแฟก็เช่นเดียวกัน และทรูคอฟฟี่เองก็มีความชัดเจนและแข็งแกร่งในเรื่องของการเป็นร้านกาแฟที่มีความเป็นลอยัลตี้แบรนด์ค่อนข้างสูงจากผู้บริโภค เพราะเราไม่ใช่เป็นแค่ร้านกาแฟธรรมดา แต่เราเป็น ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ 
 
 เราเป็นเชนกาแฟไทยที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งเชนกาแฟอย่างมาก เช่นไม่มีเชนกาแฟรายใดที่มีสิทธิ์ขายแบล็คเบอร์รี่และไอ-โฟน เหมือนร้านเรา หรือบริการอื่นๆด้านการสื่อสารที่สมบูรณ์เหมือนเรา หรือการใช้ไอโฟนสั่งเมนูเครื่องดื่มและอาหารที่ร้านทรูคอฟฟี่ล่วงหน้าเริ่มวันที่ 1 มีนาคมนี้ เป็นต้น 
 

สสว.ชงแผน SMEs แนวใหม่ เน้นศก.สร้างสรรค์-วิสาหกิจเพื่อสังคม

February 1, 2010

 ผอ.สสว. ประกาศให้การเร่งพัฒนา SMEs ภายใต้แนวนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ SMEs กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นเรื่องหลักประการหนึ่งในยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการพัฒนา SMEs ในระยะใกล้และกลาง โดยจะระดมเครื่องมือสำคัญเข้าขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งโครงการบ่มเพาะธุรกิจ, Seed Fund, ระบบบริการข้อมูลองค์ความรู้ ระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา, เครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ฯลฯ โดยนำเสนอไว้บนเวทีสัมมนาระหว่างประเทศในงาน THAILAND SME EXPO 2010 ซึ่งจัดโดย สสว. ในการสนับสนุนของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553 
 
 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ขึ้นเวทีอภิปรายหัวข้อแนวคิดใหม่ในนโยบายส่งเสริม SMEs: กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเติบโต อันเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศเรื่อง ยุทธศาสตร์ยุคหลังวิกฤตเพื่อการพัฒนา SMEs จุดประเด็นสำหรับผู้กำหนดนโยบาย หรือ Post-Crisis Strategies for SMEs Development: Emerging Issues for Policy Makers 
 
 โดยนายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนา SMEs ของไทย ซึ่งอิงอยู่บนนโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม และแผนแม่บทการพัฒนา SMEs ฉบับที่ 2 นั้น จะประกอบด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs ไปสู่ความยั่งยืน การสร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก และการสนับสนุนความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ 
 
 ทั้งนี้ SMEs ในภาคการผลิต ภาคการค้า และภาคบริการ อาทิ SMEs กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ อัญมณี ฯลฯ อีกทั้งกลุ่มบริการด้านโรงแรม ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฯลฯ จะได้รับการส่งเสริมให้ยกระดับศักยภาพ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและรักษาพลังการเติบโตให้ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การสร้างเครือข่ายเพื่อรุกไปในตลาดนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่ง สสว.กำลังเร่งดำเนินการผ่านโครงการ SMEs Flying Geese 
 
 ในขณะที่ ยุทธศาสตร์การสร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่ SMEs ที่อยู่ในพื้นที่ภูมิภาค โดยเฉพาะ กลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจแนวสร้างสรรค์ (Creative Economy) รวมทั้งกลุ่มที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งจะสอดรับกับนโยบายที่ทางรัฐบาลเตรียมผลักดันและตั้งเป้าจะออกมาตรการสนับสนุน 
 
 เมื่อตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวเปิดงาน Thailand SME Expo 2010 ท่านได้ประกาศแล้วว่า รัฐบาลของท่านกำลังเตรียมมาตรการส่งเสริม SMEs ในกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อให้อยู่รอดได้ แข่งขันได้ เพราะมองว่าจะได้เป็นกลไกสำคัญไปสนับสนุนในทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการแก้ปัญหาทางสังคมของประเทศ ในส่วนของสสว.เองก็ได้เริ่มดำเนินการในส่วนนี้เช่นกัน เรามีเครื่องมือพร้อมอยู่แล้ว ผอ.สสว.กล่าว 
 
 นอกจากนั้น นายยุทธศักดิ์ชี้ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมที่พัฒนาขึ้นมาจากการรวมตัวในชุมชน เช่น สหกรณ์ประเภทต่างๆ ก็ควรที่จะเร่งส่งเสริม เพราะนอกจากที่สมาชิกสหกรณ์สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้แล้ว ยังเป็นช่องทางการกระจายรายได้ตรงไปถึงเศรษฐกิจระดับฐานราก ซึ่งเป็นองคาพยพสำคัญในกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย 
 
 ในการผลักดันยุทธศาสตร์ใหม่ของ สสว. ให้สามารถส่งเสริมให้ SMEs ประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นความเชื่อมั่นในการลงทุนกับธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสเกลระดับทั่วประเทศ ทั้งในกลุ่ม SMEs ที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว บรรดาผู้ประกอบการใหม่ และผู้ที่เตรียมจะมาเป็นผู้ประกอบการ 
 
 ส่วนทางด้านเครื่องมือส่งเสริม สสว.ได้สร้างระบบการส่งเสริมสนับสนุนไว้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุนทางการเงินโดยตรงด้วย Seed Fund และการประสานงานกับสถาบันการเงินของภาคร้ฐและเอกชนเพื่อให้มีระบบการสนับสนุนทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ สสว.จะสร้างกลไกเพิ่มเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือทางการเงินของ SMEs โดยจะนำโมเดลของระบบมารุเคของญี่ปุ่นมาใช้ 
 
 นอกจากนั้น ยังมีเครื่องมือสนับสนุนด้วยระบบบริการข้อมูลองค์ความรู้ ระบบพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา และการสนับสนุนด้านการออกแบบ และการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งระบบบ่มเพาะธุรกิจ 
 ในเวลาเดียวกัน ปัจจัยเอื้อที่สำคัญมากเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ คุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนเพื่อขยายในด้านการตลาดให้แก่ SMEs คือมาตรการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ 
 
 ผอ.สสว.ได้กล่าวเพิ่มเติมหลังเวทีการอภิปรายว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprises เป็นองค์กรธุรกิจที่ใช้ยุทธศาสตร์การตลาดไปสร้างคุณูปการแก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี วิสาหกิจแบบนี้ยังมุ่งสร้างผลกำไร เพียงแต่ไม่ได้มีอุดมการว่าจะต้องทำกำไรสูงสุด ดังนั้น วิสาหกิจเพื่อสังคมมักจะเลือกลงทุนประกอบการอยู่ในหมวดธุรกิจที่สร้างสรรค์สังคม อีกทั้งแก้ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งธุรกิจเกี่ยวกับสินเชื่อรายย่อยที่เอื้อเฟื้อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพวกผู้ประกอบการเล็กๆ เช่น ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ในบังกลาเทศ 
 

Next Page »