โฆษณาบอลโลกสะพัดทีวี3พันล.เปิดโปรแกรมเพิ่มอุ่นเครื่องรับเละ

February 3, 2010

 บอลโลกมาแรง คาดเม็ดเงินโฆษณาทางทีวีสะพัดร่วม 3,000 ล้านบาท เจ้าของสินค้าแห่ซื้อโฆษณาร่วมสปอนเซอร์รับโปรแกรมบอลโลกทะลัก ล่าสุดเปิดโปรแกรมเพิ่มรายการอุ่นเครื่องรับโฆษณาอีก 20 ราย มั่นใจรายได้จากบอลโลกทะลุ 700 ล้านบาท จากเป้าเดิม 500 ล้านบาท 
 
 นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ จากที่บริษัทได้ลิขสิทธิ์บริหารจัดการการถ่ายทอดสดแบบครบทุกรูปแบบ ไบนารี่ออฟชั่น คืออะไร ล่าสุดในส่วนของการถ่ายทอดสด จากเดิมที่ร่วมกับพันธมิตรเพียงช่อง 3 และช่อง 7 นั้น พบว่าไม่สามารถถ่ายทอดสดได้ครบทุกแมทช์การแข่งขัน จึงได้มีการซื้อเวลากับทางช่อง 9 และช่อง 11 
 เข้ามาช่วยอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้คนไทยได้รับชมการแข่งขันครบ 64 แมทช์ 
 
 โดยในส่วนของทางช่อง 9 นั้น จะมีการร่วมถ่ายทอดสดจำนวน 12 แมทช์ ส่วนใหญ่ จะเป็นช่วง 18.00น. และ20.30น. ส่วนทางด้านช่อง 11 จะร่วมถ่ายทอดการแข่งขันที่ 14 แมทช์ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลา 20.30 น. เป็นหลักเช่นกัน โดยการร่วมถ่ายทอดสดครั้งนี้ จะเป็นช่วงวันที่มีการแข่งขันชนกัน หรือในเวลาเดียวกันมีการแข่งขันหลายคู่ 
 
 นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องของสปอนเซอร์สนับสนุนการถ่ายทอดสดครั้งนี้ ในระดับแพททินัม แพกเกจ ราคาแพกเกจที่ 50 ล้านบาท มีทั้งสิ้น 4 ราย คือ เบียร์ช้าง, ยามาฮ่า, เคลียร์ เมน และ โคคา โคล่า และโควสปอนเซอร์ แพกเกจ อีก 10 ราย ราคาแพกเกจที่ 30 ล้านบาท อาทิ เช่น เซ็นทรัลเวิล์ด, 
 สยามพารากอน, ไวตามิ้ลด์, นีเวีย, กระทิงแดง, แอลเอ ไบซิเคล, โซนี่, สี เบเยอร์,ธ.ทหารไทย และเอสซีจี เชื่อว่าพอถึงช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกจริงๆ จะมีสินค้าที่ร่วมเกาะกระแสฟุตบอลโลกอีกมาก หรือในแง่ของเม็ดเงินโฆษณามทางโทรทัศน์ในช่วงนี้แล้ว เชื่อว่าจะสะพัดถึง 3,000 ล้านบาท 
 
 ทั้งนี้มองว่ากระแสการแข่งขันฟุตบอลโลก ไม่ได้ช่วยให้ภาพรวมโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์เติบโตขึ้นได้มากนัก เพราะรายได้ในส่วนนี้คิดเป็น 1% ของรายได้โฆษณาทางสื่อโทรทัศน์มูลค่า 50,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่เมื่อมองในภาพรวมแล้ว เชื่อว่าสิ้นปี 2553 นี้ ตลาดโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ น่าจะเติบโตขึ้นราว 3% โดยมีปัจจัยบวกมาจากสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก 
 
 นายสมพงษ์ อัชฌานุเคราะห์ ผู้จัดการฝ่าย สังกัดสำนักประธานกรรมการ สถานีโทรทัศน์ กองทัพบกช่อง 7 กล่าวเสริมว่า รายได้จากการขายสปอนเซอร์ครั้งนี้ คาดว่าจะทำได้ถึง 600 ล้านบาท โดยกว่า 500 ล้านบาท มาจากแพททินัมแพกเกจ และโควสปอนเซอร์แพกเกจ และอีก 100 ล้านบาท จะมาจากการที่ทางพาร์ทเนอร์ทั้ง 3 ราย คือ อาร์เอส, ช่อง3 และช่อง 7 ยังได้มีการจัดทำโปรแกรมรายการอุ่นเครื่องเกี่ยวกับฟุตบอลโลก ในช่วงเวลาบ่ายและช่วงเย็นของวันธรรมดาก่อนถึงการแข่งขัน เพิ่มเข้ามาตามแผนที่วางไว้ด้วย โดยทั้ง 4 ช่องที่ร่วมถ่ายทอดสดการแข่งขัน จะมีรายการอุ่นเครื่องนำเสนอช่องละ 2 รายการ เพื่อรองรับสินค้าต่างๆที่ต้องการซื้อโฆษณาร่วมสนับสนุนการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้อีกประมาณ 20 ราย ซึ่งมีราคาแพกเกจการขายที่ 5 ล้านบาท 
 
 อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างวันที่ 11 มิ.ย. -11 ก.ค. นี้นั้น ทางอาร์เอสฯยังมีช่องทางเพิ่มรายได้เข้ามาอีกส่วนหนึ่ง คือการจัดเก็บค่าลิขสิทธ์ในส่วนของร้านค้าเชิงพาณิชย์ และโรงแรม โดยปีนี้จะมุ่งประชาสัมพันธ์ให้รับทราบให้มากขึ้น เชื่อว่ารายได้จากส่วนนี้จะเพิ่มเข้ามาอีกเกือบ 100 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ที่จะมาจากการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ น่าจะมีรายได้ถึง 700 ล้านบาท 
 

อิมแพ็คฯเร่งรีแบรนด์สู้ศึกทุ่มกว่า2พันล.อัพเกรดศูนย์ฯ

February 3, 2010

 ธุรกิจศูนย์การประชุมและแสดงสินค้าแข่งเดือด อิมแพ็ค หันรีแบรนดิ้ง ครั้งใหญ่ รอบ 10 ปี หลังประกาศอัดงบกว่า 2 พันล้านบาท รีโนเวต พื้นที่และผุดโรงแรม ล่าสุดชูจุดขาย การสร้างวัฒนธรรมองค์กรพันธมิตรสู่ความสำเร็จ ก่อนประกาศชัยติด 1 ใน 5 สถานที่ให้บริการไมซ์ครบวงจรในเอเชีย 
 
 
 นายพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ iq option บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า แผนการพัฒนาศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม บริษัทฯใช้งบประมาณทั้งสิ้นราว 2,150 ล้านบาท เป็นแผนระยะ 3 ปี ระหว่างปี 2552-2554 แบ่งเป็น ลงทุนเพื่อพัฒนาอุปกรณ์และอาคารเพื่อให้สนองตอบความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เช่น การสร้างอิมแพ็คโฮเต็ลมูลค่ารวม 2,000 ล้าน การสร้างอาคารจอดรถระบบข้อมูลอัจฉริยะ 100 ล้านบาท การติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดทั่วบริเวณอิมแพ็คเพื่อความปลอดภัย มูลค่า 10 ล้านบาท ตลอดจนการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 40 ล้านบาท เป็นต้น 
 
 นอกจากนั้นยังได้ว่าจ้างบริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด เพื่อมาดำเนินการวางแผนรีแบรนด์ และกำหนดยุทธศาสตร์การตลาดใหม่ให้แก่ อิมแพ็คฯ โดยเป้าหมายคือต้องการยกระดับการให้บริการของอิมแพ็คฯให้เป็นศูนย์ที่ให้บริการด้านงานประชุมและแสดงสินค้าแบบครบวงจรประกอบด้วยการให้บริการศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม บริการปรึกษา บริการด้านการท่องเที่ยว และโรงแรม ซึ่งถือเป็นการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ที่อิมแพ็คฯได้เปิดให้บริการมา 
 
 ทั้งนี้ อิมแพ็คฯจะพัฒนาบริการโดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรพันธมิตรสู่ความสำเร็จ (Partnership for Success) โดยคำนึงถึงความสำเร็จของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยองค์ประกอบด้านแบรนด์ที่สำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ 1.การเป็นคู่หูผู้เชี่ยวชาญ (Proficient Partner) 2.การเป็นมืออาชีพที่บริการด้วยใจ (Passionate Professional) 3.สถานที่แสดงสินค้าและการประชุมที่พร้อมด้วยอุปกรณ์ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Progressive Platform) และ 4. การมีทางเลือกสำหรับลูกค้าที่สมบูรณ์แบบ (Personalized Solution) 
 
 นอกจากนั้น อิมแพ็คฯให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ในระดับปฏิบัติการและระดับบริหารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของพนักงานในการให้บริการแก่ลูกค้า ด้วยการจัดฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยกำหนดให้การสร้างวัฒนธรรม พันธมิตรสู่ความสำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับพนักงานหรืออีอาร์เอ็ม (Employee Relationship Management: ERM) 
 
 นอกจากนี้ยังแต่งตั้งตัวแทนพนักงานให้เป็นกลุ่มพลังหรือ Partnership for Success Ambassador เพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมภายในองค์กรและกระตุ้นให้พนักงานอิมแพ็คฯทำงานเป็นทีมอีกด้วย 
 
 จากแผนงานที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้บริษัทมั่นใจว่า อิมแพ็คฯ จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า (Solution) ได้อย่างครบถ้วน ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการให้บริการสถานที่ จัดแสดงสินค้าและการประชุม แบบครบวงจร เพราะมีโรงแรมระดับมาตรฐานสากลไว้คอยบริการเป็นทางเลือกให้แก่ผู้มาร่วมงาน ได้เลือกพักใกล้สถานที่จัดงาน อิมแพ็คฯยังสามารถให้บริการโรงแรมที่ได้มาตรฐานระดับสากล บริการอาหารและเครื่องนอกจากนั้นอิมแพ็คยังมีบริการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และนำเที่ยวแบบครบวงจรด้วยบริการของโทเทิ่ล เรสเซอร์เวชั่น ตั้งเป้าหมายให้อิมแพ็คฯเป็นศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการชั้นนำของประเทศ และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านไมซ์ติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย ภายใน 5 ปี นับจากนี้ 
 

อินเด็กซ์ฯรุกตลาดพิพิธภัณฑ์ ชี้อีเวนต์ภูธร-ไซส์เล็กมาแรง

February 3, 2010

 อินเด็กซ์ ดึง โคโคโร่ เจ้าตลาดหุ่นยนต์ระดับ 1 ใน 3 ของโลก เดินหน้าลุย ตลาดพิพิธภัณธ์มีชีวิต หวังกระจายความเสี่ยง สานต่อกลยุทธ์เครือข่ายใยแมงมุม เชื่อปีนี้ตลาดอีเวนต์ติดลบ ขอสวนกระแสคว้ารายได้โตอีก 20 % แตะ 1,800 ล้านบาท หลังปีก่อนทำได้ตามเป้าที่ 1,505 ล้านบาท เติบโต 11% 
 
 นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2552 ที่ผ่านมา ที่ทางบริษัทได้มีการปรับตัวและวางแผนการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์แบบเครือข่ายใยแมงมุม หรือ Spider Web ในสถานการณ์ที่สภาพเศรษฐกิจและการเมืองยังไม่นิ่งได้ส่งผลให้บริษัทสามารถทำรายได้เติบโตตามเป้าที่วางไว้ที่ประมาณ 11% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,505 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ คาดว่าจะสามารถทำรายได้เติบโตได้อีก 20% คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาท 
 
 โดยการเติบโตดังกล่าวมีทั้งมาจากบิสซิเนสยูนิตใหม่อย่าง binary option กับ forex เพอร์เซอนัล แบรนด์ดิ้ง ที่มีรายได้เข้ามา 59.50 ล้านบาท, ออนไลน์ เอเจนซี่ มีรายได้ที่ 7.65 ล้านบาท และอินเตอร์แรคทีฟ มีเดีย อีก 0.09 ล้านบาท ซึ่งรายได้หลักยังมาจากกลุ่มธุรกิจอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง โดยปีนี้ทำรายได้มาเป็น 908.43 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% จากปีก่อนที่ทำได้ 780.03 ล้านบาท 
 
 อย่างไรก็ตามในแง่ของภาพรวมตลาดอีเวนต์ปีที่ผ่านมาเชื่อว่าจะติดลบ ส่วนในปีนี้กลับมองว่าหากไม่รวมเอาปัจจัยลบเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็น กรณีของการแก้รัฐธรรมนูญ, การยุบสภา, และคดียึดทรัพย์แล้ว เชื่อว่าตลาดอีเวนต์น่าจะกลับมาเติบโตขึ้นราว 5% โดยมีปัจจัยบวกจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น 
 
 เจ้าของสินค้าเริ่มมั่นใจและกลับมาใช้งบจัดงานอีเวนต์สูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มทิศทางของธุรกิจอีเวนต์ในปีนี้ คาดว่าจะเริ่มออกไปยังตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความต้องการการจัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯเริ่มอิ่มตัวแล้ว ขณะเดียวกันขนาดของการจัดอีเวนต์จะมีขนาดระดับกลางถึงเล็กเป็นหลัก 
 
 นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านอีเวนต์ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กจะมีรายได้ดีกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ที่ต้องมีเรื่องต้นทุนและความรับผิดชอบต่างๆที่สูงกว่า ซึ่งในส่วนของอินเด็กซ์เองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และวิธีการทำงาน รวมถึงแสวงหาธุรกิจใหม่ๆเข้ามาเสริมและกระจายความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง 
 
 ดังนั้นแผนการดำเนินงานของอินเด็กซ์ในปี 2553 นี้ จะยังคงเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ สไปเดอร์ เวบ พร้อมทั้งได้มีการพัฒนาและสานต่อโครงการธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นอีก 10 โครงการในปีนี้ ล่าสุด ได้ร่วมกับทาง บริษัท โคโคโร่ จำกัด ในเครือ ซานริโอ้ (ประเทศญี่ปุ่น)ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตหุ่นยนต์ ในการเข้ามารุกตลาดด้านการทำพิพิธภัณฑ์มีชีวิตในประเทศไทย ตลอดจนการจัดอีเวนต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เบื้องต้น ในปีนี้ จะเริ่มเห็นรายได้จากการขายหุ่นยนต์เป็นหลัก คิดเป็นรายได้ที่ 30-40 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าเชื่อว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาทได้แน่ 
 
 การเข้ามารุกในตลาดพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้ เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังให้ความสนใจและต้องการให้พิพิธภัณฑ์มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันตัวเลขพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยทั้งหมด ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น มีไม่ต่ำกว่า 1,000 แห่ง ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก นายเกรียงไกรกล่าว 
 

สปอนเซอร์หลัก ทุ่มงบกว่า400ล. ลุยกิจกรรมรับฟุตบอลโลก

February 3, 2010

 กระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ ทัพสินค้าแห่ลุยกิจกรรม 4 สปอนเซอร์ใหญ่ เบียร์ช้างเคลียร์เมน-โค้ก-ยามาฮ่า เกือบ 400 ล้านบาท อัดแคมเปญเต็มสูบปลุกยอดขาย -เสริมภาพลักษณ์แบรนด์ 
 
 นายชาลี จิตจรุงพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ช้าง, อาชา เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบ 150 ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจกรรมการตลาด ช้าง เวิลด์ คัพ รับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งไทยเบฟฯ ใช้งบ 50 ล้านบาท เป็น1ใน4 สปอนเซอร์หลักการสนับสนุนถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่แอฟริกา โดยปีนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 3 สำหรับไทยเบฟฯเข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์หลัก และเป็นครั้งแรกที่บริษัทจะดำเนินการตลาดในเชิงรุก 
 
 สำหรับปีนี้บริษัทได้จัดลานเบียร์ช้างการ์เด้นทั่วประเทศครั้งแรก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก พร้อมถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 64 แมทช์ ในช่วงเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม นี้ ภายใต้การใช้งบลงทุน 2-3 ล้านบาทต่อแห่ง และมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ป้ายบิลบอร์ด กิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเชียร์ฟุตบอลและตอกย้ำการรับรู้ตราสินค้า ส่วนการดำเนินกิจกรรมหรือทำโปรโมชั่นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดต่อพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปีแรกเราเป็นสปอร์นเซอร์ถ่ายทอดสด โดยไม่มีโฆษณาคั่น และปีนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ดำเนินการตลาดเต็มรูปแบบ 
 
 สำหรับกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ จะส่งผลให้ตลาดเบียร์มูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท ปีนี้กลับมามีอัตราการเติบโต 10% เนื่องจากในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างไตรมาส 2 ซึ่งปกติเป็นช่วงโลว์ซีซันของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดขายไม่มีการเติบโตมากนัก หรือเติบโตเพียง 8% แต่การแข่งขันฟุตบอลโลกจะผลักดันให้ยอดขายเบียร์ช้างมีอัตราการเติบโต 10-15% ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดเบียร์เมื่อปีที่ผ่านมา ไม่มีอัตราการเติบโต 
 
 นายชาลี กล่าวว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกปีนี้ บรรยากาศต่างๆ เอื้อให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอย กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะเวลาการถ่ายทอดสดที่ไม่ดึกมากและเป็นช่วงเวลาไพร์มไทม์สำหรับการชมการถ่ายทอดสด ซึ่งเชื่อว่าสินค้าต่างๆ จะแข่งขันกันเปิดตัวแคมเปญและกิจกรรมการตลาดอย่างรุนแรง 
 
 ทั้งนี้จากกระแสฟุตบอลฟีเวอร์ ทำให้ขณะนี้มีเบียร์นำเข้าเริ่มเข้ามาทำตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายไฮเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากการเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ส่งผลให้ภาษีนำเข้าเบียร์ลดลง 0% และคาดว่าจะมีเบียร์ต่างประเทศเข้ามาทำตลาดอีกภายในปีนี้ อย่างไรก็ตามการเข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์หลักการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ยังผลักดันให้สิ้นปีนี้ในแง่คอร์ปอแชร์ของบริษัทไทยเบฟฯ มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 35% เป็น 40% หรือไล่ผู้นำตลาดเบียร์สิงห์ ซึ่งมีส่วนแบ่ง 47-48% และปี 2554 เบียร์ช้างตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำตลาด 
 
 บริษัทยังใช้กลยุทธ์ซีซันนัล มาร์เก็ตติ้ง จัดเทศกาลลานเบียร์ต้อนรับในช่วงวันวาเลนไทน์ เป็นปีแรกที่บริษัทสร้างสรรค์วันแห่งความรัก โดยใช้งบ 20-30 ล้านบาท จัดลานเบียร์การ์เด้น สปาร์กกิ้ง วาเลนไทน์ ด้วยกัน 10 แห่ง ระหว่างวันที่ 8 -21 กุมภาพันธ์ นี้ อาทิ ที่ ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน เป็นต้น 
 
 *****ลีเวอร์หนุนบอลโลกสร้างตลาดผู้ชายเสริมหล่อ**** 
 
 นางวรรณิภา ภักดีบุตร รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแชมพูขจัดรังแคแบรนด์เคลียร์ เมน เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบ 50 ล้านบาท หรือจากงบสปอนเซอร์หลักการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ด้วยกัน 4 แบรนด์ คือ โค้ก ,ยามาฮ่า เบียร์ช้าง และเคลียร์ เมน โดยรวม 200 ล้านบาท และยังได้เปิดตัวแอมบาสเดอร์ระดับโลกคริสเตียโน โรนัลโด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 
 
 เป็นครั้งแรกของแชมพู เคลียร์ เมน ที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก ซึ่งเป้าหมายต้องการสร้างตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายในประเทศไทย ให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดกำลังอยู่ในช่วงของการเริ่มสร้างตลาด โดยมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท 
 
 ****โค้ก-ยามาฮ่าอัดกิจกรรมบอลโลกเต็มสูบ***** 
 
 นางสาวกรอบแก้ว ปันยารชุน ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำอัดลมโค้ก กล่าวว่า บริษัทได้ทุ่มงบ 120 ล้านบาท ดำเนินกิจกรรมการตลาดรับการแข่งขันฟุตบอลโลกปีนี้ ซึ่งช่วยตอกย้ำกลยุทธ์ด้านสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากโค้กเป็นสินค้าที่ให้การสนับสนุนการแข่งขันระดับฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ กว่า 60 ปี 
 
 นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 70 ล้านบาท จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดยามาฮ่า ฉลองยอดขายออโตเมติก 2 ล้านคัน ผู้โชคดีในแคมเปญจะได้รับแพกเกจทัวร์ชมฟุตบอลโลกที่ประเทศแอฟริกา เป็นต้น 
 
 นอกจาก 4 รายหลักที่ใช้งบร่วมกว่า 390-400 ล้านบาทแล้ว การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ยังมีสินค้าร่วม 10 แบรนด์ เป็นสปอนเซอร์ ได้แก่ เครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ไวตามิ้ลค์ นีเวีย สยามพารากอน โซนี่ และจักรยานแอลเอ เป็นต้น 
 

เตรียมซื้อพันธบัตรคลัง

February 2, 2010

 ”เรียกรถคืน” กำลังจะกลายเป็นแฟชั่น เริ่มจาก 28 ม.ค. “โตโยต้า” ได้เรียกคืนรถยนต์ในสหรัฐฯ 2.2 ล้านคัน ยุโรป 1.8 ล้านคัน สาเหตุคันเร่งมีปัญหาในรุ่นไฮแลนเดอร์ ปี 2008-2009 โคโรลลา ปี 2009-2010 เวนซา ปี 2009-2010 เมทริกซ์ ปี 2009-2010 และปอนเตียก ไวบ์ ปี 2009-2010 กรณีนี้ส่งผลให้ “โตโยต้า” กลังจะเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐ โดยยอดส่งมอบรถในสหรัฐฯ ลดลง 4.6% ราคาหุ้นร่วงลงหนักสุดในรอบ 4 ปี งานนี้ “จีเอ็ม” “ฟอร์ด” และ “ไครส์เลอร์” นั่งยิ้ม เพราะได้เค้กก้อนใหญ่… 
   
 ขณะที่ผู้บริหารโตโยต้ายังไม่ทันชี้แจงรายละเอียด 2 วันให้หลังหรือวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา “ค่ายฮอนด้า” ประกาศเรียกรถคืนเช่นกัน เห็นว่าทั่วโลกรวม 6.4 แสนคันทั่วโลก เฉพาะในไทย 2.7 พันคัน เป็นรุ่นแจ๊สกับซิตี้ เหตุเจอปัญหาน้ำรั่วเข้าบริเวณสวิตช์กระจกประตูด้านคนขับทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรเกิดไฟไหม้ เป็นเหตุให้เด็ก 2 ขวบที่แอฟริกา “เสียชีวิต”… 
   
 ยังไม่จบ ล่าสุดวานนี้ (1 ก.พ.) “เปอโยต์-ซีตรอง” ค่ายรถยนต์จากฝรั่งเศส แถลงเรียกรถคืน 1 แสนคัน อ้างว่ายังไม่มีความเสียหายแต่ป้องกันไว้ก่อน “เปอโยต์” เกรงว่ารถเปอโยต์รุ่น 107 และซีตรอง ซี 1 จะมีปัญหาคันเร่งค้าง เพราะผลิตโรงงานเดียวกับ “โตโยต้า” ไม่รู้จะมียี่ห้อไหนตามมาอีก!!… 
   
 แบงก์ชาติ โดยรองฯ “บัณฑิต นิจถาวร” แถลงนโยบายรับมือเงินทุนต่างชาติไหลบ่า โดยผ่อนคลายกฎระเบียบให้เอื้อต่อการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น การอนุญาตให้นิติบุคคลลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ “ได้ไม่จำกัดจำนวน” ขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศจากที่เคยอนุมัติให้ กลต.จัดสรร 30,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 50,000 ดอลลาร์ การขยายวงเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศจาก 5 เป็น 10 ล้านดอลลาร์ การอนุญาตให้บริษัทในไทยให้กู้แก่บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือได้ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดทั้งปวง เพื่อรับมือกับคาดการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในปีนี้ที่คาดว่าจะมีความผันผวนและลดการแข็งค่าของเงินบาท… 
   
 ส่วนใครที่สนใจลงทุนพันธบัตร “ไม่ต้องรอนาน” กระทรวงการคลังจะเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ล็อตที่ 2 วงเงิน 70,000-100,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยราว 4% อายุ 6 ปี ดีเดย์วันผู้สูงอายุเดือน เม.ย.นี้ แนวโน้ม “ขายเกลี้ยง” ไม่แพ้ล็อตแรก… 
   
 ยิ่งเห็นคนแห่ซื้อ “สลากออมสินพิเศษ 5 ปี” ของธนาคารออมสิน ที่เปิดรับฝากเมื่อ พ.ย. 52 “เกินเป้า” ยอดทะลุ 120,000 ล้าน ทั้งๆ ที่เป้าหมาย 6 เดือน (2 พ.ย.52 30 เม.ย.53) หรือช่วงโปรโมชั่นตั้งไว้เพียง 100,000 ล้าน ขึ้นทำเนียบผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ “ฮ็อตสุดๆ”… 
   
 เบื้องหน้าเบื้องหลังที่สลากออมสินรุ่นนี้ ครองใจผู้ฝากเงินได้มากมายขนาดนี้ เป็นอื่นไม่ได้ นอกจากให้ผลตอบแทนสูงถึง 7.50 บาท แถมจี๊ดจ๊าดด้วยการลุ้นขี่ “น้องเบนซ์-พรชิตา” ไม่ใช่สิ!! เบนซ์ C200 KOMPRESSOR จำนวน 10 คัน ไม่พอ! ยังได้ลุ้นรางวัลเลขสลากอีก 60 หน เรียกว่า “รู้ใจคนไทย”!! 
   
 ”เลอศักดิ์ จุลเทศ” บอสออมสิน ยกตัวอย่างผู้โชคดี อย่างงวด 1 ม.ค. 53 เด็ก 8 ขวบ ที่จากอุทัยธานี ฝากเงินแค่ 2 หมื่น ถูกรางวัลที่ 1 ได้เงิน 5 ล้าน หรืองวดวันที่ 16 ม.ค.คนเลี้ยงวัวที่ จ.ลำปาง ฝากสลากออมสินมา 3 ปี ถูกรางวัลที่ 1 ได้เงิน 10 ล้าน…น่าอิจฉา นะเนี่ย?… 
 

นายแบงก์มองเงินทุนไหลเข้าออกสมดุลขึ้น หลัง ธปท.ผ่อนคลาย

February 2, 2010

 

 

ผู้บริหาร KBANK มองเงินทุนไหลเข้าออกเกิดความสมดุล หลังแบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ลงทุนนอก มองระยะสั้นเป็นผลดีต่อตลาด แต่ในอนาคตคงขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของโครงสร้าง ศก.เอง 
 
 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าววถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์ให้เอกชนลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นนั้นว่า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยทำให้เงินทุนไหลเข้าและออกมีความสมดุลมากขึ้น จากเดิมที่มีเม็ดเงินไหลออกจำนวนมาก และยังเป็นการช่วยลดแรงกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยนที่บาทแข็งค่า 
 
 อย่างไรก็ตาม กรรมการผู้จัดการ KBANK ก็เตือนถึงความเสี่ยงด้วย โดยแนะให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะอาจจะนำมาสู่ความผันผวนได้เช่นกัน พร้อมระบุว่า ในช่วงระยะสั้นจะทำให้กลไกตลาดดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของประเทศและเศรษฐกิจด้วยเหมือนกัน 
 
 ส่วนการที่ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพหรือไม่ กรรมการผู้จัดการ KBANK กล่าวว่า คงต้องติดตามดู โดยในส่วนของธนาคารเอง ในเรื่องการลงทุนต่างประเทศ คงจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม และนโยบายของธนาคาร แต่ปัจจุบันธนาคารก็มีลูกค้าที่ลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก ธนาคารคงช่วยดูแลบริหารจัดการและบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้า 

 

“บีอีซี” เล็งขึ้นค่าโฆษณา Q3/53 เดินแผนเปิดทีวีดาวเทียม 3-4 ช่อง

February 2, 2010

 

 

BEC คาดปี 53 รายได้ค่าโฆษณาโตไม่น้อย 5% เตรียมขึ้นค่าโฆษณาใน Q3/53 พร้อมขยายทีวีดาวเทียม 3-4 ช่อง ผู้บริหารยอมรับ ข่าว 3 มิติ ขึ้นค่าโฆษณาไปแล้ว 10% 
 
 บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC เผยคาดการณ์แยวโน้มธุรกิจในปี 2553 โดยระบุว่า ในปีนี้รายได้ค่าโฆษณาของบริษัทจะเติบโตไม่น้อยกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเฉลี่ยที่ระดับ 5% โดยบริษัทได้เริ่มทยอยปรับขึ้นค่าโฆษณาไปบ้างแล้งในช่วงต้นปีนี้ 
 
 ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ บริษัทก็อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาอีกรอบในช่วงไตรมาส 3 ปี 2553 นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนจะเปิดทีวีดาวเทียม 3-4 ช่องภายในปีนี้ 
 
 นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ BEC กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ทยอยปรับขึ้นค่าโฆษณาในบางรายการ โดยเฉพาะรายการที่ผลิตโดยผู้จัดจากภายนอก เช่น รายการข่าวสามมิติ เป็นต้น โดยได้ปรับขึ้นค่าโฆษณาไปแล้ว 10% ส่วนรายการทั่วไป หากเศรษฐกิจดีขึ้น อาจจะมีการพิจารณาขึ้นค่าโฆษณาอีกเฉลี่ย 10% ในไตรมาส 3 ปีนี้ สำหรับแผนการเปิดทีวีดาวเทียม คาดว่าในปีนี้จะเปิดได้ 3-4 ช่อง แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รอบด้านด้วย 

 

ขันน๊อตกระทรวงเร่งเบิกงบฯ ไทยเข้มแข็ง ตั้งปลัดติดตามใกล้ชิด

February 2, 2010

 

 

“กรณ์” เป่านกหวีดทุกกระทรวงเบิกงบไทยเข้มแข็ง เพื่อดัน GDP โตได้ตามเป้า 3.5% พร้อมขันน๊อต 2 กระทรวงเจ้าปัญหา เผยทีม ศก.แสดงความเป็นห่วงผลกระทบการเมืองทำ ศก.สะดุด สั่งปลัดทุกกระทรวงต้องเข้าร่วมการติดตามการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข้งทุกครั้ง พร้อมหนุนมาตรการ ธปท.ผ่อนคลายเงินทุนไหลเข้าออก 
 
  
 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งปี 2553 โดยมั่นใจว่า การเบิกจ่ายงบประมาณของทุกกระทรวงจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ระดับ 2 แสนล้านบาท จากเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 3.5% 
 
 ส่วนกรณีที่ทางกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ มีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้านั้น รมว.คลัง กล่าวว่า ได้มีการหาหรือกับรัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวงแล้ว โดยได้กำชับหน่วยงานให้เร่งเบิกจ่ายตามเวลาที่กำหนด และเมื่ออัตราการรเบิกจ่ายมีสัดส่วนที่ดีขึ้นก็จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ต่อไป 
 
 นอกจากนี้ ทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความกังวลในสถานการณ์การเมืองที่ยังมีสัญญาณความวุ่นวาย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโครงการไทยเข้มแข็งสะดุดลงได้ และอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์เอาไว้ จึงได้สั่งการให้ทางปลัดทุกกระทรวงเข้าร่วมการติดตามการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข้งทุกครั้ง เพื่อส่งเสริมเร่งรัดการเบิกจ่ายของแต่ละกระทรวงให้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 
 
 นายกรณ์ กล่าวอีกว่า เห็นด้วยที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ เชื่อว่าจะไม่กระทบภาพรวมของเศรษฐกิจและช่วยสร้างความเชื่อมั่นของต่างชาติกลับมา 

 

ไฟเขียว ขสมก.กู้ 2 พันล. ล้างหนี้ ดบ. ครวญแบกเงินต้นหลังแอ่น

February 2, 2010

 

 

ครม.ไฟเขียว ขสมก.กู้เงิน 2.16 พันล. ชำระดอกเบี้ยปีงบ 53 โดยให้คลังค้ำประกัน ห่วงภาวะเงินสดขาดมือ 1.13 หมื่นล. ค้างชำระค่าใช้จ่ายอีก 4 พันล. ทั้งกองทุนบำเหน็จพนักงาน ค่าน้ำมัน และค่าเหมาซ่อม 
 
 
 นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ อนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อนำไปชำระค่าดอกเบี้ยที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 2,164 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ พร้อมกำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ 
 
 ทั้งนี้ ขสมก.ประมาณการว่า ในปีงบประมาณ 2553 จะมีเงินสดขาดมือ 11,294 ล้านบาท ประมาณการเงินสดรับ 9,172 ล้านบาท และเงินสดจ่าย 20,467 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก.สามารถบริหารกิจการได้เพียงพอ โดยมีเงินสดรายงวด 376 ล้านบาท ขสมก.จึงต้องกู้เงินชำระหนี้ที่ถึงกำหนดจำนวน 7,452 ล้านบาท เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ 5,287 ล้านบาท และดอกเบี้ย 2,164 ล้านบาท 
 
 รายงานข่าวยังระบุว่า ปัจจุบัน ขสมก.ค้างชำระค่าใช้จ่าย 4,218 ล้านบาท ประกอบด้วย กองทุนบำเหน็จพนักงาน 243 ล้านบาท ค่าน้ำมัน 2,817 ล้านบาท และค่าเหมาซ่อม 1,157 ล้านบาท 

 

มหกรรมดนตรี เมโลเดียนอนุบาล เฉลิมพระเกียรติฯครั้งที่ ๒

February 2, 2010

 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย สถาบันดนตรี B.D music & Organizer และ CMG group จัดงาน มหกรรมดนตรีเมโลเดียนอนุบาลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 
 
 
 

 การจัดงานมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างทักษะทางดนตรี ให้แก่เยาวชน และ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักและซาบซึ้งถึงความสำคัญของดนตรีในบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดยทางคณะกรรมการการจัดงานได้ขอพระราชทานกราบทูลเชิญ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทอดพระเนตรการแสดงในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 
 
 
 

 มหกรรมดนตรีเมโลเดียนอนุบาลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 นี้ ได้รับความร่วมมือจากน้องๆเด็กอนุบาลออายุ 4-6 ขวบ จากโรงเรียนอนุบาลทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด จำนวนกว่า 800 คน จาก 30 โรงเรียน มาแสดงความสามารถโดยการบรรเลงดนตรีในรูปแบบวงเมโลเดียน (Marching & Display) สลับกับการแสดงจินตลีลาประกอบเพลง ซึ่งได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาบรรเลงทั้งสิ้น 7 เพลง และจุดเด่น ( HI LIGHT ) ของงานคือนักเรียนอนุบาลที่ร่วมงานทุกคนบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น พร้อมกับแปลขบวนอักษร เป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า Long Live The King 
 

 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทางดนตรีอย่างสูงส่ง ทรงสนพระราชหฤทัยในการดนตรีตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ได้แสดงพระปรีชาสามารถทางดนตรี ให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกมาช้านาน แม้จะมีพระราชภารกิจในฐานะองค์ประมุขของชาติอย่างมากมายมหาศาล จนสุดที่จะพรรณนาได้ แต่ก็ทรงปลีกเวลาส่วนพระองค์ส่วนหนึ่งทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง ๔๘ เพลง ซึ่งมิได้เป็นเพียงสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น แต่หมายถึงเป็นสมบัติอันล้ำค่าของโลกอีกด้วย 
 

ทรูแฟนเทเชียมอบเงินให้กองทุนพัฒนศักยภาพธนาคารต้นไม้

February 2, 2010

 อาจกิจ สุนทรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ทรูแฟนเทเซีย ร่วมกับศิลปินเอเอฟ นำโดย ต้อล-วันธงชัย อินทรวัตร และ ฝ้าย-ณัฎฐพัชร วิพัธครตระกูล มอบเงินบริจาคหลังจากหักค่าใช้จ่ายใน มหกรรมคอนเสิร์ต กรุงศรีเอเอฟ แฟนเฟสติวัล ( KRUNGSRI AF FANS FESTIVAL ) จำนวน 235,050 บาท ให้กับกองทุนพัฒนาศักยภาพธนาคารต้นไม้ โดยมีพงศา ชูแนม เป็นตัวแทนในการรับมอบ 
 

เปิดงาน นอร์ทกรุงเทพ JOB FAIR 53

February 2, 2010

 สำนักกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ร่วมกับสำนักจัดหางาน กรุงเทพพื้นที่เขต 10 บริษัทจ๊อบบีเคเค ดอทคอม บริษัท มีดี อัพเกรด จำกัด จัดงาน นอร์ทกรุงเทพ JOB FAIR 53 ขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเชิญชวนน้องๆนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปที่กำลังมองหางาน ได้เข้ามาร่วมติดต่อขอรายละเอียดข้อมูลและสมัครงานพร้อมตำแหน่งงานว่างจากผู้ประกอบการ 
 
 ซึ่งผู้สนใจให้เตรียมเอกสารและประวัติของท่านให้พร้อมแล้วพบกันได้ในวันพุธ 17 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ห้องประชุม อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เวลา 09.00 น.-16.00 น. 
 

ครม.อนุมัติถอนร่าง กม.แก้ปัญหามลพิษมาบตาพุด เพื่อทำตาม รธน.มาตรา 67

February 2, 2010

 

 

ครม.อนุมัติถอนร่าง กม.แก้ปัญหามลพิษมาบตาพุด เพื่อทำตาม รธน.มาตรา 67 เพื่อนำกลับมาพิจารณาทบทวนอีกครั้ง 
 
 
 นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ เห็นชอบให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำกลับมาพิจารณาทบทวนอีกครั้ง 
 
 ทั้งนี้ เพื่อให้การออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ครม.จึงให้ถอนร่างกฎหมายเดิมที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้บรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องเร่งด่วนเมื่อเดือนตุลาคม 2552 ออกมาก่อน แล้วนำกลับมาพิจารณาทบทวนรวมกับร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานฯ) อีกครั้งก่อนที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 

 

ครม.แต่งตั้ง “ธราดล-สุธรรม” เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ “ไตรรงค์”

February 2, 2010

 ครม.แต่งตั้ง “ธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์” และ “สุธรรม ลิ้มสุวรรณ” เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ “ไตรรงค์” โดยมีผลทันที ในวันนี้ 
 
 
 นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า ที่ประชุม ครม.วันนี้ มีคำสั่งแต่งตั้งนายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ และนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายปรีชา วัชราภัย เป็นที่ปรึกษานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 
 
 นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งนายศุภรัตน์ ควรหา เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ พร้อมด้วยนางคมคาย อุดรพิมพ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป 
 

สยามพิวรรธน์ลุยนิวมีเดีย คาดเจเทรนด์ปีนี้กลับมาแรง

February 1, 2010

 สยามพิวรรธน์ ปรับเกมรุก อัดฉีดงยบตลาดเพิ่ม 15% เป็น 300 ล้านบาท พร้อมเตรียมงบพิเศษอีกไม่อั้น โฟกัสสื่อออนไลน์-นิวมีเดียมาขึ้น เผยเจเทรนด์ ปีนี้จะกลับมาแรงอีก 
 
 นางสาวศิริเพ็ญ อินทุภูติ ผู้บริหารสายการตลาดและประชาสัมพันธ์ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯได้ปรับแผนการทำตลาดและการใช้งบด้านการตลาดใหม่ โดยตั้งงบประมาณตลาดไว้ที่ 300 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15% โดยจะเน้นการทำอีเวนต์กับพันธมิตรมากขึ้น เพื่อให้กระจายและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรค่ายเพลง หรือสินค้าและบริการต่างๆ 
 
 อย่างไรก็ตาม จะมีการประเมินสถานการณ์ทุกไตรมาสเพื่อพิจารณาว่าจะใช้งบตลาดเพิ่มติมอีกหรือไม่ หากมีสถานการณ์พิเศษเกิดขึ้น โดยปีนี้จะมีอีเวนต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% หรือรวมเป็นมากกว่า 280 กิจกรรม เช่นเดียวกับปีที่แล้วบริษัทฯตั้งงบการตลาดไว้ที่ 250 ล้านบาท แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น 
 ทำให้ต้องอัดอีเวนต์เพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มงบพิเศษเข้าไปอีก 130 ล้านบาท ทำให้ทั้งปี 2552 บริษัทฯใช้งบตลาดรวม 380 ล้านบาท อีกทั้งปีนี้ยังตั้งงบด้านซีอาร์เอ็มแยกออกมาต่างหากอีก 50 ล้านบาท 
 
 นอกจากนั้นแล้วปีนี้ยังจะหันมาใช้งบทางด้านออนไลน์มาร์เก็ตติ้งหรือสื่อใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 20% เพิ่มจากปีที่แล้วที่ใช้สื่อทางด้านนี้ 10% จากงบรวมทั้งหมด ด้วยการพัฒนาและเพิ่มช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ลักษณะ 2 ทาง ที่ได้รับความสนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแท้จริง สื่ออิเลคทรอนิคส์ เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บบล็อก เป็นต้น 
 
 ทั้งนี้การตลาดปีนี้จะทำภายใต้ 4 กลยุทธ์หลักที่ผสมผสานกันคือ 1.สร้างยอดขายให้กับร้านค้าในศูนย์ฯ 2.สร้างทราฟฟิกมากขึ้น ปัจจุบัน สยามเซ็นเตอร์มีคนเดินเข้าศูนย์ฯประมาณ 100,000 คนต่อวัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 3,500 บาทต่อคนต่อครั้ง ส่วนสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ มีคนเดินเข้าศูนย์ฯ 80,000 คนต่อวัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 5,500 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้ง 2 ศูนย์ฯคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้น 20% โดยจะดึงทั้งลูกค้าเก่าให้กลับมาเดินและหาลูกค้าใหม่ด้วย 
 
 3.การขยายฐานลูกค้า ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ นักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่คนไทย 65% คนต่างชาติ 35% จะปรับเป็น คนไทย 60% คนต่างชาติ 40% 4.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำซีอาร์เอ็ม ด้วยการทำผ่านทั้ง 2 บัตรคือ เอสคลับ ปัจจุบันมีประมาณ 33,000 ราย กับ วิซการ์ด ที่ขณะนี้มี 15,000 ราย (เมื่อปลายปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 8,000 รายในช่วงท้ายปีที่ได้ออกบัตรไวท์การ์ด) โดยยึดแนวแคมเปญต่างๆที่สามารถครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย 
 
 จากการสำรวจบของบริษัทฯพบว่า กลุ่มลูกค้าที่เดินเข้าทั้ง 2 ศูนย์ฯนี้จะมีหลากหลาย ทั้งวัยรุ่นนักศึกษา คนทำงาน นักท่องเที่ย ว ครอบครัว ทั้งสยามเซ็นเตอร์จะเน้นไปที่ความเป็นแฟชั่น สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์เน้นไปที่สินค้าบริการไลฟ์สไตล์และความเป็นอาร์ต ซึ่งปีที่แล้ววิซการ์ดเน้นการทำตลาดที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ถือบัตรเป็นหลัก แต่ปีนี้จะเน้นด้านการทำซีอาร์เอ็มมากขึ้นด้วย 
 
 ปีนี้คาดว่าจะเห็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับกระแสญี่ปุ่นเริ่มกลับมามากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกกระแสเคป๊อปจากเกาหลีแย่งเวทีไป ซึงในส่วนของบริษัทฯเองก็จะมีกิจกรรมทั้ง ศิลปิน ดารา นักร้อง จากญี่ปุ่นมาจัดกิจกรรมมากขึ้นด้วย คาดว่าจะเริ่มเห็นไต้ไนไตรมาสสองเป็นต้นไป แต่ก็ยังคงไม่สามารถดึงกระแสกลับคืนมาจากเคป๊อปได้ ต้องรอเวลาอีกระยะนางสาวศิริเพ็ญกล่าว 
 
 ล่าสุดในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ที่อยู่ในวันเดียวกันคือ 14 กุมภาพันธ์ จะนำมาทำแคมเปญรวมกัน โดยใช้งบตลาดรวม 5 ล้านบาท จัดกิจกรรม สยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ ไชนีส นิวเยียร์ เซเลเบรชั่น 2553 53 เลิฟ แอนด์ ฟอร์จูน ตั้งแต่วันที่ 4 28 กุมภาพันธ์ รับโชค 2 ชั้น เมื่อซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข ลุ้นแพคเกจท่องเที่ยวกรุงเทพฯฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ และอื่นๆ หรือลุ้นรับของขวัญและร่วมกิจกรรมากมายทั้งสองศูนย์ฯ จากกิจกรรมดังกล่าวตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า 20% 
 

TEAหนุนรัฐดันไทยฮับสินค้าจัดงาน

February 1, 2010

 สมาคมแสดงสินค้าไทย หนุน สสปน.และกรมส่งเสริมการส่งออก ใช้ข้อตกลงอาฟต้า ดันไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าประเภทเพื่อใช้จัดงานในอาเซียน ส่วนเรื่องการประมูลสิทธื์ จัดเวิลด์ เอ็กโป 2020 เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ 
 
 นายพรรธระพี ชินะโชติ ประธานกรรมการ บริษัท แบงค็อค เอ็กซ์ซิบิชั่น เซอร์วิสเซส ในฐานะนายกสมาคมการแสดงสินค้าไทย(TEA) เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน.) และกรมส่งเสริมการส่งออก ให้ผลักดันอุตสาหกรรมที่มีการจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ได้มีพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าอาเซียน หรือ อาเซียน เทรด แฟร์ ภายในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นด้วย 
 
 ทั้งนี้เพราะประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์ของการเปิดเสรีการค้าอาเซียน(อาฟต้า) นำสินค้าจากอาเซียนเข้าไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ผ่านการจัดงานแสดงสินค้า และนิทรรศการ ได้ก่อนประเทศอื่นๆในอาเซียน ถือเป็นการตอกย้ำศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าประเภทจัดงานได้ก่อน ล่าสุด ทั้ง 2 หน่วยงานก็รับเรื่องไปศึกษาข้อมูลอยู่ 
 
 ”การเปิดเสรีอาเซียน จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการได้ หากรู้จักใช้ เพราะหากผู้จัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ รายใดสามารถยกระดับ งานแสดงสินค้าเดิม ให้มีพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าประเภทนั้นสำหรับชาติอื่นในอาเซียนด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมงานจากประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้อยู่ในอาเซียนด้วย ซึ่งถึงตรงนั้นเท่ากับไทยได้ประกาศให้ทั่วโลกเห็นว่าเราเป็นศูนย์กลางของสินค้าประเภทนั้นๆได้” 
 
 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการจัดงานแสดงสินค้าไทยปีนี้ คาดว่ามูลค่าการจัดงานจะเพิ่มขึ้น จากปีก่อน 20% เพราะในปีก่อนจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ผู้จัดงานลดขนาดลง เพราะผู้เข้าชมก็ลดลงด้วย แต่ปีนี้ การฟื้นตัวของเศรษบกิจเริ่มเห็นชัด ซึ่งหากไทยไม่มีปัญหาทางการเมือง เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตแน่นอน ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้จัดงานหลายรายที่จองพื้นที่ไว้ ต่างขอปรับพื้นที่ขยายงานเพิ่ม และมีงานแสดงสินค้าใหม่ๆ ติดต่อเข้ามาอีกจำนวนมาก 
 
 สำหรับกรณี การเสนอตัวเข้าประมูลสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ที่ สสปน. อยู่ระหว่างดำเนินการนั้น ทางสมาคมแสดงสินค้าไทยเห็นด้วย เพราะความจริงไทมยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดงานดังกล่าวนี้ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยขาดองค์กรที่จะมาเป็นผู้นำที่จะเข้าไปเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ 
 
 ซึ่งหากไทยประกาศตัวประมูลสิทธิ์จัดงานนี้อย่างเป็นทางกหารเมื่อใด เชื่อว่าจะผลักดันให้อุตสาหกรรมการจัดงานแสดงสินค้าในไทย มีความคึกคักขึ้นภายใน 1-2 ปีนับจากวันที่ได้รับสิทธิ์ โดยเวทีนี้จะเป็นการประกาศศักยภาพประเทศไทย ให้รายชื่อผู้เข้าร่วมประมูลสิทธิ์ ได้รับทราบ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของประเทศไทยด้วย 
 

แอลจีเพิ่มกำลังผลิต3สินค้าหลัก ฮึกเหิมทุ่ม3พันล.สูงสุดรอบ10ปี

February 1, 2010

 แอลจีทุ่ม 3,000 ล้านบาท สูงสุดใน 10 ปี ขยายกำลังการผลิต 3 ผลิตภัณฑ์หัวหอก พร้อมลุยการตลาดเต็มสูบ หลังภาพลักษณ์แบรนด์ครองใจคนไทยมากขึ้น จากความประสบความสำเร็จของ LG Entertainer ล้านฝันสนั่นโลก ฝันปี 2555 ขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั้งไทยและระดับโลก 
 
 
 นายเฮียน วู (ฮาร์เวิร์ด) ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปี2553นี้ถือเป็นปีที่ทางแอลจีจะมีการลงทุนมากสุดในรอบ 10 ปี รวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการเพิ่มกำลังการผลิต 2,000 ล้านบาท และงบการตลาดราว 900 ล้านบาท 
 
 โดยตามแผนการลงทุนในปี 2553 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ธ.ค. นี้ บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้าใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือ กลุ่มจอภาพ โดยเฉพาะแอลอีดีทีวี และทีวีระดับพรีเมี่ยม, เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้าฝาหน้า ที่โรงงาน จังหวัดระยอง ซึ่งการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้ เพื่อซัพพรอตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องซักผ้าฝาหน้านั้น ไทยถือเป็นฮับในการการผลิตไปยังประเทศในแถบเซาส์อีสเอเชีย, มีดเดิลอีส และอาฟริกาด้วย 
 
 ขณะเดียวกันปีนี้ในแง่ของงบประมาณทางการตลาด จะใช้มากถึง 800-900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 10% จากที่ใช้ไปเกือบ 800 ล้านบาท โดยมองว่าหลังจากที่ 1-2 ปีที่ผ่านมา แอลจีมุ่งเน้นทำการตลาดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับการนำเอาเอ็นเตอร์เทนเม้นท์มาร์เก็ตติ้งเข้ามาช่วยสร้างแบรนด์ พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมากขึ้น ล่าสุดกับโปแรมการแข่งขัน LG Entertainer ล้านฝันสนั่นโลก ออกอากาศทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ และจบลงเมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมาพบว่าได้รับการตอบรับสูง 
 
 โดยในส่วนของแบรนด์นั้น สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการสำรวจที่ผ่านมา ผู้บริโภคจะรู้จักแบรนด์แอลจี และเลือกแบรนด์แอลจีที่ 60% จากโปรแกรมนี้ พบว่า อัตราการเข้าถึงนี้เพิ่มขึ้นอีกราว 10% เนื่องจากเป็นโปรแกรมการแข่งขันที่จับฐานกลุ่มผู้บริโภคระดับอายุตั้งแต่ 15-49 ปี ซึ่งถือเป็นฐานที่กว้าง โดยในส่วนของสินค้านั้น พบว่ากลุ่มสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายมากสุดในช่วงโปรแกรมการแข่งขันนี้ 
 
 อย่างไรก็ตามในแง่ของการตลาดนั้น ปีนี้จะเน้นการเพิ่มโปรแกรมกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ มาร์เก็ตติ้ง, โซเชียล มาร์เก็ตติ้ง และสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์กับสินค้าภายใต้แบรนด์แอลจีมากขึ้น กับการขยาย แบรนด์ ชอปซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วกว่า 16 ชอป เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า 4 ชอป และโทรศัพท์มือถือ 12 ชอป 
 
 นายเฮียน กล่าวต่อว่า แผนการลงทุน โดยเฉพาะในแง่ของการเพิ่มกำลังการผลิตนี้ ถือเป็นแผนงานที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับผู้เล่นในตลาดมีความเคลื่อนไหวในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อยลง หรือถอนกำลังการผลิตออกไปแต่อย่างไร ทั้งนื้ทางแอลจีกลับมองว่า ปัจจัยที่ทำให้แอลจีมีการลงทุนมากสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากมองว่า 1.ประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก 2.โครงสร้างของประเทศไทย มีพื้นที่ดีและมั่นคง และ 3. ในแง่ของแรงงานถือว่าราคายังต่ำอยู่ ดังนั้นเมื่อรวมทั้ง 3 ข้อแล้ว จึงมั่นใจในความพร้อมของประเทศไทยอย่างมาก ทั้งนี้ทางแอลจีเชื่อมั่นว่าภายในปี 2555 แอลจีจะก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่งที่ครองใจผู้บริโภคสูงสุดทั้งในไทยและในระดับโลก 
 

จัดซื้อบัตรไกด์ส่งกลิ่น ศาลเรียก 6 ขรก.สอบไอ้โม่งงาบหัวคิว

February 1, 2010

 สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กลิ่นตุ พิรุธจัดซื้อบัตรเพื่อ ออกเป็นบัตรประจำตัวไกด์ ศาลอาญารับฟ้องบริษัท พาวเวอร์ลิงค์ ที่ยื่นฟ้อง 6 ข้าราชการระดับรองผู้อำนวยการ สพท. และ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ชี้ถ้าผิดจริง โทษถึงจำคุก ล่าสุดไกด์กว่า 5,000 คน ที่ต้องรอเพราะสำนักทะเบียนและมัคคเทสก์ไม่มีบัตรออกให้ ต้องเสียรายได้วันละ 800 บาทต่อคน รวมสูญรายได้นับล้านบาท ขณะที่ แหล่งข่าววงการท่องเที่ยวชี้ พาวเวอร์ ลิงค์ เสนอราคาแพงเกินจริง ถึงใบละ 178 บาท 
 
 
 นายจารุพล เรืองเกตุ อดีตนายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ เปิดเยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก บริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ว่า เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางวิไล เทิงวิเศษ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว(สพท.) และ พวกอีก 6 คน ซึ่งในที่นี้มี นายสมประสงค์ โขมพัตร รองผู้อำนวยการ สพท. เป็นจำเลยที่ 6 ในข้อหา ร่วมกันปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในกรณีการจัดซื้อบัตร เพื่อนำมาออกเป็นบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ ล่าสุด ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทย์นำสืบชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีของโจทย์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรตรา 157 ,158 และ 188 จึงมีคำสั่งให้ประกทับฟ้องไว้พิจารณา โดยได้ออกหมายเรียกจำเลยทั้ง 6 พร้อมนัดสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 8 มี.ค.53 ซึ่งจำเลยต้องมาแสดงตัว และสามารถยื่นประกันตัวได้ 
 
 ทั้งนี้ข้อพิพาทดังกล่าว มาจากการที่ฝ่ายพัสดุ และคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาซึ่งมีนายสมประสงค์ เป็นประธานออกประกาศราคาซื้อบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์จำนวน 10,000 ใบ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 52 ซึ่งผลการเปิดซอง บริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับเลือก ในวงเงินที่เสนอราว 1.7 ล้านบาท แม้เป็นราคาที่สูงสุดจากผู้ยื่นซองประกวด ประมาณ 5 ราย แต่สาเหตุที่ได้ เพราะ เป็นบริษัทเดียวที่มีเอกสารประกอบการยื่นซองประกวดราคาตามระเบียบราชการอย่างถูกต้อง โดยจะทำการจัดซื้อและส่งมอบไม่เกิน 1 เดือน เพื่อให้ทันกับความต้องการใช้งาน แต่ทั้งนี้เรื่องได้ถูกตีกลับหลายครั้ง จนทำให้ บริษัท ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ทันกำหนด โดยอ้างว่า บริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ ไม่มีหนังสือ บริคณห์สนธิ ทั้งที่ความจริง หากบริษัทใดไม่มีหนังสือดังกล่าวนี้ ก็ไม่สามารถผ่านเกณฑ์เข้าไปยื่นประกวดราคาตามระเบียบราชการได้อย่างแน่นอน ทำให้ บริษัทพาวเวอร์ ลิงค์ ต้องสูญเสียเครดิตกับคู่ค้า เสียชื่อเสียง รวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท 
 
 ขณะที่ สพท. โดยคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาได้เลือก บริษัท อินโนเวชั่น สเตป จำกัด มาเป็นคู่ค้า ส่งบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ ให้แทน โดยไม่มีการประกาศยกเลิกแล้วเริ่มต้นเปิดวองประกวดราคาใหม่ตามระเบียบราชการ 
 
 แหล่งข่าวจากวงการท่องเที่ยว กล่าวว่า จากรณีนี้ จำเลยเป็นข้าราชการทั้งในระดับปฎิบัติการ และ ในระดับสูง โดยตามกฎหมายอาญา ความผิดที่เกิดขึ้นที่โทษถึงขั้นจำคุก ซึ่งเป็นการผิดวินัยร้านแรงอาจถึงขั้นต้องออกจากราชการโดยไม่ได้บำเน็จบำนาญ แต่ในระหว่างการสืบหาข้อเท็จจริง ขณะนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาระดับ ปลัดกระทรวง หรือ รัฐมนตรีว่าการกระรทรวงการท่องเที่ยวฯว่าจะต้องพักราชการในระหว่างดำเนินคดีหรือไม่ อย่างไร 
 
 ขณะนี้ผู้เดือดร้อนจริงๆคือมัคคุเทศก์ที่มาขอทำบัตรประจำตัว เพราะ สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไม่สามารถออกบัตรใบใหม่ให้ได้ เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบในการทำ โดยมีมัคคุเทศก์รอรับบัตรสะสมอยู่ขณะนี้ราว 5,000 คน แต่ละคนถ้ามีบัตรสามารถทำงานได้เงินวันละ 800 บาท เพราะบัตรที่บริษัทอินโนเวชั่น สเตป ส่งมาให้นั้น มีสเปคที่ผิดเพี๊ยน จากของเดิม โดยเฉพาะเรื่องสีบัตร เป็นสีเทาไม่มีเกร็ดมุด ต่างจากของบริษัท พาวเวอร์ลิงค์ ที่เป็นสีขาวและมีเกล็ดมุก สาเหตุที่แพงเพราะต้องฝั่งชิพด้วย รูปแบบจะคล้ายบัตรประชาชน 
 
 ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการท่องเที่ยวอีกรายหนึ่ง กล่าวว่า การจัดซื้อดังกล่าว ได้กระทำมา 2-3 ครั้งแล้ว โดยบริษัท พาวเวอร์ ลิงค์ จะเป็นผู้ชนะการประกวดราคาทุกครั้ง ทั้งที่เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งขัน เฉลี่ยที่ใบละ 178 บาท แต่เมื่อมีคู่แข่งขันมากขึ้น ก็ปรับลดราคาลงบ้าง แต่ก็ยังสูงกว่าคู่แข่งขันรายอื่น ซึ่งล่าสุด บริษัท อินโนเวชั่น สเตป ที่ได้รับเลือกรายใหม่นี้ เสนอราคาบัตรที่ใบละ 22 บาท เพราะเป็นผู้นำเข้าบัตรโดยตรง 
 

รับอานิสงส์อาฟต้า เซเรบอสลุยส่งออกอาหารเสริมรังนก

February 1, 2010

 เซเรบอส จ่อคิวลุยส่งออกเต็มสูบ รับอานิสงส์อาฟต้าภาษีนำเข้า 2-3ปี เหลือ 0% เท 40 ล้านบาท โหมแบรนด์รังนกลุยซีซันนัล มาร์เก็ตติง ผุดแคมเปญโฆษณารับวาเลนไทนส์ หวังขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่-วัยทำงาน สิ้นปีรั้งบัลลังก์ผู้นำตลาดรังนกกวาดแชร์ 63% จาก 61% 
 
 นายตุลย์ วงศ์ ศุภสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไปการจัดการุรกิจและการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อแบรนด์รังนก เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนขยายตลาดส่งออกในเชิงรุกมากขี้น หลังจากผลจากการเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ส่งผลให้ภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดลงจาก 20% เหลือ 5% ในปีนี้ และในอีก 2-3 ปี เหลือ 0%จากปัจจุบันบริษัทผลิตเพื่อส่งออก 50% อาทิ เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา ฯลฯ ซึ่งตลาดเติบโตมากกว่า 15% และภายในประเทศ 50% 
 
 สำหรับแผนการตลาดในประเทศไทย ล่าสุดได้ทุ่มงบ 40 ล้านบาท ภายใต้การทำตลาดซีซันนัล มาร์เก็ตติ้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2549 เพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ของแบรนด์รังนกสื่อรัก แทนความห่วงใย เพื่อมอบแด่คนที่คุณรักในทุกเทศกาล ล่าสุดรับเทศกาลวันวาเลนไทนส์ ด้วยการเปิดตัวแคมเปญโฆษณาดูแลรัก ให้มากขึ้นทุกวัน ด้วยแบรนด์รังนกแท้โดยเปิดตัวแอมบาสเดอร์คู่รักอ้อม- พิยดา และอาท – ศรา จุฑารัตนกุล นำเสนอการดูแลกันและกันหลังจากการแต่งงานของคู่รัก เพื่อตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ของสินค้า 
 
 นายตุลย์ กล่าวว่า นโยบายการตลาดปีนี้บริษัทใช้กลยุทธ์อีโมชันนัล มาร์เก็ตติง เพื่อสร้างการจดจำ และความชื่นชอบจากผู้บริโภค พร้อมกับดำเนินการตลาดเชิงรุกตามเทศกาลต่างๆ อาทิ วันแม่ โดยเฉพาะเทศกาลวันวาเลนไทนส์ จะช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่หรือวัยทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป จากเดิมฐานลูกค้าหลักอายุ 30-40 ปี พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เปิดตัวสินค้ารุ่นลิมิเต็ดรังนกทอง 5 ขวด ราคา 1,990 บาท รับกับวันวาเลนไทนส์ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าใหม่ 2-3 ตัว 
 
 สำหรับตลาดรังนกปีนี้มูลค่า 2,500 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 10% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยยอดขายปีนี้ตั้งเป้าโต 12% หรือตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดด้วยการครองส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น 61% เป็น 63% ส่วนสก๊อต 33% และแบรนด์รังนกยังครองความเป็นในทุกช่องทาง อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต 56% ร้านสะดวกซื้อ 70% และโชว์ห่วยกว่า 80%อย่างไรก็ตามจากการดำเนินการตลาดในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทนส์ตั้งเป้ายอดขายโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงปกติยอดขายทรงตัว 
 

ทรูคอฟฟี่ลุยจีนเองไม่ขายสิทธิ์

February 1, 2010

 ทรูคอฟฟี่ ผ่อนคันเร่งสาขาใหม่ในไทย เปิดใหม่ประมาณ 10 แห่ง ย้ำปีนี้ขอลุยอัพเกรดเรื่องบริการเต็มที่ ส่วนต่างประเทศมีอีก 3 ที่ ย้ำตลาดจีนขอลุยเองมั่นใจเห็นแน่ปีนี้ 
 
 
 นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารร้านทรูคอฟฟี่ เปิดเผยว่า ในปีนี้ทรูคอฟฟี่วางแผนที่จะเปิดสาขาใหม่ไม่มากนัก ประมาณ 10 กว่าแห่ง เนื่องจากต้องการที่จะหันมาเน้นและปรับปรุงด้านการบริการให้ดีและเพิ่มมากยิ่งขึ้นแม้ว่าทุกสาขาที่เปิดมาจะมีกำไรแล้วก็ตาม หลังจากที่ได้เปิดตัวธุรกิจนี้มาประมาณ 5 ปีแล้ว และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ขณะที่ปีที่แล้วเปิดสาขาใหม่ประมาณ 12 แห่ง 
 
 สำหรับสาขาใหม่ในไทยปีนี้เช่น รัตนโกสินทร์พิพิธภัณฑ์ประเทศไทย, เชียงใหม่, หัวหิน เซ็นทรัลลาดพร้าว((หลังจากรีโนเวทเสร็จ) เป็นต้น ส่วนต่างประเทศจะขายแฟรนไชส์จะเปิดใหม่ที่ เวียงจันทน์ เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น ซึ่งจะขายรูปแบบแฟรนไชส์รายเดี่ยว ส่วนจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ บริษัทฯมีนโยบายที่จะเข้าไปลงทุนเองไม่ขายแฟรนไชส์ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ คาดว่าจะเห็นได้ในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันในต่างประเทศมีทรูคอฟฟี่เปิดบริการเพียงแห่งเดียวคือที่เวียงจันทน์ ขณะที่โดยรวมทั้งหมดแล้วปัจจุบันมีสาขารวมประมาณ 45 แห่ง โดยในไทยมีแฟรนไชส์ 7 สาขา 
 
 ล่าสุดเปิดสาขาใหม่แห่งที่ 45 ที่ทรูคอฟฟี่ แฟล็กชิบชอป @ ดิจิทัล เกตเวย์ ลงทุน 8 ล้านบาท มีพื้นที่ 240 ตารางเมตร ชั้น 1 ตึกทรูดิจิทัลเกตเวย์สยามสแควร์ ซึ่งจะเป็นต้นแบบร้านทรูคอฟฟี่ ที่สมบูรณ์ที่สุด ตามแนวคิดหลัก ความสมบูรณ์ทั้ง 5 ส่วนคือ 1.อาหารและเครื่องดื่ม 2.ความเร็วออนไลน์ มีเซิร์ฟเน็ตแบบไฮสปีดสูงสุด 16 เมก หรือออนไลน์ผ่าน WiFi และ 3G 3.การบริการครบครัน4.การเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ และ5. ทีมงานที่มีความชำนาญ 
 
 สำหรับผลประกอบการเมื่อปีที่แล้วพบว่า มีรายได้รวมประมาณ 200 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 40% มากกว่าปรกติที่เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี เนื่องจากมีการเปิดสาขาใหม่ๆและมีการทำตลาดต่อเนื่อง 
 
 นายปพนธ์กล่าวว่า เรื่องแบรนด์ลอยัลตี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในการทำธุรกิจ ซึ่งแม้เต่ธุรกิจร้านกาแฟก็เช่นเดียวกัน และทรูคอฟฟี่เองก็มีความชัดเจนและแข็งแกร่งในเรื่องของการเป็นร้านกาแฟที่มีความเป็นลอยัลตี้แบรนด์ค่อนข้างสูงจากผู้บริโภค เพราะเราไม่ใช่เป็นแค่ร้านกาแฟธรรมดา แต่เราเป็น ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ 
 
 เราเป็นเชนกาแฟไทยที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งเชนกาแฟอย่างมาก เช่นไม่มีเชนกาแฟรายใดที่มีสิทธิ์ขายแบล็คเบอร์รี่และไอ-โฟน เหมือนร้านเรา หรือบริการอื่นๆด้านการสื่อสารที่สมบูรณ์เหมือนเรา หรือการใช้ไอโฟนสั่งเมนูเครื่องดื่มและอาหารที่ร้านทรูคอฟฟี่ล่วงหน้าเริ่มวันที่ 1 มีนาคมนี้ เป็นต้น 
 

« Previous PageNext Page »